<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598</id><updated>2011-05-04T08:08:02.142+07:00</updated><category term='Moan'/><category term='Travel'/><category term='Article'/><title type='text'>น้ำ - อังกุศ</title><subtitle type='html'>Independent Fire Protection Engineer
&lt;br&gt;
ดูตารางนัดหมายที่ด้านล่างสุดครับ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>38</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-6125008884725394137</id><published>2009-01-10T15:29:00.002+07:00</published><updated>2009-01-10T15:48:14.822+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี</title><content type='html'>เขียนในวันเด็ก วันที่ต้องได้ยินเพลงนี้ทุกทีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน&lt;br /&gt;หนึ่ง นับถือศาสนา&lt;br /&gt;สอง รักษาคำให้มั่น&lt;br /&gt;สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์&lt;br /&gt;สึ่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน&lt;br /&gt;ห้า ยึดมั่นกตัญญู&lt;br /&gt;หก เป็นผู้รู้รักการงาน&lt;br /&gt;เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่นไม่เกียจไม่คร้าน&lt;br /&gt;แปด รู้จักออมประหยัด&lt;br /&gt;เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะแก่กาลสมัยชาติพัฒนา&lt;br /&gt;สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา&lt;br /&gt;เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังทีไรก็จั๊กกะจี้ในใจทุกที คราวนี้เลยขอเขียนบันทึกไว้สักหน่อย ว่าผมคิดยังไงกับเพลงนี้&lt;br /&gt;เราลองมาพิจารณาแต่ละข้อที่เราเรียกร้องให้เห็นเขาปฏิบัติหน้าที่สิครับ ว่ามีข้อไหนบ้าง ที่ไม่ได้เป็นธุระหรือหน้าที่ของผู้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวครับ ทุกข้อไม่มีข้อไหนที่สงวนไว้ว่าเป็นหน้าที่ของเด็กเลย ผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่สิบอย่างนี้ (และอีกเยอะ) ไม่น้อยกว่าเด็กๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในข้อ เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะมีหลายครั้งที่เด็กแสดงความเห็นที่ผู้ใหญ่ต้อง อึ้ง และผู้ใหญ่ไม่ควรเถียง เพราะยังไงๆก็ต้องเอาสีข้างเข้าถูให้อนาถใจ&lt;br /&gt;ถ้าจะให้เด็กเชื่อเรา เราก็ต้องทำตัวให้เชื่อเรื่องเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะห้ามกินเหล้า สูบบหรี่ เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน ทุจริต ไม่มีวินัย ฯลฯ&lt;br /&gt;เพราะถ้าเด็กมันเถียงว่าทำไมผู้ใหญ่ทำได้ ผมก็เห็นว่ามันน่าเถียง&lt;br /&gt;จนทุกวันนี้ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงกินเหล้าได้ เด็กกินไม่ได้&lt;br /&gt;ผมว่า มันก็กินไมได้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นั่นแหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ยิ่งกว่าหน้าที่เด็กครับ หน้าที่ที่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็ก ถ้าตัวอย่างมันไม่ดี จะไปคาดหวังให้เด็กทำได้ดีกว่าล่ะก็ แบบนี้อีกหน่อยเราผู้ใหญ่จะต้องยอมก้มลงไหว้เด็กด้วยนะครับ เพราะเขาจะดีกว่าเรา&lt;br /&gt;หากเราคาดหวังว่าเด็กจะทำหน้าที่ดีๆได้โดยผู้ใหญ่ไม่ต้องใส่ใจเป็นตัวอย่างที่ดี ก็แสดงว่าเรากำลังมีความคิดเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ ผลักภาระให้เด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราผู้ใหญ่ทำตามหน้าที่สิบอย่างที่ว่าให้เป็นตัวอย่างแล้ว เพลงนี้ก็คงไม่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ควรจะเปลี่ยนเป็นเพลง&lt;br /&gt;ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแทนที่จะมาบอกให้เด็กเขียนหรือพูดว่าจะทำตัวดียังไง ผมว่าในวันเด็ก ผู้ใหญ่ก็จะต้องมาบอกว่า จะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กด้วย&lt;br /&gt;ถ้าจะให้ดี ต้องมีบทลงโทษ ว่าจะโดนตีกี่ที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ใหญ่ ต้องโดนหนักกว่าเด็ก เพราะรับผิดชอบมากกว่า และเชื่อว่าตัวเองรู้มากกว่า&lt;br /&gt;รู้มาก ก็อย่าผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ำอีกทีครับ&lt;br /&gt;ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-6125008884725394137?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/6125008884725394137/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=6125008884725394137' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/6125008884725394137'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/6125008884725394137'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-4168457001036723070</id><published>2008-12-15T07:45:00.002+07:00</published><updated>2008-12-15T07:56:28.486+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ดนตรีในสวน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_h8HJbS64aWs/SUWrK6voToI/AAAAAAAAEoE/3N7Hav53ZXI/s1600-h/1342259.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 400px; height: 300px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_h8HJbS64aWs/SUWrK6voToI/AAAAAAAAEoE/3N7Hav53ZXI/s400/1342259.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5279814342217846402" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เป็นเทศกาลที่เพื่อนๆและครอบครัวของผมจะย้ายที่นัดพบประจำสัปดาห์มาที่สวนลุมฯ นั่งฟังเพลงดีๆในบรรยากาศสบายๆ&lt;p&gt;ปีนี้ก็เช่นเดิม อากาศเย็นกว่าเดิม มาถึงสวนลุมฯสักสี่โมงเย็น พอดีเวลาลานจอดรถเปิด พากะทิมาวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่น พอได้เวลาแสดงตอนห้าโมงเย็นก็ย้ายมาที่สวนปาล์มที่อยู่ใกล้ๆกัน เพื่อนๆจองเสื่อไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เสื่อผืนหน้าสุดเช่นเดิม พร้อมของว่างอุดมสมบูรณ์ คือแล้วแต่สะดวกว่าใครจะเอาอะไรมา ใครจะทำขนมอะไรมาแจม แต่ที่แน่ๆคือชาหอมๆจากบ้านของติ้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดนตรีในสวนปีนี้เริ่มวันอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านไป แต่วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาฯและ 4 มกราฯจะงด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เจอกันคราวถัดไป อาทิตย์ที่ 28 นะครับ เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่สนใจกิจกรรมนอกบ้านที่ต่างจากการเดินห้าง ฟังเพลงคุณภาพดีชนิดที่คอนเสิร์ตราคาเป็นพันของพวกค่ายเพลงบ้านเราทำอะไรไม่ได้นอกจากเสียงกรี๊ดๆ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-4168457001036723070?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/4168457001036723070/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=4168457001036723070' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4168457001036723070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4168457001036723070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/12/blog-post_15.html' title='ดนตรีในสวน'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_h8HJbS64aWs/SUWrK6voToI/AAAAAAAAEoE/3N7Hav53ZXI/s72-c/1342259.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-2114119311839897671</id><published>2008-12-14T14:04:00.003+07:00</published><updated>2008-12-14T14:31:41.348+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ทรราชตะวันออก ในมุมที่ต่างกัน</title><content type='html'>เมื่อวานไล่ๆดูหนังสือบนชั้นหนังสือ แล้วหยิบเอาเล่มหนึ่งออกมา เป็นหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เขียนเกี่ยวกับสถานการณ์ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ไม่นาน ผู้เขียนเป็นอาจารย์และนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับท่านในหลายๆด้าน แต่ก็เคารพและนับถือท่านในฐานะของมนุษย์ที่มีจิตใจงดงามท่านหนึ่ง&lt;br /&gt;ก็เอามาอ่านในส่วนที่ท่านได้เขียนไว้ล่วงหน้าในเวลานั้น ว่าท่านประเมินไว้เช่นไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การประเมินมีความแม่นยำหรือคลาดเคลื่อนตรงไหนบ้าง&lt;br /&gt;ก็เป็นแบบเดียวกับที่ผมไล่ๆอ่านเกี่ยวกับ Great depression ในอเมริกาเมื่อช่วงปี 1930 นั่นแหละครับ เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของวันนั้นกับวันนี้ และดูท่าที่การตอบสนองของประเทศใหญ่ๆต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหนังสือเล่มนี้ผมก็ได้ทบทวนปัจจัยอันหนึ่ง นั่นคือ Oriental Despotism ซึ่งท่านผู้เขียนได้ใช้ภาษาไทยว่า ระบบทรราชตะวันออก&lt;br /&gt;แน่นอนว่ามันต้องมีระบบทรราชตะวันตกอยู่คู่กันด้วย แต่คราวนี้ของกล่าวถึงเฉพาะส่วนของตะวันออก ซึ่งได้ยกตัวอย่างสำคัญคือการปกครองของจักรวรรดิ์จีน&lt;br /&gt;กล่าวโดยสรุปก็คือ จีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบทรราชนี้มาอย่างยาวนาน จนหยั่งรากลึกมาถึงปัจจุบัน แม้ในสังคมจีนสมัยใหม่ซึ่งผ่านยุคของจักรพรรดิ์ทั้งรูปแบบและเนื้อหามาสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีลักษณะของทรราชตะวันออกอยู่เช่นเดิมและเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาค่อนข้างน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันทำให้ผมนึกถึงบ้านเราในเวลานี้ ซึ่งดูเหมือนกำลังมีความแตกต่างของความคิด แต่กลับมีหลายอย่างที่เหมือนกันจนเหมือนกับเรากำลังมองสิ่งเดียวกันจากคนละด้าน&lt;br /&gt;เราต่างหลงไหลไปกับคำว่า ประชาธิปไตย จนเหมือนเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับใส่ใจกับเนื้อหาน้อยมาก ต่างฝ่ายต่างตีความไปตามมติของพวกพ้องของฝ่ายตน&lt;br /&gt;แต่โดยเนื้อหาแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังเชิดชูระบบทรราชตะวันออกเหมือนกันทั้งคู่ ต่างที่เป็นทรราชคนละคน คนละแบบเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรากำลังขัดแย้งกันไปทำไมก็ไม่รู้ แน่นอนว่าพัฒนาการของสังคมย่อมมีโอกาสที่จะต้องผ่านความเจ็บปวด แต่วันนี้สังคมที่อ่อนเยาว์ของเรามีโอกาสที่จะได้ศึกษาประสบการณ์ของสังคมอื่นที่ผ่านมาก่อน ทำไมถึงต้องใช้เวลาไปกับสิ่งที่เคยมีตัวอย่างมาแล้วด้วยเล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-2114119311839897671?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/2114119311839897671/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=2114119311839897671' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2114119311839897671'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2114119311839897671'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/12/blog-post_14.html' title='ทรราชตะวันออก ในมุมที่ต่างกัน'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-4846738824207385706</id><published>2008-12-14T13:54:00.003+07:00</published><updated>2008-12-14T14:03:14.004+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ตัวเรามาทีหลัง ดีกว่าไหม</title><content type='html'>ผมว่าคงมีพวกเราหลายๆคนได้สังเกตอย่างหนึ่งเวลาที่เราพูดถึงคนหลายๆคนรวมทั้งตัวเราในฐานะบุคคลที่หนึ่ง ฝรั่งเขามักจะกล่าวถึงคนอื่นๆก่อนแล้วค่อยกล่าวถึงตนเอง ทำนองว่า ....... and I,..&lt;br /&gt;แต่ถ้าเป็นภาษาไทย แทบจะทุกครั้งเราจะได้ยินในทางตรงข้าม คือ ผมและ.... / ฉันและ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่ามันดูน่ารักและเป็นการให้เกียรติ ลดตัวตนของเราลงนะ ที่จะให้ตัวของเรามาอยู่อันดับหลังสุดเหมือนที่ฝรั่งเขานิยมใช้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราลองมาปรับวิธีใช้ภาษาของเราอีกนิดดีมั้ยครับ จากที่ดีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นไปอีก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-4846738824207385706?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/4846738824207385706/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=4846738824207385706' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4846738824207385706'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4846738824207385706'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='ตัวเรามาทีหลัง ดีกว่าไหม'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-185906114041393004</id><published>2008-10-28T06:52:00.002+07:00</published><updated>2008-10-28T06:58:49.281+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>เมื่อไหร่</title><content type='html'>ขอเขียนแบบ Microblog บ้าง เขียนสั้นๆ แต่ได้บ่อยๆ คล้ายๆกับที่เขียนใน twitter&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามีคนที่มีคุณภาพมากมายที่เจ็บปวดกับระบบการศึกษาบ้านเรา จนดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นพัฒนาตัวเองขึ้นมาด้วยพื้นฐานของตัวเอง ระบบการศึกษาดูเหมือนจะเป็นเพียงบทเรียนว่าด้วยอุปสรรคของชีวิตมากกว่าจะทำหน้าที่สร้างหรือส่งเสริมศักยภาพของคนเหล่านั้นโดยตรง&lt;br /&gt;เราสร้างคนเหล่านั้นขึ้นมาด้วยความบังเอิญ Make good people by mistake หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไหร่ เราถึงจะมีระบบการศึกษาที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อสร้าง เพื่อเสริม บุคคลทีมีคุณภาพเสียที&lt;br /&gt;เมื่อไหร่สังคมของเราจะได้ตระหนักว่าครอบครัวมีบทบาททางการศึกษาเท่าๆกับโรงเรียน ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินให้โรงเรียนแล้วปัดความรับผิดชอบออกจากตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือลูกหลาน นี่คืออนาคตของเรานะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-185906114041393004?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/185906114041393004/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=185906114041393004' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/185906114041393004'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/185906114041393004'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/10/blog-post_7993.html' title='เมื่อไหร่'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-3652220934494368556</id><published>2008-10-28T05:45:00.004+07:00</published><updated>2008-10-28T06:22:23.359+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>พลังงานชีวภาพ</title><content type='html'>วันก่อนได้ไปประชุมเพื่อทำโครงการระบบป้องกันอัคคีภัยสำหรับส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่ภาคอีสาน โรงไฟฟ้านี้สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตไฟฟ้าให้โรงงานน้ำตาล หากมีกำลังผลิตเหลือก็ขายให้กับการไฟฟ้าฯ เชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ก็คือชานอ้อยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยไปดูโรงไฟฟ้าคล้ายๆกันนี้อีกแห่งหนึ่งที่ภาคตะวันออกทางปราจีนบุรี โรงนั้นก็ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพคือแกลบและวัสดุที่เหลือจากการทำกระดาษซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของเขาด้วย แต่คราวนั้นไปแค่นั่งประชุม ไม่ได้ดูแลโครงการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันพอที่จะเห็นรายละเอียดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอข้ามส่วนของคุณภาพบางจุดไป เพราะประเด็นที่ผมจะเขียนขึ้นเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากความเห็นของผมที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่าไม่ควรทำ และไม่ควรจะไปสนใจมันอีก&lt;br /&gt;แต่หากเราไม่ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แล้วเราจะเอาไฟฟ้าจากไหนในช่วงเวลาที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามขนาดของเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;คำตอบหนึ่งอยู่ที่ พลังงานชีวภาพ เหมือนกับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ที่ผมกำลังดูแลโครงการอยู่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลังงานชีวภาพคือการนำเอาผลิตผลทางการเกษตรที่เรามีความพร้อมนี่แหละมาทำพลังงาน แม้ว่าการนำเอาชานอ้อยมาเผาเพื่อนำความร้อนมาต้มน้ำและนำไอน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าจะเป็นการเผาไหม้เช่นเดียวกับการเผาน้ำมัน มี Carbon Dioxide สู่บรรยากาศ แต่สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว Carbon Dioxide จำนวนเท่าๆกัน (หรือมากกว่าหากเราปลูกและเก็บเกี่ยวพืชพลังงานมากขึ้น) จะถูกพืชพลังงานที่เราปลูกอยู่ ดูดกลับเข้าไปตามกระบวนการสังเคราะห์แสง เปลี่ยน Carbon Dioxide เป็นเนื้อเยื่อพืช และปล่อย Oxygen ที่เหลือใช้ออกมาตามที่เราเคยเรียนมาแต่เล็ก&lt;br /&gt;การใช้พลังงานชีวภาพจึงไม่เพิ่มปริมาณ  Carbon Dioxide ในบรรยากาศ แต่จะหมุนเวียนไปโดยมีแหล่งพลังงานคือ แสงอาทิตย์&lt;br /&gt;พลังงานชีวภาพจึงเป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยทางอ้อมครับ และมนุษย์ก็มีเทคโนโลยีค่อนข้างพร้อมสำหรับการผลิตพลังงานชีวภาพทีละมากๆ พอสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราน่าจะพิจารณาการใช้พลังงานชีวภาพควบคุ่ไปกับนโยบายประหยัดพลังงานในภาคที่ไม่ผลิตพลังงานโดยตรงเช่นไฟฟ้าแสงสว่างและการปรับอากาศ เพื่อให้สามารถผลิตพลังงานได้อย่างพอเพียงกับความต้องการ เพิ่มสัดส่วนแหล่งพลังงานอื่น ปัจจุบันเราใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 70% ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ดี เพราะหากพลังงานแหล่งนี้ติดขัดในการจัดส่ง เราจะขาดแคลนพลังงานทันที&lt;br /&gt;อีกอย่างหนึ่งการขยายจำนวนและการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานชีวภาพก็ยังทำให้เกิดการลงทุนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย ทำให้เพิ่มการผลิตพืชผลมากขึ้น เกิดการค้าขายมากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจของเราได้ด้วยทางหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองในระยะยาว โรงไฟฟ้าเหล่านี้ก็ยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นโอกาสที่เราจะมีเทคโนโลยีพลังงานของตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสู่การขายเทคโนโลยีพลังงานสู่ภูมิภาคอื่นของโลกที่มีความต้องการและมีทรัพยากรชีวภาพเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรายังมีโอกาาสอีกมากครับกับธุรกิจพลังงาน ไม่ใช่เพียงการขุดเอาฟอสซิลที่ธรรมชาติดึง Carbon ไปสะสมให้เราไว้ ออกมาอบตัวเราเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-3652220934494368556?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/3652220934494368556/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=3652220934494368556' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/3652220934494368556'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/3652220934494368556'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/10/blog-post_28.html' title='พลังงานชีวภาพ'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-7817733269021044118</id><published>2008-10-17T06:37:00.003+07:00</published><updated>2008-10-17T06:58:06.240+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>แก่แล้วสายตายาว</title><content type='html'>หลายเรื่องที่การศึกษาของบ้านเราก็ทำให้เราเข้าใจอะไรผิดไปตลอดชีวิตได้เหมือนกันครับ เช่นเรื่องสายตายาวตอนแก่นี่ก็เรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายตาเราไม่ยาวขึ้นสักกี่มากน้อยนะครับเมื่อแก่ อาจจะยาวขึ้น (หรือสั้นน้อยลงหากสายตาสั้นอยู่เดิม) บ้างก็เล็กน้อยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคือ สูญเสียความสามารถในการโฟกัส คือตาจะโฟกัสที่ระยะไกลสุด (เท่าที่เคยทำได้) คงที่ ปรับให้มองใกล้กว่านั้นไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนสายตาปกติในวัยนี้จะมีอาการมองใกล้ไม่เห็น จะอ่านหนังสือต้องใส่แว่น&lt;br /&gt;แว่นอ่านหนังสือของคนในวัยนี้จึงมักจะวางไว้ใกล้ปลายจมูกหน่อย จะได้เหลือบตาลงอ่านหนังสือ พอมองไกลก็แต่เหลือบตาขึ้นให้พ้นกรอบแว่น&lt;br /&gt;ถ้าเดิมเป็นคนสายตาสั้น ใส่แว่นที่มีกำลังพอสำหรับมองไกลๆได้เหมือนคนสายตาปกติ ก็จะมองใกล้ไม่เห็น ต้องถอดแว่นออก หาแว่นสำหรับมองใกล้มาใส่อีกอัน ตกลงต้องมีแว่นสองอัน&lt;br /&gt;เจอสองเด้ง คือไกลก็ต้องแว่นอันเดิม แต่พอมองใกล้ก็ต้องหาแว่นมาเพิ่มอีกอันหนึ่ง&lt;br /&gt;บางคนพูดติดตลก ว่าต้องมีสามแว่น คืออีกอันหนึ่งเอาไว้มองหาเจ้าสองอันที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีบางคนที่โชคดีหน่อย คือสายตาสั้นกำลังเหมาะ มองไกลใส่แว่นอันเดิม พอมองใกล้ก็แค่ถอดแว่นแล้วมองด้วยตาเปล่า ก็รอดตัวไปเปลาะหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีแว่นแบบพิเศษหน่อยคือเลนส์แว่นแตกต่างกัน ด้านบนไว้สำหรับมองไกล ด้านล่างไว้เหลือบมองใกล้ ดูเข้าท่าดี แต่ลำบากพิลึกสำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ประจำ เพราะจอคอมพิวเตอร์มักจะตั้งในระดับสายตา แต่เป็นวัตถุที่อยู่ใกล้ ใช้แว่นแบบนี้เวลามองจอคอมพิวเตอร์ต้องเงยหน้าขึ้นแล้วเหลือบตาลงมา ดูพิลึกดี ใช้เครื่องสักสิบนาทีมีหวังได้เห็นคนแก่คอเคล็ดเข้าให้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายนัก ก็ไปทำ LASIK ให้สายตามองไกลได้ตามปกติ แล้วพกแว่นสำหรับมองใกล้&lt;br /&gt;คือยังไงก็ต้องพกแว่น เพียงแต่ลดลงเหลืออันเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้วพอแก่ตัวลงสายตาไม่ยาวหรอกครับ ถึงจะยาวขึ้นเล็กน้อยก็ไม่ใช่ลักษณะสำคัญ ที่สำคัญคือมันมองใกล้กว่าระยะไกลสุด (ของสายตาเรา) ไม่ได้ เพราะเราสูญเสียความสามารถในการโฟกัสไปแล้ว&lt;br /&gt;สอนกันมาผิดๆจนเข้าใจว่าแก่แล้วสายตายาวกันทั้งเมือง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-7817733269021044118?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/7817733269021044118/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=7817733269021044118' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/7817733269021044118'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/7817733269021044118'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/10/blog-post_17.html' title='แก่แล้วสายตายาว'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-4047967932579736485</id><published>2008-10-16T07:43:00.002+07:00</published><updated>2008-10-16T07:50:19.010+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>บั้งไฟพญานาค ความน่าสงสารของสังคมไทย</title><content type='html'>อยากเขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่นานแล้วครับ ได้โอกาสตอนออกพรรษานี้ล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเห็นของผมเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้คือ เป็นความน่าสงสารของสังคมไทย ที่ขาดความไฝ่รู้ ไม่รักการค้นหาความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นเดียวกับฟ้าร้อง แต่แทนที่เราจะใช้โอกาสนี้ศึกษาเืพื่อให้รู้จักธรรมชาติของมัน เพื่อจะได้้รู้ว่าจะรักษามันไว้ได้อย่างไรให้เป็นเอกลักษณ์ของเราไปอีกนานเท่านาน แต่ที่เราทำก็ได้เพียงรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเป็นคราวๆ เหมือนเป็นเพียงมหรสพชนิดหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;ซ้ำร้ายคนบางกลุ่มยังขัดขวางการศึกษา อ้างว่าไปก้าวล่วงความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่ตนเองไม่รู้ธรรมชาติของมันเข้าด้วย&lt;br /&gt;เราสนใจปรากฏการณ์นี้ และสิ่งแปลกใหม่อื่นๆแค่เสมอกับมหรสพเท่านั้น มีสักกี่คนที่สนใจธรรมชาติความเป็นมาและความเป็นไปของสรรพสิ่งรอบตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง ฟ้าร้องเคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจที่อธิบายไม่ได้และน่าสพรึงกลัว&lt;br /&gt;ทุกวันนี้แม้เราจะรู้จักธรรมชาติของไฟฟ้าในอากาศ แต่ความรู้สึกครั่นคร้ามต่อธรรมชาติก็ยังคงเดิม ไม่มีความรู้ไดจะขัดขวางได้&lt;br /&gt;บั้งไฟพญานาคก็จะไม่ต่างกัน ความศักดิ์สิทธิ์และความน่าตื่นตาตื่นใจจะยังคงเดิม แม้เราจะรู้จักมันแล้วก็ตาม เหมือนที่แสงเหนือแสงไต้ที่ยังเป็นภาพที่ตื่นใจต่อผู้ที่พบเห็น เป็นสิ่งที่หาดูที่อื่นไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หากวันหนึ่งเหตุปัจจัยของการเกิดบั้งไฟพญานาคหมดไป จะด้วยความไม่รู้ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราก็จะเสียมันไปอย่างไม่รู้เลยว่า จะเรียกมันกลับมาอีกได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงเวลา และได้ผ่านเวลาไปมากแล้ว ที่เราจะเริ่มต้นมองบั้งไฟพญานาคด้วยทัศนะใหม่ และเริ่มศึกษาหาความจริงในธรรมชาตินี้อย่างจริงจังครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-4047967932579736485?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/4047967932579736485/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=4047967932579736485' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4047967932579736485'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4047967932579736485'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/10/blog-post_16.html' title='บั้งไฟพญานาค ความน่าสงสารของสังคมไทย'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-4529559867906853834</id><published>2008-10-11T12:19:00.003+07:00</published><updated>2008-10-11T20:54:29.347+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ข่าวที่ยังไม่ยืนยัน แต่ก็วิจารณ์กันเป็นตุเป็นตะ</title><content type='html'>&lt;div&gt;หลังจากที่เขียน บันทึกไนวันที่อึดอัด ไปแล้ว ต่อมาเพียงไม่นาน เช้าวันที่ 7  ตุลาคม ก็เกิดการปะทะขึ้น  โดยรัฐบาลใช้กำลังตำรวจเข้าควบคุมฝูงชนกลุ่มพันธมิตรฯ&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ในวันที่มีคนสองฝ่ายหรือมากกว่า เห็นขัดแย้งกัน เผชิญหน้ากัน  และไม่มีฝ่ายไหนจะยอมประนีประนอม ไม่วันไดก็วันหนึ่งจะต้องมีความรุนแรง&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ผมเชื่อว่าเหตุครั้งนี้เริ่มขึ้นด้วยการตัดสินใจที่เหมาะสมแล้วของรัฐบาล  ในเมื่อเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจโดยธรรม มีมวลชนสนับสนุนเลือกเข้ามา  เมื่อได้อำนาจนั้นแล้วก็ควรใช้อำนาจรัฐเพื่อจัดการกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองให้เรียบร้อย  ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็คาดหวังว่าจะน้อยกว่าที่จะปล่อยให้เกิดการปะทะขึ้นเองโดยรัฐไม่ได้ควบคุม&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ผมเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมแล้ว&lt;/div&gt; &lt;div&gt;แต่การนำไปปฏิบัติจะเหมาะสมหรือเปล่า นั่นยังเป็นปัญหาอยู่  เพราะความสูญเสียค่อนข้างน่าสะเทือนใจเกินกว่าที่น่าจะเป็น  แต่จะเป็นปัญหาของการปฏิบัติ  หรือจะเป็นปัญหาเพราะนายทหารสายเหยี่ยวนอกราชการในกลุ่มพันธมิตรฯทำตัวเป็นมือที่สามหรือเปล่าก็ต้องทำใจ  ว่าเราอาจไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงชัดๆพิสูจน์ได้&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;แต่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา คือในวันที่ 10 ซึ่งเป็นวันศุกร์  ก็มีข่าวข่าวหนึ่ง  เกี่ยวกับการ&lt;strong&gt;พระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯระหว่างเสด็จฯสหรัฐอเมริกา  แต่ใจความของข่าวนั้นเป็นเรื่องการเมืองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 7&lt;/strong&gt;  ที่ผ่านมา&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ก็วิพากษ์วิจารณ์กันจนกว้างขวาง แต่ในวันรุ่งขึ้นก็มีเพื่อนผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง  Email มาถามผมว่า ข่าวนี้น่าเชื่อถือแค่ไหน&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ผมขอบคุณเพื่อนผู้ใหญ่ท่านนั้น  เพราะได้สะกิดเตือนให้ผมได้ย้อนสืบไปถึงที่มาของข่าวนั้นเสียก่อนที่จะแสดงความเห็นอะไรออกไป  แม้ผมจะยังไม่ได้ติดตามข่าวนั้นเลยด้วยติดภารกิจตลอดสัปดาห์  แต่ก็ทราบว่ามีการพูดถึงข่าวนี้&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ก็เลยลงมือค้นสักหน่อย&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;ปรากฏว่าที่มาของข่าวนี้คือเว็บ &lt;a href="http://www.courant.com/news/local/statewire/hc-09192950.apds.m0355.bc-ct--thaioct09,0,6157926.story" target="_blank"&gt;Hartford Courant&lt;/a&gt;  และเป็นสำนวนเดียวกับที่พบในเว็บอื่นๆที่เหลือทั้งหมดด้วย  น่าสังเกตว่าเว็บนี้อ้างข่าวจาก &lt;a href="http://www.ap.org/" target="_blank"&gt;Associated Press &lt;/a&gt;แต่เมื่อลองค้นจากเว็บของ AP  ก็กลับไม่พบข่าวดังกล่าว&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ลองตรวจดูกับเว็บ&lt;a href="http://www.sirindhorn.net/HRH-activities.html" target="_blank"&gt;กองงานในพระองค์สมเด็จพระเทพฯ&lt;/a&gt;ก็ไม่พบรายละเอียด  มีเพียงว่าเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปสหรัฐอเมริกา&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ตรวจสอบกับเว็บของโรงเรียน &lt;a href="http://www.choate.edu/news/detail.asp?pageaction=ViewSinglePublic&amp;amp;LinkID=2837&amp;amp;ModuleID=111" target="_blank"&gt;Choate Rosemary Hall  &lt;/a&gt;ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข่าวอ้างว่าพระราชทานสัมภาษณ์ที่นั่น  ก็ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับการเมือง&lt;/div&gt; &lt;div&gt;มีข่าวเกี่ยวกับการประชุม Fourth US-Thailand Educational Round Table ที่ &lt;a href="http://www.myrecordjournal.com/site/tab1.cfm?newsid=20158997&amp;amp;BRD=2755&amp;amp;PAG=461&amp;amp;dept_id=592709&amp;amp;rfi=6" target="_blank"&gt;My Record Journal  &lt;/a&gt;ก็ไม่พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างได&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt;โดยส่วนตัวเชื่อว่า &lt;strong&gt;ข่าวนี้ถูกสร้างขึ้นมา และถูกถอนออกไปจาก  AP&lt;/strong&gt; เนื่องจากหากมีข่าวนี้จริง ก็ไม่น่าปรากฏเฉพาะใน AP  เพียงแห่งเดียวในประเทศเสรีแห่งนั้น&lt;/div&gt; &lt;div&gt;จากนั้นเว็บอื่นๆซึ่งนำเสนอออกไปก่อนที่ข่าวนั้นจะถูกถอดออก จึงมีเพียงสำนวนเดียว คือสำนวนจาก AP&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราควรจะทบทวนกันก่อนว่า ข่าวนี้ เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ดีกว่าไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-4529559867906853834?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/4529559867906853834/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=4529559867906853834' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4529559867906853834'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/4529559867906853834'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='ข่าวที่ยังไม่ยืนยัน แต่ก็วิจารณ์กันเป็นตุเป็นตะ'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-2914734858521162425</id><published>2008-08-28T22:15:00.001+07:00</published><updated>2008-08-28T22:15:23.496+07:00</updated><title type='text'>บันทึกในวันที่อึดอัด</title><content type='html'>วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551&lt;br  &gt;&lt;br  &gt;ขอบันทึกไว้ว่า ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกรุกเข้าไนสถานที่ราชการรวมทั้งทำเนียบรัฐบาล มีจุดหมายเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก&lt;br  &gt;รัฐบาลแม้จะมีท่าทีว่าพร้อมจะดำเนินการเพื่อสลายการชุมนุม รวมทั้งดำเนินคดีกับผู้นำารชุมนุม แต่จนถึงขณะนี้ 21:15 น. ก็ยังไม่ปรากฏว่าเกิดการจับกุมแต่อย่างไร ในขณะเดียวกันทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังดึงดันที่จะชุมนุมต่อไป&lt;br  &gt;อำนาจในมือของรัฐบาลถูกท้าทายแหลมคมมากขึ้นจนกำลังจะถึงจุดที่น่าสงสัยว่า แท้จริงแล้ว อำนาจนั้น อยู่ครบถ้วน หรือถูกสิ่งไดบั่นทอนลงไปแล้ว ทำไมรัฐบาลที่ชอบธรรม จึงไม่สามารถใช้อำนาจนั้นได้&lt;br  &gt;แท้จริงแล้ว รัฐบาลยังมีอำนาจโดยธรรมหรือเปล่า ทำไมจึงอ่อนกำลังจนไม่สามารถสยบกลุ่มคนข้างถนนได้&lt;br  &gt;&lt;br  &gt;ความขัดแย้งในสังคมไทยได้ดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว เดิมความขัดแย้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ต่อมาความขัดแย้งนี้ได้วิวัฒน์ไปเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มองการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยแง่มุมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง&lt;br  &gt;ดูเหมือนความขัดแย้งในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างต้องการผลแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง&lt;br  &gt;&lt;br  &gt;แต่สิ่งที่ผ่านมาได้ชี้ชัดว่า ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะในแต่ละคราวก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งลดลงได้เลย ไม่มีฝ่ายไหนที่ชนะโดยเด็ดขาด ไม่มีใครพ่ายแพ้โดยราบคาบ และหากยังคงต่อสู้ ปะทะกันแบบนี้เรื่อยไป ก็ไม่น่าจะมีโอกาสที่ฝ่ายไดจะมีบทบาทนำในสังคมไทยโดยเบ็ดเสร็จได้&lt;br  &gt;&lt;br  &gt;วันนี้ ในความขัดแย้งนี้ ก่อนที่ความขัดแย้งจะลุกลามไปจนเป็นความแตกแยกถึงแบ่งแยก น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าใจสถานการณ์ แล้วตั้งสติ หาทางออกทีสามารถยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย&lt;br  &gt;น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะแสวงหารูปแบบการปกครองทีเหมาะกับสังคมของเรา โดยไม่ต้องตั้งธงว่าจะต้องเรียกว่ารูปแบบอะไร เพราะเมื่อรูปแบบนี้เกิดมาจากประชาชน เป็นของประชาชน เพื่อประชาชนแล้ว ก็สามารถจะเรียกว่า ประชาธิปไตย ได้ทั้งนั้น&lt;br  &gt;&lt;br  &gt;อย่ากลัวว่ารูปแบบของเราเองที่เราจะสร้างขึ้นนี้ จะไม่เป็นที่ยอมรับจากมหาอำนาจ เพราะแท้จริงแล้วมหาอำนาจไม่ได้ใส่ใจคำว่า &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot; มากไปกว่าผลประโยชน์&lt;br  &gt;มหาอำนาจอเมริกาเคยยกทัพเข้าไปช่วยคูเวตโดยไม่ต้องให้เจ้าของประเทศออกปาก&lt;br  &gt;ซาอุดิอาราเบียจัดเป็นพันธมิตรสำคัญของมหาอำนาจอเมริกา&lt;br  &gt;ทั้งสองประเทศ ไม่ได้ปกครองในระบอบที่มหาอำนาจอเมริกาเรียกว่า ประชาธิปไตย&lt;br  &gt;&lt;br  &gt;ขอให้เราใช้โอกาสนี้ ตั้งโจทย์กันใหม่ ลืมคำว่า ประชาธิปไตย ไว้ก่อน เลิกเรียกร้องหรือรอคอย &amp;quot;คนกลาง&amp;quot; เราทุกคนสามารถได้รับเกียรติของการเป็น &amp;quot;คนกลาง&amp;quot; ได้เท่าๆกัน&lt;br  &gt;การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่สามารถเกิดขึ้นมาจากการดลบันดาลของใครทั้งนั้น หากเกิดขึ้นมาจากมือของ ประชาชน เราๆนี่เองครับ&lt;br  &gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-2914734858521162425?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/2914734858521162425/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=2914734858521162425' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2914734858521162425'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2914734858521162425'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/08/blog-post_28.html' title='บันทึกในวันที่อึดอัด'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-73003299818578556</id><published>2008-08-07T13:13:00.001+07:00</published><updated>2008-08-13T08:11:18.888+07:00</updated><title type='text'>ความสุขของกะทิ ความสุขของงามพรรณ?</title><content type='html'>&lt;img src="http://www.bloggang.com/data/girl28/picture/1195446303.jpg" zid="40"&gt;&lt;br zid="41"&gt;ภาพ: &lt;a href="http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=girl28&amp;month=19-11-2007&amp;group=11&amp;gblog=1" zid="43"&gt;Bloggang&lt;/a&gt;&lt;br zid="42"&gt;&lt;br zid="39"&gt;คนมีลูกชื่อกะทิ แล้วก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือเนี่ย ก็จะต้องมีคนถามว่าอ่าน &amp;quot;ความสุขของกะทิ&amp;quot; หรือยัง แน่ๆ&lt;br zid="2"&gt;คำตอบคือ อ่านสิครับ&lt;br zid="3"&gt;แต่อ่านแล้ว ไม่ชอบแฮะ ไม่ไ่ด้หมายความว่าหนังสือเขาไม่ดีนะ แต่ผมไม่ชอบ เท่านั้นเอง&lt;br zid="4"&gt;หลังจากที่รู้สึกไม่ชอบ ก็มาไคร่ครวญดูว่า เราไม่ชอบที่ตรงไหน แล้วก็ไล่ๆอ่านคำวิจารณ์จาก Internet&lt;br zid="5"&gt;เออ แปลกแฮะ นอกจากแม่กับผมแล้วก็ไม่ยักกะมีใครไม่ชอบเหมือนอย่างเรา นี่ดังจนกระทั่งจะเอามาทำเป็นหนังแล้ว&lt;br zid="7"&gt;&lt;br zid="6"&gt;ก็เลยขอเขียนบันทึกไว้ครับ ว่าผมไม่ชอบบทประพันธ์ซีไรต์ชิ้นนี้&lt;br zid="8"&gt;&lt;br zid="9"&gt;ความสุขของกะทิ เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าเป็นตอนๆ มีความต่อเนื่องกัน มีจุดเด่นที่น่าสังเกตคือ ในแต่ละบทจะมีคำโปรยต้นบท ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในบทโดยตรง แต่ก็ช่วยเล่าเรื่องและทำให้เข้าใจสิ่งที่สื่อในบทนั้นๆได้ดี&lt;br zid="10"&gt;&lt;br zid="13"&gt;กะทิเป็นเด็กผู้หญิง (แต่กะทิของผมเป็นเด็กผู้ชายครับ) วัยเก้าขวบ เกิดวันวาเลนไทน์ปี 2536 ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่กับตายายที่บ้านริมคลองที่อยุธยา กะทิแทบไม่ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่เลย จนกระทั่งวันหนึ่งตายายก็พากะทิมาพบกับแม่ที่บ้านตากอากาศที่หัวหิน โดยแม่ขอกะทิมีอาการของ ALS (Amyotropic Lateral Sclerosis - อาการเดียวกับที่ Stephen Hawking เป็น บอกว่า Lou Gehrig เป็นก็คงแทบไม่มีใครรู้จัก ยกเว้นคนเก่าๆหรือคนที่ชอบดู History Channel) ในระยะสุดท้ายและสิ้นใจจากไป จากนั้นกะทิก็มีคนที่เคยรอบกายแม่มาช่วยดูแล&lt;br zid="15"&gt;อาการ ALS ของแม่กะทิมีมาตั้งแต่กะทิอายุสี่ขวบ แม่กะทิอายุ 33 จากนั้นกะทิก็ไม่ได้พบแม่อีกเป็นเวลาห้าปีจนมาพบแม่ในวาระสุดท้าย&lt;br zid="14"&gt;&lt;br zid="11"&gt;แม่ชอบใช้คำใหญ่กับกะทิ&lt;br zid="12"&gt;ผู้แต่ง (งามพรรณ เวชชาชีวะ) บอกในหน้าแรกของหนังสือเลยว่า แม่ชอบใช้ &amp;quot;คำใหญ่&amp;quot; กับกะทิ ฟังดูดี&lt;br zid="16"&gt;แต่ในฐานะที่ชอบหนังสือ (บอกแล้วไงว่ามันเรื่องของความชอบกับไม่ชอบ) อย่าง &amp;quot;เจ้าชายน้อย&amp;quot; ซึ่งเขียนด้วยมุมมองของเด็กๆ ใช้ภาษาเด็กๆ แสดงความคิดที่ซื่อตรง กล้าหาญและงดงาม หรือใครที่ชอบหนังเรื่อง Forest Gump หรือ I am Sam จะเข้าใจดีว่ามุมมองของคนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเราของผมหมายถึงอะไร ทำให้ผมรู้สึกผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้ และมองว่านี่เป็นเพียงคำแก้ตัว&lt;br zid="17"&gt;แก้ตัวที่ความจริงแล้วนี่คือ ความสุขของงามพรรณ ที่ฉายลงในสายตาของกะทิ และพูดผ่านตัวตนของกะทิต่างหาก ทำให้ใช้ &amp;quot;คำใหญ่&amp;quot; ทั้งเล่ม&lt;br zid="21"&gt;อันนี้หนึ่งหละที่ทำให้ผมไม่ชอบ&lt;br zid="18"&gt;&lt;br zid="19"&gt;สิ่งที่เป็นไปในชีวิตของกะทิ ดูเหมือนภาพเติมความฝันของหญิงสาวคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ประสบความสำเร็จแล้ววางลงทั้งหมดเพื่อหาชีวิตที่สงบในชนบท เรื่องราวทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่กะทิทั้งในด้านของการเล่าเรื่อง และเรื่องราวของคนรอบข้างที่ดูแลเอาใจใส่ เป็นบุคคลสำคัญของคนรอบข้าง เท่าๆกับที่แม่ของกะทิเป็น&lt;br zid="31"&gt;และในวันที่แม่จากไป กะทิได้ครอบครองทั้งหมด ทั้งที่พักอาศัย มีผู้ปกครองซึ่งดูเหมือนบุคคลในบังคับบัญชาที่ตกทอดจากแม่สู่ลูก เหมือนเจ้าหญิงที่ต่อมาก็สวมมงกุฏเป็นราชินี&lt;br zid="20"&gt;คุณตาของกะทิเคยเป็นนักกฏหมายมือหนึ่งที่หลังเษียณก็กลับมาอยู่บ้านเดิมที่อยุธยาแล้วก็กลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของชุมชน เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ทำให้กะทิเป็นศูนย์กลางความสนใจของคนรอบข้าง ยายเคยทำงานเป็นเลขาฯของผู้บริหารโรงแรมระดับห้าดาว ซึ่งติดสอยห้อยตามตามมาเป็นแม่บ้านที่มีทักษะอย่างแม่บ้านชนบทเต็มเปี่ยม ดูเหมือนจะเป็นบุคคลในอุดมคติสองคนในเรื่องนี้&lt;br zid="32"&gt;บุคคลในอุดมคติที่แม่ของกะทิไม่เคยเป็น และไม่ต้องการเป็น แต่อยากเห็นคนรอบข้างเป็น เพื่อความบันเทิงของเธอเอง ส่วนตัวของเธอขอเป็นสาวทำงานผู้เก่งกาจและประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่มากกว่า&lt;br zid="22"&gt;สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกไม่ประทับใจอะไร หากว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบผู้ใหญ่ล่ะก็ผมนิยมเรื่องที่มีเนื้อเรื่องหนักสักหน่อยให้สมกับความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้มองว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วก็เหมือนนิยายพาฝันที่ดูประณีตขึ้นเท่านั้นเอง&lt;br zid="23"&gt;&lt;br zid="24"&gt;และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อปิดหนังสือเล่มนี้ลงแล้ว ผมหดหู่ใจกับผู้หญิงใจร้ายคนหนึ่งที่ใจร้ายพอที่จะทำร้ายคนรอบข้างต่อไปแม้ตนเองจะจากไปแล้ว&lt;br zid="25"&gt;แม่ของกะทิเป็นหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเด็กที่ถูกตามใจในครอบครัวมีฐานะ เรียนจบที่อังกฤษแล้วก็แต่งงานกับหนุ่มเชื้อสายพม่าที่พบกันที่นั่น แล้ววันหนึ่งเธอก็ทำร้ายจิตใจของพ่อแม่ (ซึ่งก็คงรังแกเธอมาตั้งแต่แรกโดยไม่รู้ตัวด้วยการตามใจสารพัด) เมื่อกลับมาบ้านพร้อมกะทิในท้องและไม่กลับไปอีก&lt;br zid="26"&gt;แม้แม่ของกะทิจะรู้ว่าตายายเสียใจเพียงไหน ผ่านทางการบรรยายว่าตากับยายไม่เคยพูดถึงแม่เลย และไม่มีรูปของแม่สักรูปเดียวในบ้าน แต่แม่ของกะทิกลับไม่แสดงความรู้สึกไดๆเลยว่าเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา&lt;br zid="27"&gt;ห้องหนึ่งในคอนโดหรูกลางเมืองที่ตกทอดมาสู่กะทิ จัดไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว แม่กะทิกำหนดทุกอย่างไว้ให้ทั้งหมดโดยเว้นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของกะทิ แล้วกะทิ (หรือความจริงแล้วก็คือแม่ของกะทินั่นแหละ และจริงๆแล้วอาจจะเป็นงามพรรณเอง) ก็ตัดสินใจอย่างโหดร้ายเช่นเคย&lt;br zid="28"&gt;ดูเหมือนรอบตัวของเธอจะไม่มีใครสำคัญไปกว่าตัวเธอเองเลย ตั้งแต่พ่อแม่ มาจนถึงเพื่อนรอบข้างที่ทำหน้าที่ของบ่าวผู้ซื้อสัตย์และภักดีไม่ต่างไปจากราชบริพาร ที่ตกทอดจากเธอสู่เลือดเนื้อเชื้อไข โดยไม่แยแสว่าพ่อของลูกจะเป็นใคร และรู้สึกอย่างไร อยากสั่งให้มาก็มา ไม่อยากให้มาก็เก็บตัวซ่อนไว้อย่างนั้น&lt;br zid="29"&gt;&lt;br zid="30"&gt;ผมเห็นสาวช่างฝัน แล้วก็เห็นคนใจร้ายครับ และอึดอัดเหลือเกินกับบทประพันธ์เล่มนี้&lt;br zid="33"&gt;เธอมีความสุขได้อย่างไรกับการทำร้ายคนรอบข้างแล้วกลับเสนอออกมาอย่างใสซื่อเช่นนี้&lt;br zid="34"&gt;เธอไม่รู้จริงๆเหรอครับ&lt;br zid="35"&gt;เธออาจจะไม่รู้ และนั่นก็อาจจะเป็นเหตุที่เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมชีวิตแสนดีของเธอจึงทุกข์นัก&lt;br zid="36"&gt;&lt;br zid="37"&gt;ผมมานึกออกเอาบรรทัดสุดท้ายว่าบทประพันธ์นี้ทำได้ดีเพียงไหน&lt;br zid="38"&gt;ดีพอที่จะทำให้ผม &amp;quot;อิน&amp;quot; จนเขียนออกมาเป็นบทความนี้นั่นเอง&lt;br zid="1"&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-73003299818578556?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/73003299818578556/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=73003299818578556' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/73003299818578556'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/73003299818578556'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/08/blog-post_07.html' title='ความสุขของกะทิ ความสุขของงามพรรณ?'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-5466831843617490419</id><published>2008-07-27T18:18:00.006+07:00</published><updated>2008-08-02T06:08:42.815+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>Blythe: Avatar ตัวใหม่ของสาวไซเบอร์</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://www.blythethailand.com/blog/wp-content/uploads/2008/07/petite-blythe-primp-pig.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 400px;" src="http://www.blythethailand.com/blog/wp-content/uploads/2008/07/petite-blythe-primp-pig.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพ: &lt;a href="http://www.blythethailand.com/"&gt;Blythe Thailand&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้หลายท่านคงได้เห็นหรือแม้แต่ได้สัมผัสกับตุ๊กตาแบบใหม่ หน้าตาแอ๊บแบ็ว หัวโตสุดๆชนิดทีนักอ่านหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน จะนึกถึงลักษณะอันน่าพรั่นพรึงของบรรดาผีๆในนิยายที่ว่า หัวโตเท่ากะพ้อม แต่ตุ๊กตาพวกนี้กลับมีลำตัวที่เล็กและบอบบางมาก &lt;/span&gt;&lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;มันคือ Blythe ครับ ตุ๊กตาของสาวยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาเด็กเล่น เพราะนอกจากตัวตุ๊กตาแล้ว ยังมีบรรดาเสื้อผ้า เครื่องประดับ แม้แต่ห้องหับ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ฯลฯ รวมทั้งชื่อและบุคลิก อย่างมนุษย์มีลมหายใจคนหนึ่ง&lt;/p&gt;  &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;หากบรรยายมาถึงแค่ตรงนี้ เราก็คงไม่เห็นว่าจะมีอะไรใหม่ ตุ๊กตาบาร์บี้มีลักษณะนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วก็เป็นสาวสวยกว่า Blythe เป็นไหนๆ&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;ครับ Blythe มีสิ่งที่แตกต่างจากบาร์บี้ด้วยครับ แม้ว่าจะมีสาวๆบางคนทีเล่น Blythe แบบเดียวกับที่เล่นบาร์บี แต่สิ่งที่ทำให้ Blythe แตกต่างจริงๆคือ ภาพถ่ายและเว็บบอร์ดครับ&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;เรามักจะเห็นภาพเจ้า Blythe นี้คู่กับเจ้าของใน Avatar ในเวบบอร์ดหลายๆแห่ง และยังมีเว็บบอร์ดทีคุยกันเรื่องเจ้า Blythe นี้โดยเฉพาะด้วย ว่าคุณเธอมีกิจกรรมอะไรบ้าง คิดอ่านยังไง ฯลฯ&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;และบาง &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Avatar &lt;/span&gt;มีแต่รูปของ &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe &lt;/span&gt;เพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรากฏตัวเจ้าของ&lt;/p&gt;  &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;เราๆที่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายโสดและนิยมเล่นเครื่องไม้เครื่องมือจุกจิกคงมองสาวๆนิยม &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe   &lt;/span&gt;ด้วยสายตาอธิบายยาก เพราะนึกไม่ออกว่ามันมีอะไรพิเศษหว่า ตุ๊กตาหน้าตาแอ๊บแบ็ว หน้าอกหน้าใจหรือสะโพกก็ไม่มี ไม่มีประโยชน์ใช้สอย ทำอะไรไม่ได้ซักอย่างแต่ค่าตัวแพงและใช้แต่ของแพงๆอีก&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;ค่าตัวของเธอเหล่านี้ หากบอกว่าสามพันจะมีคนอุทานว่าถูกแสนถูกนะครับ เพราะบางนางนั้นอยู่ในหลักหมื่น ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;แต่สำหรับสาวๆเจ้าของคุณเธอเหล่านี้ เธอมีคำอธิบายครับ &lt;span style="font-size:100%;"&gt;(เอาแค่คำอธิบายเถอะนะครับ อย่าเรียกร้องเหตุผลเลย พอมีคำอธิบายแล้ว สิ่งที่ตามมามันจะใช้คำอธิบายนี้เป็นเหตุผลได้เอง&lt;span style="font-size:100%;"&gt;) &lt;/span&gt;คำอธิบายที่สั้น กระชับ ไดใจความที่สุดคือ ชอบ &lt;span style="font-size:100%;"&gt;(&lt;/span&gt;ซึ่งจากประสบการณ์ของการทำเว็บเกี่ยวกับโทรศัพท์และอุปกรณ์ไฮเทคมาพักใหญ่ๆ ผมพบว่าคำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ซื่อตรงและกล้าหาญที่สุด&lt;span style="font-size:100%;"&gt;)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;หากจะอธิบายให้ละเอียดอีกหน่อยหนึ่งถึงที่มาของความพึงพอใจเหล่านี้ก็คือ มันเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของบรรดาเจ้าของได้อย่างน่าพึงพอใจครับ&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;ใครที่เคยถ่ายภาพให้ผู้หญิงจะพบกับขอกำหนดที่สำคัญอันหนึ่งว่า จะต้องถ่ายรูปตัวเธอและใบหน้าเป็นอันดับแรก การถ่ายภาพทิวทิศน์ สิ่งก่อสร้าง หรืออื่นๆที่ไม่มีตัวเธออยู่ในกรอบภาพด้วยนั้น เป็นเรื่องไร้สาระและไร้ประโยชน์โดยสินเชิง ไม่ควรจะถ่ายให้เปลืองฟิล์มหรือหนวยความจำ ทิวทัศน์หรือสิ่งก่อสร้างจะเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเพื่อจะบอกว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเธอ เช่นเพื่ออธิบายว่าเธอได้มาถึงปารีสแล้วเพราะเธอถ่ายคู่กับหอไอเฟลให้เห็นเป็นหลักฐาน&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;อันดับถัดมาคือคุณจะต้องถ่ายรูปเธอให้ออกมาสวย เอาเถอะน่าถ้ามันจะสวยกว่าตัวจริงของเธอนั่นก็ไม่ใช่ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเครื่องไม้เครื่องมือ แต่เป็นสิ่งทีคุณควรทำ เช่นไม่ควรจะถ่ายให้หน้าเธอออกมาดูกลมขนาดนั้นแม้เธอจะเป็นสาวหน้าแป้นแล้นแสนน่ารักของคุณก็ตาม &lt;span style="font-size:100%;"&gt;(&lt;/span&gt;คุณอาจจะเคยบอกความจริงอันนีหลายครั้งแล้วว่าคุณชอบขนาดไหน&lt;span style="font-size:100%;"&gt;) &lt;/span&gt;แต่คุณควรจะทำให้หน้าของเธอดูมีแก้มน้อยลงหน่อย&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;แม้คุณจะคิดในใจ หรือแม้แต่คิดออกมาดังๆว่า สวยก็ไม่เหมือนตัวจริงสิจ๊ะ ก็ตาม แต่ความสมจริงนั้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับเธอครับ บรรดา &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Wedding studio &lt;/span&gt;ทั้งหลายเข้าใจจุดนี้ดี ภาพถ่ายแต่งงานที่แต่ละคนแต่งหน้าซะยังกับงิ้วหลงโรงในความเห็นของเรา เป็นภาพที่ตรงตามข้อกำหนดเลยแหละ อย่าไปถ่ายให้เหมือนจริงเข้าเชียว คุณอาจจะอดค่าจ้างเอาง่ายๆ&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;แล้ว &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe &lt;/span&gt;นี่แหละคือคำตอบของเธอ เพราะในโลกจริงๆ ในภาพถ่ายจริงๆ เธออาจจะอึดอัดกับส่วนนั้นส่วนนี้สารพัด แต่หากเป็น &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe &lt;/span&gt;ตัวแทนของเธอคนนี้สวยเท่าเทียมกับเพื่อนๆ และเธอยังแสดงตัวตนของเธอออกมาในรูปของบรรดาเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวัลกับรูปร่างหน้าตาของเธอเอง เธอสามารถเข้าสู่สังคมได้อย่างมั่นใจชนิดที่ภาพถ่ายจริงๆของเธอแทบไม่สามารถทำได้มาก่อน&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe&lt;/span&gt;จึงได้รับสิทธิ์พิเศษที่ให้แทนตัวของเธอในภาพถ่ายโอกาสสำคัญๆ เป็นสิ่งเดียวนะครับที่เธอยอมให้ปรากฏในภาพถ่ายได้โดยไม่ต้องมีตัวเธอ เพราะ &lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe &lt;/span&gt;คือตัวตนของเธอ&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;หนุ่มๆรู้แบบนี้แล้วก็อย่าไปส่ายหน้ากับทัศนะของเธอ เพราะจริงๆแล้วเรื่องความไม่มั่นใจนี่ก็มีกันทุกคนแหละครับ ลองนึกถึงตอนที่เราต้องใส่ชุดว่ายน้ำลงสระ เปิดเผยเนื้อหนังตัวตนชนิดแทบไม่มีอะไรปิดบังสิครับ ถึงจะไม่โป๊ก็เถอะเราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีแหละว่า แขน ขา หรือพุงของเรามันจะอวดชาวบ้านหรือสู่หนุ่มหน้าอื่นได้หรือเปล่า&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0in;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;Blythe &lt;/span&gt;บวกกับภาพถ่ายและเว็บบอร์ด จึงมีบทบาทกับสาวไซเบอร์ยุคใหม่ยิ่งกว่ารุ่นพี่ของเธออย่างบาร์บีเคยเป็นมาครับ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-5466831843617490419?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/5466831843617490419/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=5466831843617490419' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5466831843617490419'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5466831843617490419'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/07/blythe-avatar.html' title='Blythe: Avatar ตัวใหม่ของสาวไซเบอร์'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-5654523333082596538</id><published>2008-07-10T08:32:00.002+07:00</published><updated>2008-08-02T05:43:45.324+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Travel'/><title type='text'>Museum Siam</title><content type='html'>วันก่อนได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวที่ Museum Siam กับเพื่อนๆที่พบกันประจำทุกวันอาทิตย์ ก็ต้องบอกว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ตั้งใจจะไปอีกครับ เพราะวันที่ไปนั้น ให้เวลาไว้ไม่มากพอ ไม่นึกว่าจะมีอะไรๆน่าสนใจขนาดนี้&lt;br /&gt;ต้องขอเรียนไว้ก่อนว่า ผมไปเที่ยวที่ Museum Siam ก่อนจะเกิดประเด็นร้อนปราสาทพระวิหารนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่าโดยสรุปไว้ตอนต้นนี้แบบ Reverse Pyramid ได้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดเนื้อหาและแสดงได้น่าสนใจมาก ทำให้เห็นบทบาทและคุณค่าของพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ ว่าไม่ใช่เพียงการเสพเรื่องเก่าๆ แต่เป็นทั้งพื้นฐาน เป็นทั้งการต่อยอด และการบูรณาการของสารพัดความรู้ครับ&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3119/2571531671_24c1ea37ec.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ที่ตั้งของ &lt;a href="http://www.ndmi.or.th/Muse_Info/Muse_Info.html"&gt;Museum Siam&lt;/a&gt; พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ คือกระทรวงพาณิชย์เดิม อยู่บนถนนสนามไชย หลัง สน.พระราชวัง แถวๆปากคลองตลาดครับการเดินทางแนะนำว่าไปรถเมล์หรือแท็กซี่จะสะดวกกว่าเอารถไปเอง เพราะพื้นที่แถวนั้นค่อนข้างคับแคบ หาที่จอดรถลำบาก พอดีว่าบ้านของแฟนอยู่ตรงวัดซางตาครู้สฝั่งตรงข้ามกับปากคลองตลาด ผมจอดรถที่นั่นแลวลงเรือข้ามฟากมาก็ได้ แต่วันนั้นนั่งตุ๊กๆมาครับเพราะในวันอาทิตย์โบกตุ๊กๆข้ามสะพานพุทธฯมาจะเร็วกว่ารอเรือ&lt;br /&gt;เนื้อเรื่อง (Theme) ของ Museum Siam คือ "เรียงความประเทศไทย" โดยห้องแรกที่เราผ่านเข้าไปจะเป็นห้องฉายภาพยนต์ที่จะตั้งคำถามให้เรานำไปคิดต่อเป็นลำดับๆว่า ประเทศไทยหมายถึงอาณาบริเวณไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ และที่เรียกว่าคนไทยนั้น คือใคร หน้าตาอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3151/2560696212_9514055d9f.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่คำถามที่ตอบกันง่ายๆส่งเดชอย่างในโฆษณาเบียร์ที่ตะโกนถามว่า "คนไทยหรือเปล่า" หรอกครับ บอกได้เลยว่า สิ่งที่จะได้ค้นคว้าต่อไปตามลำดับใน Museum Siam นี้ จะทำให้เราได้ฉุกคิดก่อนที่จะประณามใครง่ายๆว่าไม่ใช่คนไทย หรือจะไปงอแงเรียกร้องดินแดนอะไรกับเขาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่&lt;br /&gt;ดูภาพยนต์สั้นๆเป็นโจทย์เรียบร้อยแล้วว่าเราจะหาคำตอบอะไร ก็เดินไปห้องถัดไปเลยครับ เป็นห้องเล็กๆแสดงสารพัดสิ่งที่เราพบเห็นรอบตัว ไม่ว่าจะป้ายโฆษณา รถตุ๊กๆ ของใช้ประจำวันที่เรามองผ่านอยู่ทุกวัน ว่านี่แหละบ้านเรา&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3194/2559875285_905fc878ce.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ถัดมาก็จะเป็นห้องที่เล่าเรื่องราวของพื้นที่บริเวณนี้ของโลก ว่ามีชื่อว่าสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สมัยไหน ตำนานเล่าต่อๆกันมาเกี่ยวกับผูครอบครองดินแดนส่วนนี้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรจารึกที่คงทนมาให้เราอ่านกันได้ และก่อนที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่สื่อสารด้วยคำพูดได้ พื้นที่นี้มีตัวอะไรครอบครองดินแดนอยู่บ้าง ใครเป็นเจ้าของ ตกทอดกันมาอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm3.static.flickr.com/2259/2560697110_a35f52992e.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็มีถึงห้องที่อธิบายถึงวิชาโบราณคดีว่ามีขอบเขตและมีองค์ความรู้อะไรบ้าง ตรงนี้ต้องบอกเลยว่า หากระบบการศึกษาบ้านเราไม่งี่เง่าพอที่จะจับเอาเด็กหัวดีๆมาเรียนสายวิทยาศาสตร์โดยเห็นว่าการศึกษาสายอื่นด้อยกว่าล่ะก็ ผมคงได้เรียนสายศิลปะ แล้วคงได้เป็นนักโบราณคดีครับ วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่ว่าด้วยการค้นหาความจริงอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าเป็นภาคปฏิบัติของวิชาประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ วิชาประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาทีเอาเรื่องเก่าๆมาท่องจำกัน แต่เป็นจุดรวมสารพัดวิชา ไม่ว่าจะประวัติศาสตร์ศิลป์ การเมือง การปกครอง หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ การสืบค้นความจริงทางประวัติศาสตร์ผ่านทางโบราณคดีก็เป็นการนำสารพัดความรู้และเทคโนโลยีทั้งหลายมารวมกัน ภาพถ่ายดาวเทียมบวกกับบันทึกโบราณสามารถบอกตำแหน่งแห่งหนของชุมชน บอกได้แม้กระทั่งที่มาและที่ไปของชุมชนหรืออารยธรรม ซากของฐานรากกำแพงบอกถึงความสูงของกำแพง ขนาดของชุมชน อำนาจและความมั่งคั่งของผู้นำชุมชน ไม่ใช่เพียงวิชาของคนที่สิ้นหวังไม่รู้จะไปเรียนอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห้องนี้มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าสนใจทีเดียวครับ จะได้เห็นเลยว่า วิชาโบราณคดีนั้น มีชีวิตชีวาน่าสนใจขนาดไหน ของเก่าๆเหล่านี้คือแหล่งข้อมูลใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้มาก่อน&lt;br /&gt;การจะรับรู้เรื่องราวครั้งก่อนนั้นไม่ต้องเกิดทันช่วงเวลานั้นหรอกครับ เพียงแต่เรามีสติปัญญา คิดให้เป็น ก็สามารถสืบสาวราวเรื่องได้ แต่คนที่เกิดทันเหตุการณ์แต่ถูกปิดหูปิดตานั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายเสียโอกาสดีๆไป&lt;br /&gt;คำพุดของตาแก่ที่แค่ย้อนถามเด็กๆว่าเกิดทันหรือเปล่า แล้วตนเองก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวความเป็นจริงให้คนรุ่นหลังฟัง ก็เพียงแค่คำพูดของคนกะล่อนที่อธิบายสิ่งที่ตนเองเชื่อไม่ได้ แล้วก็แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆเท่านั้นเอง คนปากกับใจตรงกัน แต่ในสมองมีแต่ความบิดเบือน พูดเท็จไปแม้โดยสุจริต ก็ไม่ต่างจากคนโกหกนั่นแหละครับ จะมีโทษกว่าคนโกหกโต้งๆก็ตรงที่สามารถทำให้คนเชื่อผิดๆตามกันไปได้ จะให้ผมยกย่องคนแบบนั้นคงต้องให้ใครไปเกิดใหม่เสียก่อนฝ่ายหนึ่ง จะได้เปลี่ยนทัศนะกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห้องถัดมาก็กระโดดมาที่สมัยอยุธยาเลยครับ เพราะเป็นสมัยที่มีการบันทึกเรื่องราวต่างๆเป็นหลักฐานชัดเจน ขณะที่สมัยสุโขทัยจะยังอยู่ในห้องก่อนหน้านี้ ที่เป็นเรื่องเล่าและตำนานเป็นส่วนใหญ่&lt;br /&gt;ห้องนี้จะแสดงถึงสภาพทั่วไปของอยุธยา ว่ามีที่ตั้งโดดเด่น อยุธยาเป็นจุดถ่ายสินค้าทางเรือสำคัญบนเส้นทางค้าขายจากยุโรปและตะวันออกกลางมาจีนนะครับ เรียกว่าเป็นประตูสู่เมืองจีนซึ่งเป็นอาณาจักรสำคัญมานาน เส้นทางทางบกจะเป็นเส้นทางสายไหม ขณะที่เส้นทางเดินเรือจะมาหยุดที่ฝั่งอันดามันแล้วขึ้นบกผ่านอยุธยาไป มีบางส่วนที่อ้อมช่องแคบมะละกา มาที่อ่าวไทยแล้วขึ้นไปเมืองจีนทางทะเล หรือเลยไปจนถึงญี่ปุ่น ก็ยังมีอยุธยาเป็นจุดหยุดพัก&lt;br /&gt;ชัยภูมิแบบนี้ทำให้ดินแดนสุวรรณภุมิในสมัยอยุธยาเป็นแหล่งรวมของคนหลากหลายเชื้อชาติ วิถีชีวิตที่หลากหลายสะท้อนมาในรูปของสิ่งของเครื่องใช้และสถาปัตยกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อมูลอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือสมัยนั้นมีกฏหมายแปลกๆ (สำหรับสมัยนี้) อยู่ข้อหนึ่งคือการสงวนพันธุ์ปลาบางชนิดไว้สำหรับกษัตริย์เท่านั้น คนทั่วไปจับมากินไม่ได้ เพราะเดี๋ยวกษัตริย์จะถูกแย่งกินหมดเสียก่อน เมื่อประกอบกับที่ผมได้อ่านหนังสือมาบางเล่มทำให้เห็นภาพอยู่ภาพหนึ่งคือ คนไทยเดิมๆไม่นิยมกินเนื้อสัตว์บกเช่นวัว หมู หรือไก่ เพราะการเชือดหมูเชือดไก่นั้นดูทารุณ (กว่าการทุบหัวปลา) เนื้อหมูเนื้อไก่ก็เลยหายากและมีราคาแพง แต่คนไทยไม่เดือดร้อนเพราะกินปลา&lt;br /&gt;ที่มีผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งเคยออกมาพูดทำนองว่าบริษัทของเขามีคุณูปการเหลือเกินที่การทำฟาร์มสมัยใหม่ของเขาทำให้คนไทยมีโอกาสได้กินหมูเห็ดเป็ดไก่ในราคาถูก ก็จริงของเขาส่วนหนึ่ง คือมาบอกเราว่าน่าสงสารเหลือเกินที่ต้องกินหมูกินไก่แพงๆ แล้วก็บอกว่ามากินหมูกินไก่ของเขาสิไม่แพง&lt;br /&gt;แล้วเราก็เชื่อเขา ต้องไปกินหมูกินไกแทนกินปลาซะฉิบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การค้าขายไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจหรอกครับ แต่สังคมของเราควรจะมีความเท่าทันว่าเรากำลังฟังข้อเท็จจริงส่วนไหนอยู่ ความจริงส่วนที่เหลือคืออะไร ความจริงทั้งหมดเป็นอย่างไร เพราะทุกวันนี้เรากำลังเชื่อว่าเราจะต้องมีรถยนต์ใช้ มีทีวีดู มี ฯลฯ ขาดไม่ได้ ทำให้ชีวิตที่เคยสมบูรณ์ของเรากลายเป็นชีวิตที่ขาดแคลน คนที่เคยมีความเป็นอยู่สุขสบายในน้ำมีปลาในนามีข้าวกลับกลายเป็นคนจนเพราะไม่มีเงินใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห้องถัดไปก็น่าสนใจอีกแล้วครับ เรื่องของการปกครอง อำนาจ และความขัดแย้ง สามอย่างที่แยกกันไม่ออกเลยเพราะชุมชนต่างๆในสุวรรณภุมิรวมทั้งอยุธยาต่างก็ปกครองด้วยลักษณะใกล้เคียงกันคือกษัตริย์เป็นสมมุติเทพ ขอบเขตของอำนาจอยู่ที่การยอมรับของชุมชนอื่นๆรอบด้าน ใครเข้มแข็งก็เป็ศูนย์กลางของอำนาจ ระยะห่างออกไปอำนาจก็เบาบางลงจนเปลี่ยนไปอยู่ไต้อำนาจของศูนย์กลางอื่นๆ สมัยนั้นศูนย์อำนาจหลักก็คืออยุธยาและหงสาวดี ซึ่งต่อมาก็ย้ายมาเป็นอังวะ ความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคลคือระหว่างศุนย์กลางอำนาจ เช่นในเนื้อเพลง ผู้ชนะสิบทิศ ตอนหนึ่งที่บอกว่า "เจ็บใจคนรักโดนรังแกข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย" นั่นคือความขัดแย้งส่วนตัวของคนที่มีอำนาจพาคนไปรบแทนตนเองได้นั่นเอง แม้จะเป็นนิยายแต่ก็เขียนขึ้นมาด้วยความรู้ความเข้าใจและความคุ้นเคยกับวิธีการปกครองในรูปแบบนั้น&lt;br /&gt;ขนาดของเขตแดนไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะผืนดินสุวรรณภูมิกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ผู้ชนะจึงอาศัยการกวาดต้อนผู้คนมาไว้ใกล้ตัวเพื่อใช้เป็นแรงงานและกำลังรบ&lt;br /&gt;การกวาดต้อนผู้คนก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายชนชาติในสุวรรณภูมิ&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm3.static.flickr.com/2066/2560767500_78605564c0.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ห้องถัดมาเป็นห้องที่ดูเรียบๆครับ แต่ต้องบอกเลยว่าผมสนใจห้องนี้มากที่สุด แล้วในเวลาต่อมาก็เป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจในบางเรื่องมากที่สุดด้วย&lt;br /&gt;เป็นเรื่องของแผนที่และเขตแดนครับ เนื้อหานั้นต่อเนื่องมาจากเรื่องของการปกตรองและความขัดแย้งที่ผ่านมา โดยตามความเข้าใจของคนพื้นถิ่นสุวรรณภูมินั้น เส้นเขตแดนไม่มีความสำคัญอะไร ชุมชนชายขอบของอำนาจมีการเคลื่อนย้ายและเลือกสวามิภักดิ์กับอำนาจตามความเหมาะสมในเวลานั้นๆ&lt;br /&gt;จนกระทั่งในยุคอาณานิคม ฝรั่งนักล่ามาพร้อมกับการสำรวจและคติของการกำหนดเส้นเขตแดน จึงเข้ามากำหนดเส้นเขตแดนตามความเข้าใจของตนเอง โดยในชั้นแรกก็สอบถามจาส่วนกลางว่าอาณาจักรสยามมีขอบเขตขนาดไหน คำตอบก็คือ อยากรู้ก็ไปถามเอาที่ชายขอบ (ไม่รู้จะมาถามทำไม)&lt;br /&gt;จนกระทั่งมีการลากเส้นเขตแดนกันขึ้นจริงๆและสยามรู้เห็นจึงได้แย้งว่าไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นและเกิดการตกลงเรื่องเส้นเขตแดนในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;แน่นอนว่าคนที่ขีดเส้นก่อนย่อมขีดให้ฝ่ายตนมีพื้นที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3011/2560761962_3639c1fc0e.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึก "สูญเสียดินแดน" ของเราจึงเริ่มเกิดขึ้นในเวลานั้น เพราะเพิ่งจะมีเขตแดนให้รู้่สึกว่าสูญเสีย&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3121/2560771238_9c5a720bdc.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ห้องถัดมาเป็นสมัยของกรุงเทพฯแล้วครับ โดยเริ่มให้เราเห็นว่า กรุงเทพฯนั้นถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกับการชลอเอากรุงศรีอยุธยามานั่นเองหลังจากที่เมืองหลวงเก่าถูกทำลายอย่างย่อยยับจนเกินกว่าจะบูรณะให้เหมือนเดิมได้&lt;br /&gt;คือจะซ่อมบ้านเมืองก็ไม่มีทุนไม่มีกำลังคนพอครับ จะสร้างเมืองไว้ที่เดิมทั้งๆที่ซ่อมไม่ไหวก็จะออกแรงมากไปหน่อย สร้างใหม่ดีกว่า และในสมัยนี้เองที่เกิดคำพูดที่ว่า "เมื่อครั้งบ้านเมืองยังดีอยู่" นั่นคือพูดถึงกรุงศรีอยุธยา&lt;br /&gt;คำคำนี้ต่อมามีนักเขียนในสมัยหลังนำมาใช้กล่าวถึงสังคมไทยในสมัยที่ตนเองคุ้นเคยว่าเ็นสังคมที่ดี ทั้งๆที่หากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบทั้งส่วนดีและส่วนด้อยคละเคล้ากันไปด้วยสัดส่วนที่ไม่ต่างจากสังคมในช่วงเวลาอื่นๆ ต่างกันที่สังคมในช่วงก่อนนั้นผู้คนไม่มีอำนาจในการสื่อสารเท่า และไม่มีโอกาสบันทึกไว้ให้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าเขาเองก็เห็นว่าสังคมในสมัยเขาก็ดีกว่าสมัยต่อมาเช่นกัน&lt;br /&gt;ใครคุ้นเคยกับแบบไหน ก็บอกว่าดีทั้งนั้น ของใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็น่าห่วงทั้งนั้นครับ จริงๆแล้วสังคมมนุษย์ก็มีทุกข์มีสุขเท่าเดิมนั่นแหละ แต่รูปแบบมันเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงการชลอเอากรุงศรีอยุธยานี่จะชี้ให้เห็นคติสำคัญๆเกี่ยวกับการสร้างเมืองและการปกครองนะครับ สิ่งสำคัญที่จะมีคู่กับเมืองก็คือ วัดประจำอาณาจักร ซึ่งใช้เป็นสัญญลักษณ์ของอำนาจ สำหรับกรุงศรีอยุธยาก็คือวัดพระศรีสรรเพชร ซึ่งกรุงเทพฯก็จะมีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม&lt;br /&gt;ตรงนีหากย้อนกลับไปดูบทความเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่ยกมาเมื่อวันก่อนเราจะพบร่องรอยของการแสดงออกทางการเมืองและความขัดแย้งที่แหลมคมในสมัยเปลี่ยนแลงการปกครองครับ เพราะการสร้างวัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุในปัจจุบัน) สถาปัตยกรรมของวัดที่มีรูปแบบของวัดที่เป็นสัญญลักษณ์ของอำนาจ รวมทั้งการสร้่างเจดีย์ (ซึ่งตามคติเดิมเจดีย์จะสงวนไว้สำหรับเจ้านายและพระสงฆ์เท่านั้น) และการเผาศพบนเมรุชั่วคราวกลางสนามหลวงด้วย เห็นสิ่งเหล่านี้จะนึกถึงความไม่พอใจของคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ทันที เพียงแต่ความขัดแย้งนั้นไม่กว้างขวางเท่าปัจจุบัน แต่เรื่องความรุนแรงล่ะก็ แรงกว่ากันเยอะครับ เรื่องความขัดแย้งทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้เรียกว่าเด็กๆไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นแล้วในห้องนี้ยังแสดงถึงที่มาของ "คนกรุงเทพฯ" ด้วย ว่าใครบ้างทีมาร่วมกันสร้างเมืองหลวงใหม่ของเรา ซึ่งก็มีพื้นฐานไม่ต่่างจากคนกรุงเก่า คือมีหลากหลายเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันมาจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ต่างก็เห็นร่วมกันว่าเป็น "คนไทย" เหมือนๆกัน&lt;br /&gt;ผมนึกถึงตัวอย่างที่ดีมากอันหนึ่งใกล้ๆตัวผมคือบ้านเดิมของแฟนผมและของผมด้วยบริเวณใกล้เชิงสะพานพุทธฯซึ่งเป็นชุมชนที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ไล่มาตั้งแต่วัดประยุรวงศาวาส ต่อเนื่องมาชุมชนชาวโปรตุเกสย่านวัดซางตาครู้ส มาศาลเจ้าแม่กวนอิม มาวัดกัลยาณมิตร มาถึงมัสยิดต้นสน ชุมชนอายุกว่าสองร้อยปีแห่งนี้อยู่ด้วยกันในฐานะคนไทยมาเนิ่นนาน&lt;br /&gt;บางทีก็ดุน่าตลกที่ความคุ้นเคยแบบนี้ทำให้เรามองว่าคนจีนแต้จิ๋วที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่เป็นคนต่างเชื้อชาติทั้งๆที่จริงๆแล้วเราเองหลายๆคนก็เป็นคนจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาอยู่ก่อนเท่านั้นเอง พระเจ้าตากสินก็เป็นลูกจีน สามก๊กสำนวนไทยออกเสียงตัวละครเป็นภาษาฮกเกี้ยนก็เพราะชาวฮกเกี้ยนอยู่กันมากในสมัยนั้น&lt;br /&gt;ก็มาจากที่เดียวกันทั้งนั้นแหละครับ มาก่อนหรือมาหลังเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาจนถึงห้องนี้ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงโจทย์ที่เราตั้งไว้ตอนแรกตามภาพยนต์ ว่าคนไทยคือใคร ก็ต้องบอกว่า ไม่รู้ แล้วก็คงไม่มีประโยชน์อะไรจะไปสนใจด้วย&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3276/2559963641_c7936629ab.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ห้องถัดมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัสดุสำคัญสำหรับการสร้างบ้านเรือน เครื่องไม้เครื่องมื อาหาร มีของเล่นที่ประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ในพื้นที่ บวกกับความคิดสร้างสรร น่าสนใจทีเดียวครับ ตรงนี้ผมตั้งใจว่าจะกลับไปดูเพิ่มเติม ของเล่นพวกนี้มีจุดเด่นที่สร้างง่าย เป็นงานฝีมือซึ่งผู้ใหญ่สามารถสร้างให้เด็กเล่นได้ ตัวเด็กได้เห็นความเป็นมาของของเล่นตั้งแต่แรก ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะในการใช้เครื่องมือต่างๆได้ดีกว่าของเล่นสำเร็จรุปอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm3.static.flickr.com/2067/2559977437_73ef76ff6f.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่เพียงน่าสงวนไว้ แต่ของเล่นพวกนี้ยังมีคุณค่าและความสนุกไม่ลดน้อยลงไปกว่าสมัยของมันเลยครับ ถือว่าเป็นของคลาสสิกขนานแท้อีกกลุ่มหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3179/2559998777_b165501c83.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;ห้องถัดมาเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีตัวอย่างของข่าวในหนังสือพิมพ์ แสดงถึงการแสดงความเห็นทางการเมืองและสังคม ซึ่งจุดที่เด่นก็คงจะเป็นการใช้สื่อของรัฐเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งในด้านของความคิดชาตินิยมไปจนถึงการแต่งกาย&lt;br /&gt;ลัทธิชาตินิยมและการแต่งกาย กำลังเป็นกระแสโลกในยุโรปและญี่ปุ่นช่วงนั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3056/2559995829_d165f2b9a7.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;สยามเปลี่ยนเป็นประเทศไทยในช่วงนี้ คำว่าประเทศไทย คนไทย เกิดขึนในชวงนี้&lt;br /&gt;ลองพิจารณาเปรียบเทียบกับแนวคิดในสังคมในช่วงก่อนหน้านี้นะครับ ที่ขอบเขตของประเทศ และเรื่องของเชื้อชาติมีบทบาทที่ต่างกันออกไป&lt;br /&gt;น่าสังเกตว่าไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 และไม่ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงย่อยๆโดยรัฐประหารและผลหลังจากการรัฐประหารแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งทำให้บทบาทของคณะราษฎรถูกลืมเลือนไปจากสังคมไทยอย่างมาก แม้แต่วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเคยถือกันว่าเป็นวันชาติ ก็ถูกลืมเลือนไป&lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://farm4.static.flickr.com/3152/2560016617_bdb329f343.jpg?v=0" align="bottom" border="0" vspace="0" hspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นก็เป็นช่วงของประเทศไทยสมัยใหม่คือนับจากช่วงสงครามเย็น สงครามเวียตนามมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;ช่วงตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมมีเวลาค่อนข้างน้อยครับ ได้เพียงมองผ่านๆ ก็ตั้งใจว่าจะกลับไปอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;แล้วก็จบลงด้วยห้องที่ฉายภาพขึนเต็มผนังห้อง มีจอ Touch screen และ Stylus ให้เขียนข้อความ ซึ่งข้อความจะไปขึ้นบนผนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกจากห้องนิทรรศการพวกเราก็ไปนั่งพักกันที่ร้าน Black Canyon ในบริเวณเดียวกัน มี Wireless LAN ให้ใช้ฟรีด้วยนะครับ&lt;br /&gt;Museum Siam เป็นพิพิธภัณฑ์แนวใหม่อีกแห่งหนึ่งที่น่าศึกษาครับ จริงๆแล้วการเที่ยวพิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นกิจกรรมตามปกติกิจกรรมหนึ่งของครอบครัวชนิดที่ไม่ต้องแนะนำว่าน่าเทียวแค่ไหนกันอีก บ้านเรามีสถานที่น่าเที่ยวกว่าการเดินห้างเยอะแยะชนิดที่หากสนใจจะเที่ยวในแบบนี้แล้ว เดือนหนึ่งๆเราก็แทบจะไม่มีเวลาไปเดินห้างหรอกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกจาก Museum Siam เราจะฉุกคิดได้ก่อนจะเรียกใครว่า แป๊ะ หรือ บัง ด้วยความคิดว่าเขาเป็นคนอื่น แต่ความจริงเขาเหล่านั้นก็เหมือนกับเครือญาติของเราที่เรียกเขาว่า ลุง (แป๊ะ) หรือ พี่ (บัง) นั่นแหละครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-5654523333082596538?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/5654523333082596538/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=5654523333082596538' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5654523333082596538'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5654523333082596538'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/07/museum-siam.html' title='Museum Siam'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-2739345011472276553</id><published>2008-07-07T09:03:00.002+07:00</published><updated>2008-07-07T09:06:53.500+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Article'/><title type='text'>บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลาง</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01040751&amp;amp;day=2008-07-04&amp;amp;sectionid=0130"&gt;&lt;span ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""   style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;span class="size2"  style="color:#cb0003;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt;หนังสือพิมพ์มติชน&lt;/span&gt; วันที่ 04 กรกฎาคม  พ.ศ. 2551 ปีที่ 31  ฉบับที่ 11073&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""   style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;"&gt;&lt;span class="sizeb"  style="color:#000000;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์  ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ฯ ในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="size3"  style="color:#000000;"&gt; โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table align="left" border="0" cellpadding="1" cellspacing="5" width="20%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr bgcolor="#f8b8cb"&gt;&lt;td&gt;&lt;img src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/07/act01040751p1.jpg" bordercolor="#000000" align="bottom" border="1" hspace="0" vspace="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;ความนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้ออกคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนพิพากษาในคดีที่คุณสุริยะใส กตะศิลา และคณะเป็นผู้ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบและลงนามร่วม ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร พร้อมทั้งขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้แถลงการณ์ร่วมสิ้นผลชั่วคราว รวมทั้งให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวสิ้นผลชั่วคราว และให้ผู้ถูกฟ้องแจ้งการยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมต่อองค์การยูเนสโก ไว้ชั่วคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาลได้นัดไต่สวนคู่กรณีแล้ววินิจฉัยว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จึงมีคำ สั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (มติคณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาและการดำเนินการตามมติดัง กล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ปฏิกิริยาและผลของคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ ข่าวคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเผยแพร่ออกไป ฝ่ายผู้ฟ้องคดีย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา เหมือนๆ กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วม ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงเดือดเนื้อร้อนใจตามควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับผู้เขียนแล้วมีความรู้สึกระคนกันระหว่างความแปลกใจและความไม่แน่ใจ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ ว่า "แปลกใจ" ก็เพราะเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและคำขอ คุ้มครองชั่วคราวในคดีที่มูลนิธิข้าวขวัญและคณะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยศาลปกครองกลางอ้างว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีวัตถุประสงค์ให้ศาลเพิกถอนกระบวนการเข้าทำความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยในทางกิจการระหว่างประเทศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะรัฐมนตรี) ในฐานะฝ่ายบริหาร อันมิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำ สั่งของศาลปกครองตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 .....ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมามีการอุทธรณ์ คำสั่งไม่รับฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดซึ่งมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง โดยศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง "การใช้อำนาจทางปกครอง" ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด อันอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลปกครอง ว่าแตกต่างจาก "การใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญ" กระทำการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภา หรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำในฐานะที่เป็น "องค์กรตามรัฐธรรมนูญ" อันมิได้อยู่ในอำนาจศาลปกครองแล้วศาลปกครองสูงสุดก็สรุปว่า "ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีดำริไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย" (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ ว่า "ไม่แน่ใจ" ก็เพราะผู้เขียนเรียนกฎหมายมหาชนมาและสอนกฎหมายมหาชนอยู่จนทุกวันนี้ ก็สอนอย่างที่ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางตัดสินไว้เมื่อปี 2550 นั่นเองว่า "การกระทำของรัฐบาล" (act of government) ในความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภาก็ดี ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัฐอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศก็ดี ศาลไม่อาจควบคุมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อศาลปกครองกลางกลับแนวคำพิพากษาของท่านเอง และของศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินเมื่อปีที่แล้ว โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีแถลงการณ์ร่วมนี้ จึงทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าศาลปกครองไทยจะมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างไร แน่ ซึ่งท้ายที่สุดคงต้องรอคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่าจะยึดบรรทัดฐานเดิมหรือจะ เปลี่ยนบรรทัดฐาน ซึ่งศาลกระทำได้เพราะในระบบกฎหมายไทยไม่ได้ยึด doctrine of precedent อย่างศาลอังกฤษหรือศาลอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผลของคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวก่อให้เกิดผลดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกการสัมมนาที่จะจัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ รวมทั้งยกเลิกสมุดปกขาวที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด อธิบดีกรมสนธิสัญญาที่รับว่าจะไปอภิปรายเรื่อง "การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้น ยกเลิกการมาร่วมอภิปราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ หรืออุทธรณ์ แต่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำสั่ง หรือยืนตามศาลชั้นต้น คงจะไม่มีผู้แทนรัฐบาลไทยไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควิเบกระหว่างวัน ที่ 2-10 กรกฎาคมนี้ กัมพูชาก็คงจะนำเสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปแต่ผู้เดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ไม่แน่ใจ ว่า ระหว่างรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจาต่อรองกับรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ก็ดี หรือจะดำเนินการก็ดี จะเหลือเพียงใด? เพราะมีความ "ไม่แน่นอน" ในสถานะของข้อตกลงที่กำลังทำ หรือจะทำ ว่าจะถูกเพิกถอนหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพิเคราะห์เหตุและผลด้วยความ ระมัดระวังและด้วยความกังวลแล้ว ผู้เขียนตัดสินใจเขียนบทความวิชาการนี้ขึ้นเพื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครอง ดังกล่าว ทั้งนี้แม้ว่าจะเคารพต่อคำสั่งและความเห็นของศาลก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.หลักกฎหมายมหาชนเรื่อง "การกระทำของรัฐบาล" (act of government)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกฎหมายมหาชนถือว่า คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมี 2 ฐานะ หรือพูดภาษาชาวบ้านคือมีหมวก 2 ใบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ฐานะแรก คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น "ฝ่ายบริหาร" ซึ่งใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ อยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน และมีอำนาจยุบสภาโดยถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ได้ การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะนี้จึงเป็น "การควบคุมทางการเมือง" (political accountability) ตามหลักประชาธิปไตย และอยู่ในบังคับกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายปกครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะที่สอง คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า "ฝ่ายปกครอง" ซึ่งมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เหมือนๆ กับที่ปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการทั้งหลายต้องดำเนินการ จะต่างกันก็ตรงที่ข้าราชการประจำเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" (หรือลูกน้อง) คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น "ผู้บังคับบัญชา" (หรือหัวหน้าของฝ่ายปกครอง อันเป็นเรื่องกฎหมายปกครอง การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะหัวหน้าของฝ่ายปกครองนี้จึงเป็น "การควบคุมโดยกฎหมาย" (control of legality) ตามหลักนิติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัง นั้น ตามหลักกฎหมายมหาชนถือว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับสภา เช่น เสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย เปิดหรือปิดสมัยประชุม ลงมติไม่ไว้วางใจ ยุบสภา ฯลฯ ก็ดี หรือใช้อำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศสงคราม ลงนามในสนธิสัญญา ให้สัตยาบันสนธิสัญญา ดำเนินการเจรจากับต่างประเทศ ศาลไม่ว่าศาลใดก็จะไม่เข้าไปควบคุม เพราะมีการควบคุมทางการเมืองตามหลักการประชาธิปไตย และความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชนอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลปกครองจะไปใช้กฎหมายปกครองมาควบคุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาลปกครอง สูงสุดฝรั่งเศสถือหลักไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลมากว่า 100 ปี มีคำพิพากษากว่า 100 คำพิพากษา เช่น ในคดี Tallagrand (CE 29 Nov. 1968) ศาลตัดสินว่าการเสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย หรือการถอนร่างกฎหมาย เป็นการกระทำของรัฐบาลมาฟ้องศาลไม่ได้ ในคดี Desreumrux (CE 3 Nov. 1933) ศาลตัดสินว่า การประกาศกฎหมายมาฟ้องศาลไม่ได้ ในอีกคดีศาลตัดสินว่าการขอหรือไม่ขอประชามติ ฟ้องศาลไม่ได้ (CE 29 April 1970 Comit? des Ch?muns de la Marne)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่าคดีที่เกิดจากการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นการกระทำของรัฐบาลฟ้องศาลไม่ได้ (CE 13 July 1979 Coparex) ฟ้องศาลไม่ให้รัฐบาลให้สัตยาบันสนธิสัญญาไม่ได้ (CE 5 Feb. 1926 Dame Caracs) การที่รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งให้ส่งสัญญาณกวนสถานีวิทยุอันดอร์รารัฐเล็กๆ ในพรมแดนฝรั่งเศส สเปน เป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลไม่รับฟ้อง (TC 2 Feb. 1950 Soc. Radio de Bollardi?re)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าจะยกคำพิพากษาศาลปกครองต้นแบบของโลก ก็คงจะยกได้อีกหลายหน้า   แต่เหลียวไปดูในอังกฤษ หรืออเมริกาก็ถือหลักนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คดี แรกในอังกฤษคือคดีดุ๊กออฟยอร์คฟ้องศาลเพราะเป็นปัญหาการเมือง (political question) (คดี The Duke of Yorke"s Claim to the Crown, 5 Rotuli Par 375 (ปี 1460) ต่อมาทฤษฎีนี้พัฒนามาเป็น "การกระทำของรัฐ" (act of state) เช่นในคดีที่กองทัพเรืออังกฤษทำลายอาคารชาวสเปนซึ่งเป็นผู้ค้าทาส ศาลไม่รับฟ้องเพราะเป็นการกระทำของรัฐ (act of state) (คดี Buron V. Denman (1848) 2 Ex. (67) ศาลอังกฤษไม่รับฟ้องคดีที่อ้างว่า ผู้ฟ้องควรมีสิทธิในเอกสิทธิ์ทางการทูต (immunity) เพราะเป็น "การกระทำของรัฐ" (Agbor V. Metropolitan Police Commissioner (1969)) W.L.R. 703 ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาลอเมริกันก็ไม่รับดังปรากฏในคดี Colenaan V. Miller (307 U.S. 433 (1934) ประธานศาล Itughes วินิจฉัยว่า "ในการวินิจฉัยว่าปัญหาใดเป็นปัญหาการเมือง (political question) นั้น...ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจโดยองค์กรทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญได้ กำหนดให้มีผลผูกพันศาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน" โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดี Octjen V. Central Leather Co. 246 U.S. 297 ว่า "การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลนั้น รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรทางการ เมืองและอะไรก็ตามที่กระทำในการใช้อำนาจการเมืองนี้ ย่อมไม่ถูกควบคุมโดยศาล"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง หลักที่ว่าศาลจะไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลนี้ปรากฏในตำรากฎหมายปกครองทุก เล่ม แม้แต่ในหนังสือที่สำนักงานศาลปกครองนิพนธ์เรื่อง "ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีเปรียบเทียบ" ในการประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดระหว่างประเทศ ครั้งที่ 9 พ.ศ.2550 ที่กรุงเทพฯเองก็ระบุไว้ชัดในหน้า 219 ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"โดยทั่วไป แนวคิดเรื่อง "การกระทำของรัฐบาล" ซึ่งมีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ถูกตรวจสอบความชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับ แม้ว่าขอบเขตจะถูกจำกัดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางปฏิบัติ มี 2 กรณีที่ใช้แนวความคิดดังกล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในเรื่องเหล่านี้ศาลปกครองสูงสุดแต่ละประเทศจะมีแนวทางในการ (ไม่รับพิจารณา) ของตนเอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาลไทยเองก็ถือหลักนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ดังกล่าวแล้ว หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยชัดเจนว่า การยุบสภาเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งศาลไม่ควบคุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.หลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับการแยกหน้าที่ศาล (ผู้ควบคุม) ออกจากหน้าที่ดำเนินการบริหารของฝ่ายปกครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลัก กฎหมายมหาชนสำคัญอีกหลักหนึ่งก็คือ ฝ่ายปกครองมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ศาลปกครองไม่มีหน้าที่บริหาร มีเพียงหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักนี้ สำคัญมาก เพราะถ้าศาลปกครองสามารถ "สั่ง" ฝ่ายปกครองได้ทุกเรื่อง ก็เท่ากับศาลลงมาบริหารราชการแผ่นดินเสียเอง ซึ่งจะกลายเป็น "ศาลเป็นรัฐบาล" (government of judge) และฝ่ายปกครองจะเป็นเพียงลูกน้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนึ่ง ศาลเองก็ไม่มีความรู้ทางเทคนิคทุกด้านด้วยพอที่จะลงไปควบคุมสั่งการทุกเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วย เหตุนี้ จึงมีหลักกฎหมายสำคัญว่าศาลจะไม่ควบคุมการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะดุลพินิจเทคนิค (technical discretion) เช่น จะตัดถนนไปทางไหนดี สิ่งเหล่านี้เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุหรือไม่ งานวิชาการชิ้นนี้ได้มาตรฐานงานวิชาการที่ดีหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งเป็นเรื่อง การต่างประเทศด้วยแล้ว ศาลในระบบคอมมอนลอว์ก็ดี ศาลในระบบประมวลกฎหมาย (civil law) ก็ดี จะไม่ยอมตีความสนธิสัญญาเอง โดยไม่ขอความเห็นกระทรวงการต่างประเทศเป็นอันขาด เพราะศาลประเทศเหล่านั้นทราบดีว่า ท่านเองไม่ได้รู้บริบทของการเจรจา ไม่รู้เจตนารมณ์ของคู่กรณีในสนธิสัญญา ดังนั้น หากต้องตีความสนธิสัญญา ศาลประเทศเหล่านี้จะส่งเรื่องไปขอความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลของประเทศเหล่านี้จะไม่คุมการกระทำของรัฐบาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอันขาด!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.จะทำอย่างไรต่อไป?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้ แม้ผู้เขียนจะเคารพศาลปกครองกลางเพียงใด ผู้เขียนก็ไม่อาจเห็นพ้องกับความตอนท้ายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ว่า "หากศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิจารณาแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ และยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่ยังคงสงวนสิทธิโต้แย้งคำพิพากษาของศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหารไว้เช่นเดิม จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนไม่แน่ใจในข้อความที่ว่าศาลมีคำ สั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้วไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้วเกิดผลตรงกันข้าม คือการดำเนินการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ของกระทรวงการต่างประเทศก็ยุติลง ทั้งไม่ได้หมายความว่า กัมพูชาจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวได้ อย่างที่เราอาจเข้าใจเช่นนั้น แต่คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งมีกรรมการจาก 21 ประเทศอาจไม่เห็นเช่นเดียวกับเราก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.กระทรวงการต่างประเทศควรอุทธรณ์คำสั่งนี้โดยด่วน เพื่อฟังคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด แล้วจึงค่อยดำเนินการตามนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งพิจารณาคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาและฝ่ายค้านว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 190 คือเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่? หากต้องดำเนินการ คณะรัฐมนตรีก็ต้องเสนอแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้รัฐสภาพิจารณาโดยด่วนที่สุด และแจ้งให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบว่า ประเทศไทยยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอน ภายในของเรา จึงยังไม่อาจใช้แถลงการณ์ร่วมประกอบการพิจารณาทางคณะกรรมการมรดกโลกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐต่างประเทศเข้าใจและยอมรับกันเสมอมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียน ได้แต่ภาวนาว่า เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจากับรัฐ ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศในอนาคต ศาลปกครองสูงสุดน่าจะยืนตามบรรทัดฐานเดิม อันจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยในสายตาสังคมโลกยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทุกประการ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-2739345011472276553?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/2739345011472276553/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=2739345011472276553' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2739345011472276553'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2739345011472276553'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/07/blog-post_07.html' title='บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลาง'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-2348708486263553696</id><published>2008-07-07T06:32:00.002+07:00</published><updated>2008-07-07T06:39:14.145+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>บันทึกการเดินทาง, นางาซากิ</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://lh4.ggpht.com/angkut/R0ypysWN8SI/AAAAAAAABxc/lVGSZqn-UNY/IMG061.jpg?imgmax=512"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px;" src="http://lh4.ggpht.com/angkut/R0ypysWN8SI/AAAAAAAABxc/lVGSZqn-UNY/IMG061.jpg?imgmax=512" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะเขียนเรื่องราวต่อไป ก็ขอเขียนบันทึกการเดินทางให้จบก่อนครับ ค้างไว้นานแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;25 พฤศจิกายน 2550&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่โรงแรมดีกว่า เขาจัดห้องให้เรียบร้อยพร้อมทั้งยกกระเป๋ามาไว้ที่ห้องให้แล้ว เห็นขนาดห้องก็อ่อนใจเพราะเล็กเหมือนๆกับห้องพักในเมืองที่แออัดอย่างโอซาก้าเลย นึกว่ามาต่างจังหวัดจะได้เจอห้องใหญ่ๆหน่อย&lt;br /&gt;จัดการอาบน้ำแต่งตัวชุดเดิมแหละครับเพราะจวนจะได้เวลานัด นั่งอ่านเอกสารของโรงแรมว่าเขามีบริการอะไรบ้างได้สักพักเขาก็โทรมาที่ห้องว่ามาถึงแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลงมานั่งคุยกันที่ล็อบบี ซึ่งจริงๆแล้วก็คือพื้นที่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมนั่นแหละครับ มีเจ้าหน้าที่ของเอ็มเอชไอ แล้วก็คู่ค้าอีกรายหนึ่งจากมาเลเซียสองคน รายนี้ดูแลเรื่องระบบปรับอากาศ เราคุยกันเรื่องเนื้อหาและช่วงเวลาที่ใช้ในการบรรยาย แล้วก็นัดหมายว่าจะมารับเราตอนกี่โมง จากนั้นเอ็มเอชไอก็ชวนเดินไปหาอะไรทานกันโดยมื้อนี้เอ็มเอชไอเป็นคนจ่าย&lt;br /&gt;เราไปที่ร้านอาหารบรรยากาศคล้ายๆกับร้านฟูจิบ้านเรา แต่ร้านใช้พื้นไม้และต้องถอดรองเท้าเดินเข้าไปตั้งแต่หน้าร้าน มีล็อกเกอร์ให้เก็บรองเท้าเรียบร้อย กุญแจล็อกเกอร์เป็นการ์ดอลูมิเนี่ยมแผ่นเบ้อเริ่มเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะหล่นหายหรือแอบเอากลับ  สมัยนี้อยู่ที่ไหนก็มีอาหารญี่ปุ่นกิน ก็เลยไม่รู้สึกแปลกอะไรครับ รสชาติอาหารที่ร้านนี้ก็ต้องบอกว่ามันคือก็อาหารญี่ปุ่นดีๆนี่เอง ข้าวผัดชาฮั่งที่นี่ออกเผ็ดด้วยซ้ำไปหากเทียบกับร้านในบ้านเรา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;คนญี่ปุ่นกินเบียร์และสูบบุหรี่กันเป็นเรื่องปกติเหมือนกับที่ผมเจอคุณปู่ฟาดเบียร์กลางวันแสกๆบนรถไฟนั่นแหละครับ และที่ร้านนี้ก็เช่นกันเป็นร้านที่สูบบุหรี่ได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเขา เรื่องสูบบุหรี่ต้องบอกว่าบ้านเราเจริญกว่าญี่ปุ่นที่เราห้ามสูบบุหรี่ในร้านอาหาร ซึ่งสำหรับญี่ปุ่นอาจจะต้องเรียกว่าสายเกินแก้เพราะผลประโยชน์จากการขายยาสูบนั้นมหาศาลและรวมไปถึงการมีอิทธิพลทางการเมืองของผู้ค้ายาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้บุหรี่หาง่ายมาก อย่าว่าแต่จะควบคุมการขายเลยครับ เพราะเล่นขายกันด้วย Vending Machine ไปแล้ว ลืมเรื่องการควบคุมการขายให้กับเด็กได้เลย และเราสามารถจะเห็นเด็กผู้หญิงรุ่นๆสูบบุหรี่ในเครื่องแบบนักเรียนได้ไม่ยากนักในเมืองใหญ่ๆ&lt;br /&gt;อย่าหวังว่าจะไปออกฏหมายควบคุมเหมือนบ้านเรา เพราะบริษัทยาสูบเป็นเจ้าของนักการเมืองไปเรียบร้อยแล้วครับ บ้านเราขออย่าให้ถึงวันนั้นเร็วนักก็แล้วกัน ที่บอกว่าแบบนั้นเพราะผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในบ้านเราไม่วันไดก็วันหนึ่งหากเรายังตั้งใจนำพาสังคมไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กันแบบนี้ สนใจจะเอาใจตามใจกัน แล้วพัฒนาสังคมให้เป็นได้แค่เพียงสังคมที่ทันสมัยเทียมหน้าเทียมตาอวดชาวบ้านได้ แต่ไม่รู้ว่ากำลังก้าวไปสู่หายนะอย่างหน้าชื่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ความที่สนใจความเป็นมาของนางาซากิทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกและสมัยปิดประเทศทำให้ผมชวนคุยเกี่ยวกับเมืองนี้แต่คำตอบที่ได้ก็ไม่ผิดไปจากความคาดหมายเท่าไหร่ครับ เจ้าหน้าที่ของเอ็มเอชไอวัยสามสิบต้นๆรายนี้ก็เหมือนกับคนหนุ่มสาวทั้งหลายที่ไม่ใคร่จะสนใจเรื่องประวัติศาสตร์เท่าไหร่ ออกจะเบื่อหน่ายกับเมืองชนบทและอยากไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆมากกว่า เขาดูเหมือนกระตือรือร้นจะคุยกับผมเรื่อง Smartphone มากกว่าจะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองเล็กๆแห่งนี้&lt;br /&gt;รัฐบาลญี่ปุ่นก็เหมือนกับรัฐบาลของประเทศรวยๆทั้งหลาย ที่อยากให้ประชากรของตนเองทำหน้าที่ในการผลิตและการบริโภคมากกว่าจะมาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์หรือความรู้อื่นๆที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยตรง แล้วก็ให้คนต่างจังหวัดทิ้งถิ่นฐานของตนเองไปผจญภัยในเมืองใหญ่ๆ ทิ้งให้ชนบทเหลือเพียงเด็กและคนแก่  ทุกเช้าจะได้เห็นคนจำนวนมากเดินทางจากเมืองรองอย่างฟุกุโอกะ ขึ้นรถไฟเข้าไปทำงานในโอซาก้า เพราะค่าที่พักในโอซาก้าแพงมาก แต่งานดีๆก็หาไม่ได้ในฟุกุโอกะ หรือดิ้นรนไปอยู่ในเมืองใหญ่ในที่พักคับแคบจนกระทั่งคนญี่ปุ่นใช้ SMS กันมากเพราะไม่มีที่ทางเป็นส่วนตัวมากพอสำหรับการคุยโทรศัพท์ เด็กสาวขายตัวเพื่อนำเงินมาซื้อสินค้าแบรนด์เนม เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนบ้านเรานานแล้วนะครับ และเราก็กำลังเดินตามเขาโดยที่เรามองเห็นแต่ความสวยงามของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา&lt;br /&gt;แบบอย่างของปัญหามีให้เห็นอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่เราไม่สนใจจะมอง และยังประณามคนที่ทักท้วงเสียอีกว่า ถ่วงความเจริญ ทั้งๆที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมญี่ปุ่นยังคงมีอยู่อย่างไม่ต่างจากบ้านเราแม้เขาจะพัฒนาไปล้ำหน้ากว่าเราหลายปี ก็ยังไม่เห็นว่าคนญี่ปุ่นจะมีความสุขกว่าเรา มีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่าเรา อย่าว่าแต่จะไม่มีคนจนเลย&lt;br /&gt;ตัวเลขรายได้ต่อหัวแม้จะบอกว่ามีคนจนน้อยกว่าประเทศอื่น แต่หากเทียบกับตัวเลขจำนวนคนฆ่าตัวตาย ทำให้เราเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นได้บ้างหรือเปล่า ว่าเรากำลังละเลยอะไรไปบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราจะก้าวตามเขาไปในแนวทางนั้นหรือ อาจจะมีคำถามว่า แล้วเราจะทำยังไง จะหยุดพัฒนากันหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ และผมไม่เคยเรียกร้องให้หยุดการพัฒนา แต่อยากให้พิจารณาแนวทางพัฒนาสังคมในแบบของเราเองในแบบที่เหมาะสมกับเรา รักษาความได้เปรียบ รักษาจุดแข็งของเราไว้ได้ เหมือนอย่างความพยายามของ Hugo Chavez แห่ง Venezuela หรือแม้แต่ท่าที่ที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาเดร์ โมฮัมหมัดแห่งมาเลเซีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เราควรจะรู้จักตัวเอง รู้จักสังคมโลก ให้มากกว่าที่เป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-2348708486263553696?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/2348708486263553696/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=2348708486263553696' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2348708486263553696'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/2348708486263553696'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='บันทึกการเดินทาง, นางาซากิ'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh4.ggpht.com/angkut/R0ypysWN8SI/AAAAAAAABxc/lVGSZqn-UNY/s72-c/IMG061.jpg?imgmax=512' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-1036718268341062510</id><published>2008-06-29T07:37:00.003+07:00</published><updated>2008-06-29T07:53:11.877+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา แน่นอน</title><content type='html'>วันก่อนผมเขียนและคัดลอกบทความเกี่ยวกับกรณีนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งซึ่งตอนนี้ผมต้องเขียนเพื่อแสดงว่า ผมได้พบข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งทำให้ความเห็นของผมต่างไปจากเดิมด้วย&lt;br /&gt;นั่นคือ จากที่เคยเชื่อว่า รัฐบาลไทยยังคงถือว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย (ตามคำแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับผลการติดสิน) นั้น &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เป็นความเข้าใจที่ผิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะหากพิจารณาแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศให้ดีแล้ว เราจะพบว่ารัฐบาลยินยอมปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก จากข้อความนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;strong style="font-weight: normal;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;"แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำ พิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฎบัตร"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งชัดเจนว่าเรายินดีปฏิบัติตามคำตัดสิน&lt;br /&gt;แม้ว่าจะประกาศสงวนสิทธิไว้ แต่ก็เป็นเพียงการแสดงเจตนาว่าจะเข้าครอบครอง เมื่อมีข้อมูลใหม่ หลักฐานใหม่ ในอนาคต&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้ ปราสาทต้องเป็นของกัมพูชา ตามคำพิพากษา&lt;br /&gt;และเป็นของกัมพูชาทั้งตัวปราสาท และพื้นดินที่ตั้งของปราสาท แม้ว่าจะถูกล้อมรอบด้วยเขตแดนไทย (ตามแผนที่ของฝ่ายไทย) ซึ่งก็จะเป็นเช่นเดียวกับเขตอธิปไตยนอกดินแดน เช่นสถานฑูต&lt;br /&gt;การยอม (ไม่ขัดขวาง) ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงลำพัง (เฉพาะตัวปราสาท) จึงทำได้ และน่าจะเป็นการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ฉลาด เพราะมีโอกาสสูงมากที่จะทำไม่ได้ และในที่สุดจะต้องกลับมาใช้วิธีเสนอร่วมกับไทย เพราะโบราณสถานแห่งนี้ มีทั้งปราสาทและส่วนประกอบอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแต่การยินยอมครั้งนี้ จะต้องไม่มีการลากเส้นเขตแดนที่ต่างไปจากแผนที่ของไทย ไม่จำเป็นต้องให้เส้นเขตแดนวกเข้ามาจากขอบนอกมาที่ตัวปราสาท ปล่อยให้เป็นเกาะไปอย่างนั้นก็ได้ ตามที่เขียนไว้แล้วว่า ให้ถือเป็นกรณีคล้ายกับสถานฑูต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นเรื่องปราสาทจึงชัดเจน แต่เรื่องการเมืองภายในของเรายังต้องพิจารณากันที่เอกสารของไทยที่เพิ่งไปทำกับกัมพูชาเมื่อเร็วๆนี้อีก ว่าไปเสียดินแดนให้เขาเพราะไปขีดเส้นใหม่หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-1036718268341062510?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/1036718268341062510/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=1036718268341062510' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/1036718268341062510'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/1036718268341062510'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/blog-post_29.html' title='ปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา แน่นอน'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-5512864493810434739</id><published>2008-06-29T07:10:00.003+07:00</published><updated>2008-06-29T07:35:42.519+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>2475 ทุกวันเลย</title><content type='html'>&lt;object codebase="http://fpdownload.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=9,0,0,0" width="480" height="310"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.prachatai.com/multi_inc/jw_flv_player/flvplayer.swf"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#ffffff"&gt;&lt;param name="menu" value="false"&gt;&lt;embed src="http://www.prachatai.com/multi_inc/jw_flv_player/flvplayer.swf" allowfullscreen="true" flashvars="file=http://multimedia.prachatai.net/video/chupitchtv22.flv&amp;amp;image=http://multimedia.prachatai.net/video/chupitchtv22.jpg&amp;amp;location=http://www.prachatai.com/multi_inc/jw_flv_player/flvplayer.swf&amp;amp;callback=http://www.prachatai.com/tv/stat.php&amp;amp;type=flv&amp;amp;id=81" width="480" height="310"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ไปอ่านเจอในบล็อกของคุณ &lt;a href="http://www.isriya.com/node/2007/2475-%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2"&gt;Isriya&lt;/a&gt; คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ท่านหนึ่งเข้า เป็นข้อมูลจากเว็บประชาไทอีกทีหนึ่ง ดูแล้วก็ชอบใจเช่นเดียวกับที่หลายๆท่านชอบใจ ข้อมูลดี น่าสนใจ แม้ว่าบุคลิกของผู้นำเสนอน่าจะเหมาะสำหรับการเขียนหนังสือมากกว่าการสื่อด้วยภาพยนต์ แต่โดยรวมต้องบอกว่า ควรดูและอ่านเพิ่มเติมครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.prachatai.com/tv/chupitchtv/?ep=22"&gt;บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: 2475 ทุกวันเลย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ภาพยนต์เชิงสารคดียาวร่วมชั่วโมงนี้สื่อถึงสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นจากแนวคิด, สังคมและวัฒนธรรมในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 (วันนี้ถือเป็นวันชาติ "ไทย" ซึ่งต่อมาถูกทำให้ลืมเลือนไป เช่นเดียวกับหลัก 6 ประการ เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา ที่ถูกลืมเลือนไปจนหมด และถูกแทนที่ด้วยอย่างอื่น) สัญญลักษณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดพระศรีมหาธาตุและเมรุ ซึ่งดูเหมือนเรื่องพื้นๆ แต่ความจริงเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสังคมไทย&lt;br /&gt;ดูแล้วทำให้นึกถึงการแสดงออกทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกถึงว่า สมัยนั้นความขัดแย้งคงแหลมคมยิ่งกว่าวันนี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่กว้างขวางเท่า&lt;br /&gt;สิ่งทื่มองย้อนกลับไปแล้วคล้ายๆกันอีกจุดหนึ่งก็คือ การแสดงออกทางการเมืองที่ดูเหมือนประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยไม่ฟุ่มเฟือยหรอกครับ แต่มันไม่ง่ายจนกระทั่งเปิดกระป๋องออกมาสำเร็จรูปเหมือนกระป๋องอื่นๆ แล้วใช้งานได้เลย สิ่งที่เรากำลังเป็นก็คือ เรากำลังหาวิธีปกครองกันเอง วิธีไดวิธีหนึ่ง และเรากำลังต่อสู้กับแรงต้านที่จะรักษาอำนาจการปกครองไว้&lt;br /&gt;ยังไม่ถึงขั้นว่าจะสรุปว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า&lt;br /&gt;เรายังไม่ควรจะต้องยอมต่อสู้ ยอมใช้ความรุนแรงเพื่อสิ่งที่เราเห็นหรอก&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-5512864493810434739?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/5512864493810434739/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=5512864493810434739' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5512864493810434739'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5512864493810434739'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/2475.html' title='2475 ทุกวันเลย'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-7260169007545591992</id><published>2008-06-23T15:03:00.004+07:00</published><updated>2008-06-23T15:32:06.933+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Article'/><title type='text'>คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหาร</title><content type='html'>&lt;p&gt;หลังจากได้นำบทความเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารเสนอมาโดยลำดับ ก็มี&lt;a href="http://angkut.blogspot.com/2008/06/blog-post_23.html"&gt;เพื่อนท่านหนึ่ง&lt;/a&gt;กรุณานำข้อมูลมาเพิ่มเติมครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหาร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13 กรกฎาคม 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกโดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม นอกจากนี้ ยัง&lt;strong&gt;สงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต&lt;/strong&gt;ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีคำประท้วงดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะอ้างถึงคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยคำร้องเริ่มคดีฝ่ายเดียวของกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.1959 (พ.ศ. 2502) และซึ่ง&lt;strong&gt;ศาลได้พิพากษา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 (พ.ศ. 2505) ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1962 (พ.ศ. 2505) รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศต่อประชาชนแสดงความ&lt;strong&gt;ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น&lt;/strong&gt; โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ.1904 (พ.ศ. 2447) และ ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม &lt;strong&gt;แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฎบัตร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาที่จะ&lt;strong&gt;ตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง&lt;/strong&gt; และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งข้อความข้างต้นให้ท่านทราบ พร้อมกับขอให้ท่านแจ้งข้อความในหนังสือฉบับนี้ให้สมาชิกทั้งปวงขององค์การนี้ทราบทั่วกันด้วย&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/ปราสาทเขาพระวิหาร"&gt;วิกิพีเดีย ปราสาทเขาพระวิหาร&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อังกุศ: หากเป็นไปตามนี้ และไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาภายหลังเพื่อลบล้างคำประท้วงนี้ ก็แสดงว่า&lt;strong&gt;ไทย (โดยฝ่ายเดียว) ยังคงถือว่าตนมีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร&lt;/strong&gt; และไม่มีการตกลงไดๆเกี่ยวกับเส้นเขตแดน (ตามบทความก่อนหน้านี้) ต่างฝ่ายต่างยังคงถือเอาเขตแดนตามที่ตนเองขีดเส้นเป็นข้อยุติของแต่ละฝ่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากเป็นไปตามนี้ &lt;strong&gt;การตกลงเส้นเขตแดนไดๆที่ล้ำเข้ามาจากแผนที่เดิมของไทย สำหรับมุมมองของรัฐบาลไทย ถือว่าเป็นการเสียดินแดน&lt;/strong&gt;แน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และ&lt;strong&gt;การรับรองให้กัมพูชาจัดการบริหารไดๆกับตัวปราสาท ก็เท่ากับรับรองอธิปไตยเหนือตัวปราสาท (ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในอธิปไตยของไทย) ก็เท่ากับเป็นการเสียอธิปไตยเช่นกัน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากจะมีท่านไดแย้งว่า ทำไมที่ผ่านมากว่าสี่สิบปีจึงไม่มีการดำเนินการไดๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก็สามารถถามแย้งในทำนองเดียวกันได้เช่นกันว่า กัมพูชาก็ละเว้นที่จะร้องเรียนต่อคณะกรรมการในองค์การสหประชาชาติเพื่อบังคับคดีเช่นกัน จึงไม่ควรโต้เถียงกันในประเด็นนี้อีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางออกของกรณีนี้คือ&lt;strong&gt;ให้ละข้อยุติที่แตกต่างระหว่างไทยและกัมพูชาในข้อนี้เสีย แล้วดำเนินการโดยถือเป็นพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันไปก่อน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติต่อกรณีนี้อย่างเหมาะสม โดย&lt;strong&gt;ละเว้นการตกลงไดๆกับกัมพูชาเกี่ยวกับเส้นแบ่งเขตแดน ยกเว้นว่าจะเป็นไปตามที่ไทยกำหนดไว้ และไม่ยินยอมให้กัมพูชาบริหารจัดการไดๆ (รวมทั้งการเสนอเป็นมรดกโลก) โดยไทยไม่ได้เป็นผู้ที่มีส่วนในการบริหารร่วมด้วย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มิเช่นนั้นจะรัฐบาลนี้จะเป็นผู้ทำให้ราชอาณาจักรสูญเสียดินแดนและอธิปไตย อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และอาจจะตกเป็นอาชญากรในข้อหากบฏด้วย&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-7260169007545591992?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/7260169007545591992/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=7260169007545591992' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/7260169007545591992'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/7260169007545591992'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/blog-post_1892.html' title='คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหาร'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-7408319413134480326</id><published>2008-06-23T07:41:00.008+07:00</published><updated>2008-06-23T08:42:46.180+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Article'/><title type='text'>"ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม</title><content type='html'>ที่มา: &lt;a href="http://www.charnvitkasetsiri.com/PDF/PreahVihearFor20June.pdf"&gt;‘ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม’&lt;/a&gt; และ&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/12612"&gt;หนังสือพิมพ์ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : "ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง&lt;br /&gt;ท่าพระจันทร์ จังหวัดพระนคร สยามประเทศ(ไทย)&lt;br /&gt;20 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง ‘ปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม’&lt;br /&gt;ถึง นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกัลยาณมิตร&lt;br /&gt;จาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สืบเนื่องจากการที่ประเด็นเรื่องของ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในการโค่นล้มรัฐบาลของ นรม. สมัคร สุนทรเวช และ ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นปัญหาของการเมืองภายในของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจที่มาและที่ไปของเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางประวัติศาสตร์ และทางรัฐศาสตร์การเมือง ดังนั้น จึงขอบรรยายตามลำดับ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1)&lt;br /&gt;‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ประวัติศาสตร์แผลเก่า’ ระหว่าง ‘ชาติไทย’ กับ ‘ชาติ กัมพูชา’ ระหว่าง ‘ลัทธิชาตินิยมไทย’ และ ‘ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา’ แม้จะเกิดมานานเกือบ 50 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นบาดแผลที่ไม่หายสนิท จะปะทุพุพองขึ้นมาอีก และถูกนำมาใช้ทางการเมื่อไรก็ได้ ในด้านของสยามประเทศ(ไทย) ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘การเมือง’ และ ‘ลัทธิชาตินิยม’ ในสกุลของ ‘อำมาตยาเสนาธิปไตย’ ที่ถูกปลุกระดมและเคยเฟื่องฟูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และถูกตอกย้ำสมัย ‘สงครามเย็น’ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (และก็ถูกสืบทอดโดยจอมพลถนอม กิตติขจร และบรรดานายพลและอำมาตยาธิปไตยรุ่นต่อๆมา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2)&lt;br /&gt;‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ‘บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่โบราณ’ ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง ‘ปราสาท’ ด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง ‘ปราสาท’ ด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ ‘ศรียโสธรปุระ-นครวัด-นครธม’&lt;br /&gt;ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ ‘ยโสวรมันที่ 1’ ถึง ‘สุริยวรมันที่ 1’ เรื่อยมาจน ‘ชัยวรมันที่ 5-6’ จนกระทั่งท้ายสุด ‘สุริยวรมันที่ 2’ และ ‘ชัยวรมันที่ 7’ จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)&lt;br /&gt;‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ ‘ศรีศิขเรศร’ เป็น ‘เพชรยอดมงกุฎ’ ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก (‘พนมดงแร็ก’ ในภาษาขะแมร์ แปลว่าภูเขาไม้คาน ซึ่งสูงจากพื้นดินกว่า 500 เมตร และเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 600 เมตร ปัจจุบันตั้งอยุ่ใน (เขต) จังหวัด ‘เปรียะวิเฮียร’ (Preah Vihear) ของกัมพูชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3)&lt;br /&gt;‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ น่าจะถูกทิ้งปล่อยให้ร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธรปุระ (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา ‘เสียกรุง’ ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และ ‘หนีเสือไปปะจระเข้’ คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง&lt;br /&gt;แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ(ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียงเรื่องการ ‘เสียกรุงศรีอยุธยา’ แก่พม่า (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ ‘เสียกรุงศรียโสธรปุระ’ (พ.ศ. 1974) ของกัมพูชา&lt;br /&gt;ทั้งกัมพูชาและสยามประเทศ(ไทย) คงลืมและทิ้งร้าง ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ไปประมาณเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น ‘อาณานิคม’ ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ ‘สยาม’ สมัย ร.ศ. 112 ถึงขนาดใข้กำลังทหารเข้ายึดเมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้าย (ในจังหวัดเลย) ไว้เป็นเครื่องต่อรองอยู่ 10 กว่าปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(4)&lt;br /&gt;จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง ‘ไกลบ้าน’) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก ‘จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย (เลย)’ กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้)&lt;br /&gt;เมื่อถึงตอนนี้นั่นแหละที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาวอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร&lt;br /&gt;กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย ‘รัฐบาลราชาธิปไตยสยาม’ ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว &lt;span style="font-style: italic;"&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา ‘เอกราชและอธิปไตย’ ส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง ‘อภิรัฐมนตรี’ ในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส (และนี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนแอข้อมูลและหลักฐานจดหมายเหตุ ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(5)&lt;br /&gt;กาลเวลาล่วงไปจนถึงสมัยสิ้นสุดระบอบ ‘ราชาธิปไตย’ ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เรื่องของ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นครุกรุ่นทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง (ก่อนครั้งที่ 3 ของการ ‘โค่นรัฐบาลสมัคร’ ในสมัยนี้) คือครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ปีกขวาของคณะราษฎร) และครั้งที่สอง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น (ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้านนโยบายเป็นกลางของกัมพูชาสมัยพระเจ้านโรดม สีหนุ)&lt;br /&gt;ในครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเมื่อ ‘คณะราษฎร’ ยึดอำนาจได้แล้วแม้จะโดยปราศจากความรุนแรงและนองเลือดในปีแรกก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารปกครองประเทศอย่างมาก เพราะเพียง 1 ปีต่อมาก็เกิด ‘กบฏบวรเดช’ พ.ศ. 2476 (ที่นำด้วยพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมของรัชกาลที่ 7 และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ ผู้เป็นตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์) เกิดการนองเลือดเป็น ‘สงครามกลางเมือง’ และส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ถึงกับสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์&lt;br /&gt;ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองนั้น รัฐบาลพิบูลสงคราม หันไปพึ่ง ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ ปลุกระดมวาทกรรม ‘การเสียดินแดน 13 ครั้ง’ ให้เกิดความ ‘รักชาติ’ ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’&lt;br /&gt;- Siam เป็น Thailand&lt;br /&gt;- (แล้วเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรให้เป็น ‘ไทยๆ’ ซึ่งรวมทั้ง&lt;br /&gt;- พระไทยเทวาธิราช -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ปูนซิเมนต์ไทย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน ‘มณฑลบูรพา’ และ ‘ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง’&lt;br /&gt;จนในที่สุดก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง ‘กองกำลังบูรพา’ ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น ‘มหามิตรใหม่’ เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ ‘ไทย’ สมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475)&lt;br /&gt;และนี่ก็เป็นที่มาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดินแดนทั้งเสียมเรียบ (ที่ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ (ซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในลาว และอยู่ในบริเวณพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และเมืองจอมกระสาน) ตลอดจนถึงไซยะบูลี (จังหวัดนี้อยู่ตรงข้ามหลวงพระบาง และถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ คือ จังหวัดลานช้าง คำว่า ‘ลาน’ ในสมัยนั้นยังไม่มีไม้โท)&lt;br /&gt;และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)&lt;br /&gt;ในสมัยดังกล่าวนี้แหละ ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า ‘ได้ปราสาทเขาพระวิหาร’ มา ดังหลักฐานในหนังสือ ‘ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน’ ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า ‘ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(6)&lt;br /&gt;สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วย ‘มหามิตรญี่ปุ่น’ ปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลพิบูลสงครามก็ล้ม ซึ่งก็หมายถึงว่า ‘ไทย’ จะต้องถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงครามด้วย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษที่เสียทั้งดินแดนและผลประโยชน์ให้กับไทย ก็ต้องการ ‘ปรับ’ และเอาคืน&lt;br /&gt;โชคดีของสยามประเทศ(ไทย) (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อในภาษาอังกฤษกลับเป็น Siam ได้ชั่วคราว) ที่มีทั้งมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐฯ สนับสนุน และมีทั้ง ‘ขบวนการเสรีไทย’ ภายใต้การนำของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ที่กู้สถานการณ์เจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้การประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น กลายเป็นโมฆะหรือ ‘เจ๊า’ กับ ‘เสมอตัว’ ไม่ต้องถูกปรับมากมายหรือถูกยึดเป็นเมืองขึ้นอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี&lt;br /&gt;แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (ค่ายปรีดี พนมยงค์) ก็ต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศสที่กล่าวข้างต้น แต่ยังรวมถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู (ที่เคยถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ อย่างสวยหรูชั่วคราวว่า ‘สัฐมาลัย’ คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์)&lt;br /&gt;แต่ก็ในตอนนี้อีกนั่นแหละที่ระเบิดเวลา ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ถูกวางไว้อย่างเงียบๆ กล่าวคือ ตัวปราสาทหาได้ถูกคืนไปไม่ และต่อมารัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยุ่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497 (1954)&lt;br /&gt;กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(7)&lt;br /&gt;ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง ‘กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช’ และ ‘นักราชาชาตินิยม’ ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)&lt;br /&gt;รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน ‘รักชาติ’ บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)&lt;br /&gt;ศาลโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 (1962) ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยามและเจ้าหน้าที่ออกนอกบริเวณ ศาลโลกครั้งนั้นประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 นาย จาก 12 ประเทศ &lt;span style="font-style: italic;"&gt;9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอีก &lt;span style="font-style: italic;"&gt;3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย&lt;/span&gt; น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต (ลี้ภัยการเมือง) และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น&lt;br /&gt;ว่าไปแล้วรัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและแผนที่ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 นั่นเอง แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส หาได้ใช้หลักทางภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ หรือทางขึ้นไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ ‘กฎหมายปิดปาก’ ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง (โปรดดูสรุปย่อคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษได้จาก &lt;a href="http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf"&gt;http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(8)&lt;br /&gt;กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้าน&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ประวัติศาสตร์ ทางด้านนิติศาสตร์&lt;/span&gt; ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้าน&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ภูมิศาสตร์&lt;/span&gt; คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ และ ‘การเสียดินแดน’&lt;br /&gt;ขอกล่าวขยายความไว้ตรงนี้ว่าวาทกรรมของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ และ ‘การเสียดินแดน’&lt;br /&gt;ถูกสร้างและ ‘ถูกผลิตซ้ำ’ มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าเขาและปราสาทพระวิหารเป็น ‘ของไทย’ หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า ‘ขอมไม่ใช่เขมร’ ดังนั้น เมื่อ ‘ขอม’ มิได้เป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือขะแมร์กัมพูชา ประเทศนั้นก็ไม่ควรมีสิทธิจะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร&lt;br /&gt;วิธีการตีความประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกว่าเป็น ‘ของไทย’ แบบนี้ จะพบในงานเขียนมากมายของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ ปรีดา ศรีชลาลัย, น. ณ ปากน้ำ, พลูหลวง รวมทั้งของบุคคลสำคัญที่มีงานเขียนเชิงโฆษณาชวนเชื่อ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ เช่น ‘นายหนหวย’ เป็นต้น และยังถูกถ่ายทอดต่อมาในวงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของหลายสถาบัน รวมทั้งปรากฏอยู่เป็นประจำในงานสื่อสารมวลชน นสพ. รายวัน รายการวิทยุและทีวีโดยทั่วๆไปอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(9)&lt;br /&gt;สรุป&lt;br /&gt;เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ และ ‘การเสียดินแดน’ นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็น ‘ร้อนแรง-ดุเดือด-เลือดพล่าน’ จุดปุ๊บติดปั๊บขึ้นมาทันที ‘5 พันธมิตรฯ’ ดูจะได้อาวุธใหม่และพรรคพวกเพิ่มในอันที่จะรุกรบให้แพ้ชนะกันให้เด็ดขาด นำเอาเวอร์ชั่นของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ มาคลุกผสมกับ ‘ราชาชาตินิยม’ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลสมัคร (ที่เป็นนอมินีทั้งของทักษิณ และเป็นนอมินีของอีกหลายๆฝ่ายหลายๆสถาบัน ที่เรามักจะคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป) ก็ดูจะขาดความสุขุมรอบคอบและความละเอียดอ่อนทางการทูตในการบริหารจัดการกับปัญหากรณีเกี่ยวกับเรื่องปราสาทและเขาพระวิหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ในเมื่อเขาพระวิหารได้ถูกทำให้กลายเป็นการเมืองร้อนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล คำถามของเราในที่นี้ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ในแง่ของการเมืองภายใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;-รัฐบาลสมัครจะล้มหรือไม่&lt;br /&gt;-รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่&lt;br /&gt;-พันธมิตรจะรุกต่อหรือต้องถอย&lt;br /&gt;-จะเกิดการนองเลือดหรือไม่&lt;br /&gt;-ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจอีกหรือไม่&lt;br /&gt;หรือจะ ‘เกี้ยเซี้ย’ รักสามัคคี สมานฉันท์ แตกต่าง หลากสีกันได้ ไม่มีเพียงแค่สีเหลือง กับสีแดง&lt;br /&gt;คนไทยได้ผ่านเหตุการณ์ทั้งที่วิปโยคและปลื้มปิติกันมาแล้วเป็นเวลากว่า 70 ปี&lt;br /&gt;ทั้งการปฏิวัติ 2475&lt;br /&gt;ทั้งกบฏบวรเดช 2476&lt;br /&gt;ทั้งรัฐประหาร 2490&lt;br /&gt;ทั้งปฏิวัติ 2500-2501&lt;br /&gt;ทั้งการลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516&lt;br /&gt;ทั้งการรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519&lt;br /&gt;ทั้งพฤษภาเลือด (ไม่ใช่ทมิฬ) 2535&lt;br /&gt;และท้ายสุดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&lt;br /&gt;ประสบการณ์และเหตุการณ์ดังกล่าวพอจะเป็นตัวอย่าง เป็นบทเรียนได้หรือไม่&lt;br /&gt;หรือจะต้องรอให้สึนามิทางการเมืองถล่มทับสยามประเทศ (ไทย) ของเราให้ย่อยยับลงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเขาและปราสาทพระวิหาร&lt;br /&gt;จะบานปลายไปเป็นการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่&lt;br /&gt;รุนแรงจนขั้นแบบเผาสถานทูตหรือไม่&lt;br /&gt;จะมีการปิดการค้าชายแดนหรือไม่&lt;br /&gt;จะกลายเป็นประเด็นสาดโคลนการเมืองภายในของกัมพูชา&lt;br /&gt;(ที่จะมีการเลือกตั้ง 27 กรกฏานี้) หรือไม่&lt;br /&gt;หรือว่าทั้งไทยกับกัมพูชา จะตระหนักว่าต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ&lt;br /&gt;ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนยาว 800 กม. เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน&lt;br /&gt;จะตกลงเสนอทั้งปราสาทและทั้งเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกร่วมกัน&lt;br /&gt;บริหารจัดการและ (เอี่ยว) แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน&lt;br /&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อคนไทย คนกัมพูชา คนลาว คนกูย คนขะแมร์อีสานใต้ คนกำหมุ คนแต้จิ๋ว คนไหหลำ คนฮกเกี้ยน คนกวางตุ้ง คนปาทาน ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นประชากรอันหลากหลายของรัฐชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบไม่น่าจะอยู่ในสายลม มิใช่หรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อังกุศ: หากพิจารณาบทความนี้กับบทความที่ยกมาครั้งก่อนๆ จะพบกับข้อมูลใหม่ (สำหรับผม) คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สยามในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเสนาบดีมหาดไทย ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าประสาทเขาพระวิหาร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; (อ.ชาญวิทย์ใช้คำนี้) &lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ขึ้นกับฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และมีข้อมูลบางจุดที่เหลื่อมกันอยู่ คือในบทความก่อนหน้านี้ได้กล่าวว่า ภายหลัง (ในสมัยรัชกาลที่ 7) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงตำแหน่ง อภิรัฐมนตรี (เทียบได้กับองคมนตรีในปัจจุบัน) ทรง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ&lt;/span&gt;ขึ้นไปทอดพระเนตรปราสาทเขาพระวิหาร ภายได้ธงฝรั่งเศส&lt;br /&gt;โดยบทความก่อนหน้านี้กล่าวว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพดำรงตำแหน่งนายกของราชบัณฑิตยสถาน&lt;br /&gt;แต่ในข้อที่เหลื่อมกันอยู่นี้ไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะอาจจะถูกได้ทั้งคู่ คือทั้งสองตำแหน่งต่างก็ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสมเด็จฯท่านอาจจะดำรงตำแหน่งทั้งสอง และการเสด็จฯครั้งนั้นไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งไหน ก็ได้เป็นเหตุให้ถูกพิจารณาว่าเป็นการรับรองอธิปไตยของกัมพูชาไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า สยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยอมรับเขตแดนนั้นไปแล้วจริงหรือ ซึ่งจะต้องค้นคว้าต่อไป&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แต่ก็น่าสังเกตว่าหากมีการยอมรับอย่างชัดเจนและเป็นทางการเช่นนั้น จนถึงขนาดที่สมเด็จฯต้องขออนุญาตจากฝรั่งเศส ซึ่งจะต้องมีหนังสือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอ้างอิงได้ และน่าจะมีบันทึกถึงพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนเช่นเขาพระวิหาร (จุดเล็กๆบนแผนที่ซึ่งเส้นบนแผนที่จะมีขนาดใหญ่จนกินอาณาบริเวณทั้งหมดได้) ว่าอยู่ในเขตของใคร ทำไมศาลโลก (และกัมพูชา) จึงไม่ใช้ประเด็นนี้ ซึ่งหากเป็นจริงก็จะชัดเจนจนไม่มีข้อโต้แย้งอยู่แล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองในแง่ของกระแสชาตินิยม ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจกันในขณะนี้ บทความของอ.ชาญวิทย์ก็ได้ชี้ด้วยเช่นกันว่า การนำกรณีปราสาทเขาพระวิหารขึ้นสู่ศาลโลกโดยพระเจ้านโรดม สีหนุ ก็เป็นเรื่องของนโยบายชาตินิยมไม่ต่างกัน&lt;br /&gt;เรื่องนี้จึงเกิดขึ้นจากนโยบายชาตินิยมของทั้งสองฝ่าย และน่าจะหาข้อยุติร่วมกันได้ยากหากจะกล่าวว่าฝ่ายไดมีอธิปไตยเหนือพื้นที่นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังคงต้องรอข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งอยู่เช่นเดิมคือ มติของคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าคัดค้านหรืออมรับคำตัดสินของศาลโลกในระดับไหน ปัจจุบันยังเป็นเพียงการกล่าวขึ้นลอยๆ ทั้งๆที่มติคณะรัฐมนตรีเป็นเอกสารที่สามารถนำมายืนยันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางออกในขั้นนี้จึงน่าจะเป็น ทำอย่างไรจึงจะให้พื้นที่นี้อยู่ในสถานะกลางๆและสามารถอนุรักษ์ได้ต่างหาก ไม่ใช่การตกลงเรื่องเขตแดนหรือการให้ฝ่ายไดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-7408319413134480326?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/7408319413134480326/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=7408319413134480326' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/7408319413134480326'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/7408319413134480326'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/blog-post_23.html' title='&quot;ปราสาทเขาพระวิหาร&quot; กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-8921543399465499144</id><published>2008-06-21T18:13:00.004+07:00</published><updated>2008-06-21T19:11:46.811+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>46 ปีของคดีปราสาทพระวิหาร ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01200651&amp;amp;day=2008-06-20&amp;amp;sectionid=0130"&gt;หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ฉบับที่ 11059&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span class="size3" style="color: rgb(0, 0, 0);"&gt; โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;คดีปราสาทพระวิหารระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทย ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า "ศาลโลก" นั้นได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) ได้ครบรอบเวลานานถึง 46 ปีแล้ว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;คนไทยหลายคนที่เกิดไม่ทัน (รวมทั้งตัวผู้เขียน) ไม่ได้ทราบสภาพสังคมไทยขณะนั้นว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรต่อผลของคำพิพากษานี้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะเคยได้รับรู้เรื่องราวของคดีปราสาทพระวิหารก็ตาม แต่รายละเอียดทั้ง "ข้อเท็จจริง" และ "ข้อกฎหมาย" ของคดีนี้ดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาทางวิชาการมากนักซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการพาดพิงบุคคลหลายท่านก็เป็นได้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;เรื่องปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นที่สนใจของคนไทยอีกครั้ง เมื่อประเทศกัมพูชากำลังเตรียมการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก พิจารณาว่าปราสาทพระวิหาร&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สมควรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามอนุสัญญาเกี่ยวกับ การปกป้องวัฒนธรรมโลกและมรดกธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ปี ค.ศ.1970 หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ข้อเขียนนี้คงมีวัตถุประสงค์เพียงแค่เตือนความทรงจำอะไรบางอย่างมิให้มีการลืมเลือนและตั้งข้อสังเกตบางประการ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;1. &lt;/span&gt;ความเป็นมาโดยย่อ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;คดีนี้เป็นคดีที่&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ประเทศกัมพูชาได้กล่าวหาว่าประเทศไทยละเมิดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศกัมพูชาในเขตปราสาทพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหาร&lt;/span&gt; ซึ่งประเทศไทยโต้แย้งว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในภายใต้อำนาจอธิปไตยของไทย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทของคดีนี้จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่อง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อำนาจอธิปไตยเหนืออาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;แต่ศาลโลกจะวินิจฉัยประเด็นนี้จำต้องวินิจฉัยหรือให้ความกระจ่างประเด็นเกี่ยวกับการ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;พิจารณาเขตแดนของประเทศทั้งสองเสียก่อน&lt;/span&gt;ซึ่งนำไปสู่การพิจารณา&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สนธิสัญญาปักปันเขตแดน&lt;/span&gt;ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 และฉบับที่สองลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;รวมถึงแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา&lt;/span&gt;ด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;2.&lt;/span&gt; ประเด็นที่ศาลโลกเห็นหรือให้ความสำคัญ : ความแตกต่างระหว่าง "ตุลาการเสียงข้างมาก" กับ "ตุลาการเสียงข้างน้อย"&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;เพื่อจะให้เข้าใจภาพรวมของประเด็นข้อพิพาทได้ดีขึ้นผู้เขียนขอสรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับประเด็นที่ "ตุลาการเสียงข้างมาก" กับ "ตุลาการเสียงข้างน้อย" (ซึ่งประกอบด้วย 3 ท่านคือ ท่านมอเรโน กินตานา ชาวอาร์เจนตินา ท่านเวลลิงตัน คู ซึ่งเป็นชาวจีน และท่านเซอร์เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ ชาวออสเตรเลีย) พิจารณาข้อกฎหมายแตกต่างกันรวมทั้งการให้ความสำคัญหรือน้ำหนักแก่ข้อเท็จจริงบางอย่างอย่างไม่เท่ากันด้วย ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;1) การเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารกึ่งทางการของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ในคำพิพากษาศาลโลกตอนหนึ่งได้ให้ความสำคัญของการเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยคำพิพากษาของศาลโลกใช้คำว่า "ในเรื่องนี้เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด" (the most sighificant episode) คือการเสด็จเยือนปราสาทพระวิหาร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ซึ่งเมื่อท่านไปถึงปราสาทพระวิหาร ได้มีข้าหลวงใหญ่ต้อนรับเสด็จ โดยมีธงชาติฝรั่งเศสชักไว้ ซึ่งตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;อีกทั้งเมื่อท่านกลับมาถึงกรุงเทพฯ ท่านยังได้ประทานรูปถ่ายที่ระลึกไปให้ข้าหลวงฝรั่งเศส โดยศาลโลกกล่าวว่า "พระองค์ทรงใช้ภาษาที่ดูเหมือนจะยอมรับว่า โดยการกระทำของข้าหลวงฝรั่งผู้นี้ ฝรั่งเศสได้กระทำตนเป็นประเทศเจ้าภาพ" (...he used language which seems to admit that France, through her Resident, had acted as the host country.)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ส่วนหนึ่งในตุลาการเสียงข้างมากที่ให้ความสำคัญกับการเสด็จเยือนของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพคือ ท่านฟิทส์ มอริส ผู้พิพากษาชาวอังกฤษ โดยท่านเห็นว่า การเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่ากับเป็นการรับรองอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหารโดยปริยาย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างท่านเวลลิงตัน คู ได้แสดงความเห็นในความเห็นค้านของท่านว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะเยือนปราสาทพระวิหารนั้นมิได้เสด็จเยือนใน ฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย&lt;/span&gt; (ซึ่งขณะเยือนท่านมิได้ดำรงตำแหน่งนี้แล้ว) แต่ขณะเยือนท่านดำรงตำแหน่งนายกของราชบัณฑิตยสถาน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;อีกทั้งปรากฏจากคำให้การของพระธิดาองค์หนึ่งของพระองค์ท่านที่ได้เสด็จในระหว่างการเยือนครั้งนี้ก็ได้กล่าวว่า พระองค์ท่านเห็นว่า การชักธงชาติฝรั่งเศสและการมีกองกำลังทหารต้อนรับนั้น &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;"เป็นการทะลึ่ง"&lt;/span&gt;  (imprudent) &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;และท่านยังรับสั่งว่าให้ถอดชุดเครื่องแบบทหารออกเสียก่อน ส่วนการส่งรูปถ่ายนั้น ท่านคูเห็นว่า มิได้มีความหมายมากไปกว่าการแสดงความเอื้อเฟื้ออันเป็นธรรมเนียมของชาวตะวันออกเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;2) ทางขึ้นของปราสาทพระวิหาร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;หนึ่งในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทยที่หยิบยกขึ้นมาโน้มน้าวให้ศาลโลกเห็นว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของประเทศไทยคือทางขึ้นของปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งไทย เพราะฝั่งเขมรนั้นจะเป็นหน้าผาสูงชัน อย่างไรก็ดี ท่านฟิทส์ มอริส กลับเห็นว่า การที่ทางขึ้นแบบทางสะดวกอยู่ฝั่งไทยก็มิได้หมายความว่า ทางขึ้นจะมิได้อยู่ฝั่งเขมรด้วย ท่านฟิทส์ มอริส เห็นว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทางเข้าถึงปราสาทพระวิหารก็มีทางเข้ามาจากฝั่งกัมพูชาเหมือนกันเพียง แต่ขึ้นด้วยความยากลำบาก&lt;/span&gt;เท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;3) การยอมรับแผนที่กับสนธิสัญญาที่ให้ใช้สันปันน้ำ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ฝ่ายไทยต่อสู้โดยให้ความสำคัญกับสนธิสัญญาซึ่งตาม&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สนธิสัญญามาตรา 1&lt;/span&gt; ระบุให้เส้นเขตแดนถือตามสันปันน้ำ (watershed) ซึ่ง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หากถือตามสันปันน้ำแล้ว ปราสาทพระวิหารจะอยู่ที่ประเทศไทย&lt;/span&gt; แต่หากพิจารณาตามแผนที่ที่ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแต่เพียงฝ่ายเดียว ปราสาทพระวิหารจะตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีคดีอยู่มากมาย&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่&lt;/span&gt; ศาลหรืออนุญาโตตุลาการจะ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ให้ความสำคัญแก่ตัวบทของสนธิสัญญามากกว่าแผนที่&lt;/span&gt; โดยแผนที่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในหลายๆ องค์ประกอบที่ใช้พิจารณาประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดน &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยทักท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่มาตั้งแต่ต้น ทำให้ประเทศไทยถูกตัดสิทธิหรือถูกปิดปากมิให้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของแผนที่ในภายหลัง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างท่าน กินตานา เห็นว่า อำนาจอธิปไตยทางอาณาเขตไม่ใช่เรื่องที่จะพิจารณากันอย่างผิวเผิน แต่ต้องพิจารณาบนหลักฐานข้อเท็จจริงที่แน่ชัดเท่านั้น ท่านมิได้ให้ความสำคัญกับแผนที่ (เจ้าปัญหา)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;โดยท่านได้ยกคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการในคดี Palmas และสนธิสัญญากรุงแวร์ซายส์ว่าเมื่อเกิดมีความแตกต่างกันในเรื่องการปักปันเขตแดนระหว่างตัวบทของสนธิสัญญากับแผนที่ ให้ถือตัวบท (Text) (ไม่ใช่แผนที่) เป็นสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ส่วนท่านคูก็มีความเห็นทำนองเดียวกับท่าน กินตานา ว่า การพิจารณาประเด็นข้อพิพาททางเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องตั้งอยู่บน พื้นฐานหลักฐานที่แน่ชัดเท่านั้น ท่านคูจึงเสนอว่าศาลโลกควรตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญไปสำรวจพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารและทำความเห็นเสนอมา&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;สำหรับท่านแล้วข้อยุติเรื่องหลักฐานสำคัญมากตราบใดที่หลักฐานเกี่ยวกับเขตแดนยังไม่ยุติแล้ว การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายไปในทางให้คุณหรือให้โทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถกระทำได้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;4) การใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบๆ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนนั้น นอกจากแผนที่แล้ว สิ่งที่ศาลหรืออนุญาโตตุลาการให้ความสำคัญมากก็คือ "การอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนพิพาท" ว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยที่เข้มข้นและสม่ำเสมอกว่ากัน&lt;/span&gt; การแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของรัฐสามารถแสดงออกได้หลายวิธี เช่น การเก็บภาษี การออกใบอนุญาตต่างๆ การชักธงชาติ การก่อสร้างอาคารต่างๆ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ในความเห็นแย้งของท่านเวลลิงตัน คู เห็นว่า การใช้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาทของประเทศไทยมีลักษณะที่เข้มข้นมากกว่าฝ่ายกัมพูชา โดยรัฐบาลไทยได้มีการก่อสร้างถนนไปยังเชิงเขาพระวิหาร การเก็บภาษีนาข้าว การออกใบอนุญาตให้ตัดไม้ รวมถึงการทำบัญชีรายการอนุสาวรีย์โบราณของทางราชการในปี ค.ศ.1931 ซึ่งรวมปราสาทพระวิหารอยู่ด้วย โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงฯได้มีพระอักษรถึงเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมาสองฉบับลง วันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ.1930 และวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1931 เพื่อขอบัญชีรายการอนุสาวรีย์โบราณในมณฑลนั้น ซึ่งทางเทศาภิบาลได้ส่งคำตอบว่า ปราสาทพระวิหารนั้นเป็นอนุสาวรีย์โบราณอันหนึ่งในจำนวนสี่อันในจังหวัดขุขันธ์ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของไทยในเวลานั้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สิ่งที่สร้างความวิตกในปัจจุบันนี้ก็คือ ทางการของไทยมองข้ามความสำคัญของการใช้อำนาจอธิปไตยบริเวณพื้นที่รอบๆปราสาท&lt;/span&gt; ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงมากอย่าง ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ได้แสดงความวิตกกังวลในประเด็นนี้ในบทความของท่านชื่อว่า "ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร" ข้อสังเกตของท่านควรที่เจ้าหน้าที่ของไทยพึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;5) การให้ความสำคัญกับบริบททางการเมืองในขณะนั้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;เหตุผลหนึ่งที่ตุลาการเสียงข้างมากให้ความสำคัญคือ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การไม่ยอมทักท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่ของฝ่ายไทย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;อย่างไรก็ดี ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างท่านเวลลิงตัน คู และท่านเซอร์สเปนเดอร์ ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจฝ่ายไทยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถคัดค้านประท้วง ฝรั่งเศสได้อย่างเต็มปากเต็มคำ โดยทั้งสองท่านได้พิจารณาประเด็นเรื่องการล่าอาณานิคม (Colonization) หรืออิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสที่กำลังแผ่ขยายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน ขณะนั้นด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;โดยท่านสเปนเดอร์กล่าวในความเห็นแย้งของท่านว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่เป็นการยุติธรรมที่จะวัดความประพฤติปฏิบัติของประเทศ สยามในเวลานั้นด้วยมาตรฐานทั่วไป ซึ่งอาจจะนำไปใช้ได้โดยชอบในปัจจุบันหรือแม้แต่ในขณะนั้นกับรัฐยุโรปซึ่งมีความเจริญอย่างสูงแล้ว"&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;และท่านยังกล่าวย้ำอีกด้วยว่า "ความหวาดกลัวของประเทศสยามต่อท่าทีของประเทศฝรั่งเศสที่มีต่อสยามเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ไม่อาจละเลยเสียได้ในการพิจารณาคุณค่าของการประพฤติ ปฏิบัติของประเทศสยาม การนิ่งเฉย การที่มิได้ทักท้วงถ้าหากคาดว่าควรมีการประท้วง"&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;3.&lt;/span&gt; ประเด็นที่ศาลโลกวินิจฉัย : 3 ประเด็น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;มีอยู่สามประเด็นที่ศาลโลกวินิจฉัยซึ่งศาลโลกวินิจฉัยเป็นคุณแก่กัมพูชาทั้งสามประเด็นคือ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-style: italic;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ประเด็นแรก ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-style: italic;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ประเด็นที่สอง ประเทศไทยมีพันธะที่ต้องถอนกำลังทหาร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;และ ประเด็นที่สาม ประเทศไทยต้องคืนบรรดาวัตถุที่ได้ระบุไว้แก่กัมพูชา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อสังเกตว่ากัมพูชาเสนอให้ศาลโลกวินิจฉัย&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก  1 และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณพิพาท&lt;/span&gt;ด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;แต่ศาลโลกไม่เห็นด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;4.&lt;/span&gt; สถานะทางกฎหมายของคำพิพากษาของศาลโลก : เป็นที่สุดและไม่มีการอุทธรณ์&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ใน ธรรมนูญก่อตั้งศาลโลกมาตรา 59 ว่า คำพิพากษาของศาลโลกผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี และมาตรา 60 บัญญัติว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; คำพิพากษาของศาลนั้นเป็นที่สุดและอุทธรณ์ไม่ได้&lt;/span&gt; (The judgment is final and without appeal)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;นอกจากนี้แล้วในกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 94 ได้บัญญัติว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt; รัฐคู่พิพาทสามารถเสนอให้คณะมนตรีความมั่นคงพิจารณาออกคำแนะนำ  (Recommendation) หรือมาตรการ (Measure) ได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;หากว่ารัฐคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;5.&lt;/span&gt; การไม่ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ตุลาการเสียงข้างมาก&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;แทบไม่ได้ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปราสาทพระวิหารเลยว่า ใครเป็นผู้สร้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางกฎหมายด้านอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอัน เป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร "ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์"  มิได้เป็นปัจจัยชี้ขาดว่าใครสมควรมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาท&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;แต่การวินิจฉัยของศาลต้อง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อาศัย "ข้อมูลทางภูมิศาสตร์" และ "ข้อกฎหมาย" เป็นสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ผู้พิพากษากินตานาเห็นว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารไม่มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยของศาลในคดีนี้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;6.&lt;/span&gt; คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร : เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรอ่าน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;เช่นเดียวกับคดีประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่คนไทยมักไม่ค่อยทราบทำให้มีการเข้าใจไปต่างๆ นานา และในที่สุดก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงในคดีนั้นเป็นอย่างไร &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;แม้คนไทยจำนวนมากจะได้รับรู้ว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ประเทศไทยแพ้คดีนี้จำต้องยกปราสาทพระวิหารให้แก่เขมร&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;แต่น้อยคนที่จะรู้ถึงรายละเอียดของคดีนี้ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะแปลคำพิพากษาออกมาเป็นภาษาไทยแล้วก็ตาม  (แต่ควรอ่านภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ซึ่งคนไทยควรจะอ่านคำพิพากษาคดี ปราสาทพระวิหารและควรอ่านความเห็นเอกเทศของผู้พิพากษาแต่ละท่าน รวมถึงความเห็นแย้งของผู้พิพากษาสองท่านที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทยด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ก็จะทำให้เข้าใจคดีประวัติศาสตร์ของคดีนี้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;บทส่งท้าย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ปราสาทพระวิหารแม้จะเป็นซากปรักหักพังที่ยังสร้างไม่เสร็จก็ตาม แต่ปราสาทพระวิหารก็ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์รวมถึงความรู้สึกทางชาตินิยมอย่างเต็มเปี่ยม &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;กาลเวลาที่ผ่านเนิ่นนานไปถึง 46 ปี มิได้มีผลลบความทรงจำของคนไทยที่มีต่อปราสาทพระวิหารนี้แต่อย่างใด ไม่มีสิ่งใดสะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ดีไปกว่า&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ประโยคสุดท้ายของผู้พิพากษาท่านเซอร์เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ ในความเห็นแย้งของท่าน (ซึ่งเป็นผู้พิพากษาท่านหนึ่งในสองท่านที่ตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทย)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;ท่านกล่าวว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:Tahoma;font-size:100%;" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""  &gt;"ดินแดนซึ่งอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นเป็นของประเทศไทย&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทั้งโดยสนธิสัญญาและโดยองค์กรซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ขึ้นตามสนธิสัญญาเพื่อพิจารณากำหนดเส้นเขตแดน&lt;/span&gt;นั้น ในบัดนี้ ได้กลับกลายไปเป็นของกัมพูชา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อังกุศ: บทความนี้มีใจความเสริมขึ้นมาจากบทความเมื่อวันก่อน โดยมีประเด็นหนึ่งที่ต่างกันเล็กน้อยคือ แม้บทความก่อนหน้านี้จะระบุว่า คำพิพากษาไม่มีผลในการบังคับคดี แต่ในบทความนี้ได้กล่าวถึงกลไกบางอย่างที่ใช้บังคับคดีโดยอ้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งสองบทความสอดคล้องกันในเรื่องของความสำคัญของแผนที่ และการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ขัดแย้ง โดยที่ให้ความสำคัญกับการใ้ช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนมากกว่าแผนที่ (ซึ่งไทยเห็นว่าควรใช้แนวสันปันน้ำตามสนธิสัญญาฯ)&lt;br /&gt;การถกเถียงกันในเรื่องของแผนที่จึงเปล่าประโยชน์ (เพราะเราไม่ยอมรับแผนที่ของเขา - ประเด็นที่จะค้นคว้าต่อไป) และการไปทำความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับแผนที่ จึงเท่ากับเป็นการรับรองเขตแดนซึ่งเราสงวนสิทธิ์นี้ไว้มาตลอด&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การขีดแผนที่ลงในพื้นที่ที่เรายังสงวนไว้ จึงไม่ต่างจากการเสียดินแดน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เราควรพิจารณาถึงจุดอ่อนที่เราเคยพลาดมา คือเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนมากกว่าจะเจรจาเรื่องเขตแดน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ประเด็นที่จะค้นคว้าต่อไป&lt;/span&gt;คือ ฝ่ายไทยทักท้วงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา และยังถือสิทธิ์ที่จะเข้าครอบครองดินแดนในอนาคต&lt;br /&gt;หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าเรายังถือว่ามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร (โดยฝ่ายเดียว) และยังสงวนสิทธิ์นี้ไว้เช่นเดียวกับเขตแดน&lt;br /&gt;หากเป็นเช่นนั้น การยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็จะเท่ากับการรับรองอธิปไตยเหนือตัวปราสาท&lt;br /&gt;เท่ากับเป็นการเสียดินแดนอย่างเป็นทางการเช่นกัน&lt;br /&gt;ประเด็นนี้สามารถนำไปสู่ข้อยุติ (ของฝ่ายไทย) ได้ทันที&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-8921543399465499144?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/8921543399465499144/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=8921543399465499144' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/8921543399465499144'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/8921543399465499144'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/46.html' title='46 ปีของคดีปราสาทพระวิหาร ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-3788600840107387786</id><published>2008-06-21T08:03:00.001+07:00</published><updated>2008-06-21T08:04:53.264+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ขอร่วมไว้อาลัยแด่เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวานด้วยครับ</title><content type='html'>หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวณชายแดน ค่ายนเรศวร หัวหิน เพิ่งรับพระราชทานกระบี่ไม่นานมานี้ และเมื่อวานนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของเขา กับวันคล้ายวันเกิดของแม่เขาด้วย&lt;br /&gt;ผู้หมวดโพสต์ไดอารีนี้ไว้ในวันเกิดของเขา จากค่ายที่เขื่อนบางลาง ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือเป็น Modem ครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://polize.diaryis.com/?20080620" target="_blank"&gt;http://polize.diaryis.com/?20080620&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม ไม่มีคำไหนจะอธิบายอีก หากแต่เชื่อว่า ผู้หมวดได้ทำสิ่งที่ผู้หมวดภาคภุมิใจแล้ว ผู้หมวดได้ทำสิ่งที่ผู้หมวดเชื่อมั่นแล้ว  ขอให้กุศลและความปิตินี้ได้นำให้ผู้หมวดได้ล่วงไปสู่ภูมิอันเป็นสุขครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยจิตคารวะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-3788600840107387786?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/3788600840107387786/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=3788600840107387786' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/3788600840107387786'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/3788600840107387786'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/blog-post_21.html' title='ขอร่วมไว้อาลัยแด่เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวานด้วยครับ'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-3264820404731586998</id><published>2008-06-19T07:24:00.005+07:00</published><updated>2008-06-19T09:09:29.039+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Article'/><title type='text'>ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร</title><content type='html'>ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมขอแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับข่าวสารและคำวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ ที่พาดพิงถึงคดีปราสาทพระวิหารอย่างคลุมเครือ และโดยที่ผมบังเอิญมีส่วนใกล้ชิดและอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มมีปัญหาขัดแย้งอันส่งผลไปถึงข้อพิพาทซึ่งเป็นคดีความในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="1ev0" class="ArwC7c ckChnd"&gt; ก่อนอื่น ผมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพื้นฐานบางประการที่อาจอำนวยความกระจ่างแจ้งแก่ประชาชนชาวไทยเกี่ยวกับสถานภาพ&lt;wbr&gt;และผลทางกฎหมายของคำพิพากษาศาลย&lt;wbr&gt;ุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที&lt;wbr&gt;่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 ในคดีปราสาทพระวิหาร ตลอดจนปฏิบัติการและท่าทีของไทยรวมทั้งการคัดค้านคำพิพากษาและข้อสงวนซึ่งไทยได้แถลงต่อคณะกรรมการที่ 6 (กฎหมาย) ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสม&lt;wbr&gt;ัยสามัญที่ 17 ในปีเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.  ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต่างกับศาลภายในในข้อที่ศาลระหว่างประเทศไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากจะได้รับความยินยอมจากร&lt;wbr&gt;ัฐคู่กรณี ในคดีปราสาทพระวิหาร ไทยได้คัดค้านอำนาจศาลแล้วแต&lt;wbr&gt;่แรกเริ่ม แต่ศาลได้มีคำพิพากษาเบื้องต้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1961 ยืนยันอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทั้งๆที่ได้เคยมีการกล่าวอ้างในศาลในคดีอื่นก่อนหน้านั้นว่าคำรับอำนาจศาลถาวรของไทยฉบับแรกมิได้โอนย้ายมาใช้ในศาลยุติธรรมปัจจุบันซึ่งรับช่วงปฏิญญารับอำนาจศาลจากศาลถาวรภายใต้องค์การสันนิบาตชาติตามความในข้อ 36 วรรค 5 แห่งธรรมนูญศาลปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากไทยมิได้เป็นสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งสหประชาชาติมาแต่แรกเริ่มเมื่อ ค.ศ.1945&lt;br /&gt;2. คำฟ้องของกัมพูชาระบุเฉพาะอำน&lt;wbr&gt;าจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ มิอาจขยายให้กว้างออกไปนอกพื้นที่จนครอบคลุมเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดงรัก ฉะนั้น การกล่าวถึงข้อพิพาทในคดีว่าเป&lt;wbr&gt;็น ‘คดีเขาพระวิหาร’ หรือ ‘คดีปราสาทเขาพระวิหาร’ จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ที่ถูกต้องคือ ‘คดีปราสาทพระวิหาร’&lt;br /&gt;โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ต&lt;wbr&gt;ั้งของปราสาท&lt;br /&gt;3. คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงจำกัดเฉพาะภายในกรอบคำร้องที่กัมพูชายื่นฟ้องโดยไม่อาจขยายพื้นที่นอกเหนือจากบริเวณที่ตั้งของปราสาท&lt;br /&gt;4. ข้อ 59 แห่งธรรมนูญศาลกำหนดไว้ว่า คำพิพากษาของศาลไม่มีผลผูกมัดผู้หนึ่งผู้ใดยกเว้นคู่กรณี ได้แก่ไทยและกัมพูชา และเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นในข้อพิพาทเท่านั้น&lt;br /&gt;ฉะนั้น คำพิพากษาจึงไม่อาจขยายไปถ&lt;wbr&gt;ึงคำขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และไม่ผูกพันองค์การยูเนสโกหรือทบวงการชำนัญพิเศษอื่นๆ รวมทั้งศาลซึ่งเป็นองค์กรของสหประชาชาติและศาลระหว่างประเทศอื&lt;wbr&gt;่นๆ อาทิ ศาลกฎหมายทะเล&lt;br /&gt;5. คำพิพากษาของศาลไม่มีกลไกบังค&lt;wbr&gt;ับคดี ในทางปฏิบัติจึงไม่อาจนำมาบังคับคดีได้ แต่ไทยก็ได้ปฏิบัติตามโดยไม่ขัดขืนหรือละเมิดคำพิพากษา ไทยได้ถอนบุคคลากรไทยผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาปราสาทพระวิหาร ย้ายเสาธงชาติไทยออกมานอกพื้นที่ปราสาทพระวิหารและสร้างรั้วล้อมตัวปราสาทไว้ เป็นการถอนการครอบครองปราสาทพระ&lt;wbr&gt;วิหารตามคำพิพากษา&lt;br /&gt;6. เนื่องจากไทยไม่เห็นด้วยก&lt;wbr&gt;ับคำพิพากษา จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาและยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวและตั้งข้อสงวนไว้ โดยไทยถือว่าปราสาทพระวิหารยังอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีกเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง&lt;br /&gt;7. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไทยจึงไม่สมควรเปลี่ยนท่าทีหรือยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับรัฐบาลและป&lt;wbr&gt;ระชามติ&lt;br /&gt;6. หากพิจารณาตามความเป็นจร&lt;wbr&gt;ิงทางภูมิศาสตร์ กัมพูชาไม่อาจเข้ามาครอบครองปราสาทพระวิหารได้โดยง่าย เพราะทางขึ้นเป็นหน้าผาสูงชัน การเดินทางไปปราสาทพระวิหารของชาวกัมพูชาจึงจำเป็นต้องใช้เส้นทางที่ผ่านประเทศไทย&lt;br /&gt;อย่างไรตาม ปัจจุบันปรากฏว่าไทยได้ปล&lt;wbr&gt;่อยปละละเลยและไม่เข้มงวดในการส&lt;wbr&gt;งวนเส้นทางซึ่งเป็นของไทย และปล่อยให้ชาวกัมพูชาผ่านไปมาได้โดยเสรีไม่มีการตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือเก็บค่าผ่านทางแต่ประการใด ฉะนั้น จึงสมควรที่จะนำมาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเข้าออกประเท&lt;wbr&gt;ศมาใช้อย่างเข้มงวด&lt;br /&gt;เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเข&lt;wbr&gt;้าใจผิดและถือสิทธิ์อันมิชอบ ทั้งนี้ โดยยึดหลักการปักปันเขตแดนดังเดิมตามเส้นสันปันน้ำซึ่งไม่มีการทับซ้อนโดยเด็ดขาด&lt;br /&gt;7. คำพิพากษาของศาลในคดีนี้มิได&lt;wbr&gt;้เป็นคำพิพากษาเอกฉันท์ เนื่องจากมีเสียงข้างมากเพียง 9 ต่อ 3 และ 7 ต่อ 5 ในบางประเด็น จึงถือได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของศาลยังมีความเห็นว่าไทยสมควรมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระ&lt;wbr&gt;วิหาร ทั้งนี้โดยที่กฎหมายระหว่างประเทศม&lt;wbr&gt;ีการพัฒนาก้าวหน้าต่อเนื่อง จึงเป็นไปได้ที่ความเห็นจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต&lt;br /&gt;ซึ่งหมายถึงคำพิพากษาแย้งที่ม&lt;wbr&gt;ีเหตุผลอาจเป็นที่ยอมรับนับถ&lt;wbr&gt;ือและปฏิบัติตาม&lt;br /&gt;8. หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าศาลเชื่อในหลักการว่าเส้นสันปันน้ำยังคงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณเทือกเขาดงรัก เส้นสันปันน้ำที่เขาพระวิหารอยู่ที่ขอบหน้าผา ฉะนั้น ถ้าจะมีการสำรวจใหม่ เส้นแบ่งเขตน่าจะเป็นเช่นเดิมโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก ปราสาทพระวิหารจึงยังอยู่ในเขตแดนไทย&lt;br /&gt;9. เพื่อความเข้าใจในคำพิพากษาอย&lt;wbr&gt;่างแจ่มแจ้ง จำเป็นต้องศึกษาโดยอ่านอย่างละเอียดเริ่มแต่หน้าแรกถึงหน&lt;wbr&gt;้าสุดท้าย ในกรณีพิพาทคดีปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่หน้า 1 ถึงหน้า 146 เป็นคำพิพากษาโดยรวม ประกอบด้วยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาแย้งและคำพิพากษาเอกเท&lt;wbr&gt;ศ จึงจำเป็นต้องอ่านโดยตลอดจึงจะเห็นภาพรวมที่สมบูรณ์&lt;br /&gt;ผมได้ตั้งข้อสังเกตข้างต้นเพื่อให้ประชาชนชาวไทยเข้าใจภูมิหล&lt;wbr&gt;ัง จุดยืนและข้อเท็จจริงตลอดจนหลักกฎหมายที่ถูกต้องในส่วนของไทยก่อนที่จะชี้แจงหรือโต้แย้งกับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งต้องดำเนินตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทยและอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของไทย โดยที่กัมพูชาเป็นสมาชิกใหม&lt;wbr&gt;่ของสมาคมอาเซียน&lt;br /&gt;จึงควรที่จะเปิดการเจรจาอย่างสันติวิธีและเที่ยงธรรมโดยอาศัยกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนึ่ง ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเป&lt;wbr&gt;็นคดี ‘ปราสาทพระวิหาร’ ทั้งในภาษาไทย อังกฤษและฝรั่งเศส หาใช่คดี ‘เขาพระวิหาร’ หรือ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อังกุศ: จากประเด็นนี้ จึงไม่น่าจะต้องมีการนำเรื่องของเขตแดนมาเจรจาอีก และหากจะเจรจา ก็น่าจะเป็นการเจรจาเพื่อให้ปราสาทอยู่ในเขตแดนไทย และ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ไม่ควรจะต้องไปรับรองแนวเขตแดนตามคำพิพากษานี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องมรดกโลก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;ท้ายเรื่อง: ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทย&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.thaiembassy.jp/rte0/content/view/846/227/"&gt;http://www.thaiembassy.jp/rte0/content/view/846/227/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra01190251&amp;amp;day=2008-02-19&amp;amp;sectionid=0131"&gt;เปิดแฟ้มคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร 15 มิถุนายน พ.ศ.2505&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://tumtoilet3.tarad.com/product.detail.php?id=1175407#"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 400px;" src="http://tumtoilet3.tarad.com/shop/t/tumtoilet3/img-lib/spd_20070809230532_b.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://tumtoilet3.tarad.com/product.detail.php?id=1175407#"&gt;คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร แปลโดยกระทรวงต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-3264820404731586998?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/3264820404731586998/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=3264820404731586998' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/3264820404731586998'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/3264820404731586998'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/blog-post.html' title='ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-8344158782904459602</id><published>2008-06-03T06:32:00.002+07:00</published><updated>2008-06-03T06:40:34.192+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>Season Change แล้วก็ รักแห่งสยาม</title><content type='html'>วันนี้ได้นั่งดูหนังเรื่อง Season change อีกครั้ง ที่บ้าน ดูตามแฟนไปแต่ก็รู้สึกชอบด้วยครับ ชอบหลายๆอย่างในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่บทประพันธ์ที่เสนอเรื่องราวความรักความผูกพันหลากแบบของตัวละคร ทั้งความรักของพ่อแม่ ความรักของคนในวัยเดียวกัน การแสดงออกถึงความรู้สึกทั้งที่แสดงออกมาตรงๆและซ่อนเร้น ผู้แสดงแต่ละคนแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ คงเพราะผมไม่รู้จักชื่อเสียงของตัวละครสำคัญๆเลยสักคนเดียว ก็เลยไม่มีภาพของตัวตนเดิมๆของพวกเขา ทำให้มองไปว่าเป็นบุคลิกของเขาเองโดยสนิทใจ ส่วนนักแสดงบางคนเช่นดีเจโอปอล์ก็แสดงได้ดีอยู่แล้ว ผมชอบการแสดงของเธอมาตั้งแต่เรื่องก่อนๆ เธอเป็นคนที่มีทักษะในการสื่อด้วยเสียงและสำเนียงพูดในระดับที่เรียกว่า "ศิลปิน" ได้เลย&lt;br /&gt;เนื้อเรื่องเดินและคลี่คลายไปเรื่อยๆ ดูสบายๆแต่ก็ไม่มีอะไรขัดตา ผมเองโดยส่วนตัวจะรำคาญ Acting แบบหนังไทยเดิมๆที่ทำซ้ำๆ พระเอกต้องแบบนี้ ตลกต้องแบบนี้ เหมือนแขวนป้ายไว้กับหน้าอกตัวแสดง (ไม่ใช่เฉพาะหนังไทยหรอกครับ เกมโชว์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลีก็มี Acting ซ้ำๆน่ารำคาญไปตามสไตล์ของตัวเองเช่นกัน)&lt;br /&gt;ดูแล้วเพลิน สบายๆแล้วก็น่ารักตามประสาวัยรุ่นใสๆ แทรกเกร็ดเกี่ยวกับดนตรี ทำให้หนังเรื่องนี้พอมีสาระแนบไปด้วย นอกไปจากสาระแบบเด็กๆวัยรุ่นที่ก็ต้องบอกว่าใช้ได้ ไม่หนักแบบผู้ใหญ่ แต่ก็บอกได้เลยว่าไม่ใช่เหลวไหลเลื่อนเปื้อนไป อย่างที่ผู้ผลิตบางกลุ่มมักจะทำให้มองวัยรุ่นไปในทำนองว่าหาสาระไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังจบไปแล้วพอจะลงมือเขียนบล็อกนี้ก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้คือ รักแห่งสยาม ซึ่งผมก็ดู DVD ที่บ้านอีกตามเคย หนังเรื่องนี้ตอนลงโรงฉายก็ได้อ่านคำวิจารณ์พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเกย์ และฉากหนึ่งคือตอนที่นก สินจัย กินไข่พะโล้&lt;br /&gt;แต่พอดูเองกลับรู้สึกประทับใจ และเห็นประเด็นพวกนี้ต่างออกไปจากที่อ่านคนอื่นวิจารณ์ แล้วก็ไม่เห็นใครค่อยเขียนถึงแง่มุมที่ผมเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มเรื่องเลยก็มีแง่มุมที่ประทับใจผมเข้าให้แล้ว ด้วยคำถามที่ว่าทำไมถึงสนใจดนตรี คำถามง่ายๆและใครๆก็ตอบได้ง่ายๆแต่ตัวเอกของเรื่องตอบว่า เขาใช้ดนตรีเพื่อเล่าเรื่องราวสำคัญให้กับคนที่สำคัญของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดนมั้ยล่ะครับนั่น โดนไปเต็มๆครับสำหรับคนที่เคยใช้เวลาทั้งซัมเมอร์นอนกอดกีตาร์ เพื่อจะเล่นให้เป็นให้ได้ เพื่อเอาชนะใจเด็กสาวน่ารักคนหนึ่ง เพราะไอ้หนุ่มคู่แข่งมันเล่นกีตาร์เป็น นั่นคือเรื่องของผมเองเมื่อสามสิบปีก่อน&lt;br /&gt;ดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แรงบันดาลใจพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่ อย่างเช่นเด็กวัยรุ่น และหากเขาผ่านมันมาได้ด้วยความมุ่งมั่น สิ่งนี้จะหล่อหลอมให้เขารู้จักศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในความอุตสาหะโดยสุจริต เป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างมากนะครับที่เด็กวัยรุ่นควรมีโอกาสได้ผ่าน ไม่เช่นนั้นแล้วก็ยากที่เขาจะรู้ว่าเขามีจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิต และจะทำอย่างไรกับจุดมุ่งหมายนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วตัวเอกของเรื่องก็ได้ใช้ดนตรีเืพื่อสื่อความรู้สึกของเขาต่อคนสำคัญได้อย่างที่ตั้่งใจ บทประพันธ์สื่อถึงเรื่องราวของความรักความผูกพันของคนต่างบทบาทเช่นเดียวกับ Season Change แต่เป็นบทบาทและแง่มุมที่ต่างออกไป เรื่องของเกย์นั้นเรียกว่าเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของทั้งหมด เป็นเพียงการนำเสนอความรักความผูกพันในอีกรูปแบบเท่านั้น แม้่ว่าจะไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่หากเทียบกับหนังในแนวพระเอกกับผู้ร้าย นางเอกกับนางอิจฉาที่เราทำซ้ำๆกันมานับสิบปี ก็มีความไม่ถูกต้องไม่ใช่เหรอครับ ในขณะเดียวกันประเด็นของเกย์นี้ในเนื้อเรื่องก็แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดใจ ทั้งของผู้ใหญ่และตัวเด็กเอง และในที่สุดพวกเขาก็ผ่านจุดนี้ไปได้ ผ่านไปอย่างคนที่มีพื้นฐานจิตใจที่ดี ไม่ได้แก้ปัญหาชีวิตด้วยการซ้ำเติมให้หนักเข้าไปอีก&lt;br /&gt;ฉากนก สินจัย กินไข่พะโล้ไม่โดนใจผมอย่างที่ได้อ่านจากใครๆวิจารณ์ถึง แม้ว่าจะสื่อถึงความเสียสละ อดทนของคนที่เป็นแม่ ก็โอเคครับแต่ฉากที่โดนใจผมกลับเป็นฉากที่แทบไม่มีใครพูดถึงเลย คือเรื่องราวของภาพถ่ายซึ่งไม่มีภาพของลูกสาวคนที่หายไปอยู่ในภาพนั้น คนที่เป็นพ่อมองภาพนั้นแล้วคร่ำครวญถึงสิ่งที่หายไป ทั้งจากในภาพและจากชีวิตของเขา (ซึ่งคร่ำครวญนานไปหน่อยจนผมชักรำคาญ) แต่แล้วก็ได้ตระหนักในทีุ่สุดว่า ที่ภาพนั้นไม่มีภาพของลูกสาวที่หายไป&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ก็เพราะภาพนั้นเป็นภาพที่เธอเป็นคนถ่าย&lt;/span&gt; เธอไม่ได้หายไปไหนแต่กำลังมองภาพนี้ด้วยสายตาเดียวกันกับคนที่มองภาพนี้อยู่ หนังมาถึงฉากนี้พร้อมกับกระทบใจผมอย่างแรงเมื่อได้นึกถึงว่า ทุกครั้งที่มองภาพนั้น ก็เหมือนกับว่าคนที่หายไปนั้น แท้จริงก็อยู่ที่เดียวกับที่เรากำลังมองอยู่ เธออยู่ในตัวเรา ในใจเราตลอดเวลาแต่เราไม่เคยรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเดินเรื่องและคลี่คลายไปด้วยดีเช่นเดียวกับ Season Change แต่มีเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องมีจุดที่กระทบจิตใจได้มากกว่า แต่ทั้งสองเรื่องก็ทำให้ผมหันไปบอกกับแฟนว่า ซื้อแผ่นไว้เถอะ ผมอยากเสียเงินให้กับคนที่ทำหนังสองเรื่องนี้ เขาควรจะได้รับมันถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ซื้่อตั๋วเข้าไปดูในโรง ก็ขอให้เขาขายแผ่นได้ก็แล้วกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-8344158782904459602?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/8344158782904459602/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=8344158782904459602' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/8344158782904459602'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/8344158782904459602'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/06/season-change.html' title='Season Change แล้วก็ รักแห่งสยาม'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-66956709624774843</id><published>2008-04-28T22:45:00.001+07:00</published><updated>2008-06-03T06:37:58.550+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>ตัวร้อยขา</title><content type='html'>&lt;SPAN style='FONT-SIZE: 10pt; FONT-FAMILY: Arial; FONT-WEIGHT:Normal;'&gt;วันนี้ได้เห็นข่าวผ่านตาทาง twitter ไม่ได้อ่านหรอกครับ แค่เห็นหัวข่าว ก็คงเรื่องเดิมๆ อีกเรื่องหนึ่งในสังคมของเรา ซึ่งไม่รู้ว่าเราจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะผ่านมันไปได้&lt;br&gt;เรื่องตัวร้อยขาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บวกกับความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆที่ฉุดรั้งสังคมของเรามานานแสนนาน&lt;br&gt;&lt;br&gt;ปกติท่อประปาจะเป็นระบบท่อที่มีน้ำอยู่เต็มท่อและไหลอยู่ตลอดเวลา ความดันในท่อจะสูงกว่าความดันนอกท่อเสมอ สังเกตได้จากหากท่อรั่วหรือแตก ก็จะมีน้ำพุ่งออกมาจากรอยรั่ว ความดันนี้ทำให้ไม่มีอะไรเข้าในท่อได้โดยง่ายแม้ท่อจะแตกหรือรั่ว&lt;br&gt;น้ำที่ไหลตลอดเวลาทำให้การสะสมของตะกอนมีน้อย โดยรวมคือ ปกติน้ำประปาจะเป็นน้ำที่สะอาด หากกระบวนการผลิตได้น้ำที่สะอาดตั้งแต่แรกแล้ว น้ำที่ออกมาจากก๊อกก็จะสะอาดด้วย&lt;br&gt;ที่ว่าน้ำประปาตามปกติสะอาดดื่มได้นั้น จริงนะครับ ในพื้นที่ที่สามารถผลิตน้ำสะอาดระดับนั้นได้ และผู้ใช้น้ำไม่เห็นแก่ตัว&lt;br&gt;&lt;br&gt;ประปาบางพื้นที่ อาจจะไม่เพียงพอ ทำให้น้ำไหลบ้างไม่ไหลบ้าง ปั๊มน้ำจึงมักจะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับผู้ใช้น้ำ แต่น่าเสียดายที่เราติดตั้งปั๊มน้ำกันอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเห็นแก่ตัว&lt;br&gt;การติดตั้งปั๊มน้ำเพื่อชดเชยความไม่พร้อมของระบบส่งน้ำ เราจะต้องมีถังพักน้ำครับ เอาน้ำประปาใส่ถังนี้แล้วใช้ปั๊มสูบออกมาจากถังจ่ายเข้าบ้าน วิธีนี้เราจะมีน้ำที่แรงและมีีใช้ตลอดแม้น้ำประปาจะไม่ไหลเลย ขอให้มีน้ำในถัง และหากเรามีท่อ Bypass พร้อมวาล์วกันไหลย้อนกลับ ก็จะทำให้เราหยุดใช้ปั๊มได้ โดยอาศัยแรงดันของน้ำประปาจากท่อตามปกติ ในเวลาที่น้ำไหลดี&lt;br&gt;&lt;br&gt;แต่ปรากฏว่าวิธีการติดตั้งปั๊มของเราที่พบเห็นส่วนใหญ่ กลับกลายเป็นการติดตั้งโดยไม่มีถังพักน้ำ หรือมีแต่ก็ไม่ได้ให้ปั๊มสูบจากถังพัก กลับไปดูดจากท่อน้ำประปาแทน&lt;br&gt;มีข้อเท็จจริงที่เรียกว่าเป็นสัจจธรรมเลยก็ว่าได้คือ ปั๊มน้ำสร้างแรงดันให้น้ำ แต่ผลิตน้ำไม่ได้นะครับ ถ้าไม่มีน้ำให้ปั๊มซะอย่าง ให้ปั๊มใหญ่ยักษ์แค่ไหนก็ไม่มีน้ำให้ การติดตั้งแบบนี้จึงให้ได้แค่น้ำที่แรงขึ้น&lt;br&gt;ในเวลาที่มีน้ำไหล แต่ถ้าน้ำไม่ไหลก็ไม่มีน้ำ&lt;br&gt;การติดตั้งแบบนี้คนที่อยู่ต้นน้ำจะแย่งน้ำจากคนที่อยู่ถัดไป จนในที่&lt;br&gt;่สุดคนหลังๆจะไม่มีน้ำใช้ ถึงแม้ว่าทุกบ้านจะมีปั๊มเหมือนๆกันหมดเพื่อหวังแย่งชิงน้ำกับเพื่อนบ้านก็ตาม&lt;br&gt;นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ผมได้พบว่า ปั๊มน้ำที่ขายในบ้านเรามีสเปคระดับเทพ เทพยังไงเหรอครับ ปั๊มน้ำโดยทั่วไปจะพังจากการเดินโดยไม่มีน้ำ แต่ปั๊มน้ำที่ขายในบ้านเราสามารถจะ Run dry ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่พัง เพราะต้องทนกับการติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง พยายามดูดน้ำจากท่อเปล่าๆได้&lt;br&gt;พอมองเห็นปัญหาทางวิศวกรรมแบบบ้านเรามั้ยครับ ว่าเราเล่นของสเปคสูงๆกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าจะได้ประโยชน์อะไรจริงจัง&lt;br&gt;&lt;br&gt;ผลเสียที่ตามมานอกจากระบบที่ไม่คุ้มค่า (เพราะแทบไม่เกิดประโยชน์จากการใช้ปั๊ม หรือได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควร) ก็คือ ท่อน้ำประปาที่ควรจะมีความดันน้ำอยู่ตลอดเวลา (แม้จะน้อยเพราะไหลเอื่อยๆ) กลายเป็นท่อเปล่าที่มีความดันเป็นสุญญากาศเพราะปั๊มของแต่ละบ้านช่วยกันดูดท่อเปล่าๆ&lt;br&gt;สุญญากาศนี้จะดูดเอาสิ่งแปลกปลอมภายนอกท่อเข้าไปตามรอยแตกรอยรั่วด้วย แน่นอนครับไม่สะอาดแน่ รวมทั้งตัวอ่อนของเจ้าตัวร้อยขาที่จะเข้าไปเจริญเติบโตในท่อ (และที่แย่กว่าตัวร้อยขาคือเชื้อโรคที่มองไม่เห็น) &lt;br&gt;เรื่องของตัวร้อยขาจึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของการประปาเสียทีเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้น้ำด้วยครับ&lt;br&gt;&lt;br&gt;เรากำลังสร้างสังคมที่แต่ละคนอยากทันสมัย มีวัตถุทัดหน้าเทียมตาคนอื่น แต่เรากลับละเลยการขวนขวายทำความเข้าใจ ต่างทำไปตามๆกันโดยไม่รู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น สนใจเพียงสิทธิของตนที่จะครอบครองได้ทัดเทียมผู้อื่น หรือแม้แต่ครอบครองได้มากกว่าคนอื่นแต่ละเลยหน้าที่จะต้องทำความเข้าและเท่าทันวัตถุด้วย&lt;br&gt;คำว่า ไม่รู้ ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ได้ยินเป็นอันดับแรกหลังจากเกิดผลเสีย ไม่ได้ช่วยให้ผู้พูดได้รอดพ้้นไปจากผลกระทบนั้นๆได้เลย&lt;br&gt;หากเรายังเดินหน้าไปพร้้อมกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บวกกับความเห็นแก่ตัวแบบนี้ต่อไปในสังคมที่ซับซ้อนขึ้นทุกทีโดยเราไม่พัฒนานิสัยไฝ่รู้ขึ้นมา ก็เท่ากับเรากำลังเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเราและสังคมมากขึ้นเรื่อยๆโดยเราเข้าใจไปว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตนั้นจะปัดเป่าความทุกข์และสร้างสุขให้เรา&lt;br&gt;เป็นวังวนที่ยากจะหลุดออกมาได้ มีแต่จะจมลึกลงสู่ห้วงทุกข์มากขึ้น&lt;br&gt;&lt;br&gt;เราต้องปรับทัศนคติของเรา และไม่สามารถรีรอได้อีกแล้ว&lt;/SPAN&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-66956709624774843?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/66956709624774843/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=66956709624774843' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/66956709624774843'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/66956709624774843'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/04/blog-post_28.html' title='ตัวร้อยขา'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-6868910065163110094</id><published>2008-04-21T08:25:00.003+07:00</published><updated>2008-04-21T08:53:10.934+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>Freeze Bangkok</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://www.locr.com/photo_detail.php?id=13345029&amp;amp;ref=7&amp;amp;index=0&amp;amp;userprofileid=1466194&amp;amp;privacy=0"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 400px;" src="http://www.locr.com/photos/000/e1/40/e140e9ea421d925c49510d9e4ad003b8_M.jpg?time=1208742602" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวาน (วันอาทิตย์ 20 เม.ย.) พาครอบครัวไปพบปะเพื่อนฝูงตามปกติ คราวนี้สวนลุมฯเช่นเคย ตามประสาคนไม่ค่อยชอบเดินห้าง วันนี้มีวงดนตรีเยาวชน Youth Orchestra ซึ่งยังเล่นดนตรีได้น่าฟังและน่ารักเช่นเดิม แต่ผิดหวังพอสมควร (ถึงมาก) กับเพลงร้องที่เอาผู้ใหญ่มาร้อง และต้องบอกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ยังร้องเพลงไม่เป็น (เมื่อเทียบกับความสามารถในการเล่นดนตรีของเด็กๆแล้วต้องบอกว่าน่าอายมาก อย่ามาแสดงดีกว่า) บางท่านที่ร้องเพลงเป็นก็มาร้องเพลงในแนวที่ตนเองไม่เป็น เพราะถนัดร้องเพลงไทยแต่มาร้องเพลงฝรั่ง เทคนิคการร้องมันต่้างกันนะครับ ร้องเพลงไทยไม่ผิดหรอก เพลงไทยของเราก็มีเทคนิคที่ฝรั่งก็ยากที่จะทำได้ แต่เราก็อย่าไปร้องเพลงที่เราไม่ถนัดก็แล้วกัน จะร้องก็ร้องฟังเองคนเดียว นอกจากเทคนิคที่ต่างกันแล้ว การออกเสียงก็ต่างกันด้วย ผู้ร้องออกเสียงตัว R ด้วยเสียงตัว ร.เรือ คนละเรื่องเลยนะครับ&lt;br /&gt;และที่รู้สึกแย่มากๆจนต้องลุกออกมาก่อน ก็ตอนที่ร้องเพลง Memory เพลงนี้สำหรับผมเป็นหนึ่งในเพลงศักดิ์สิทธิ์นะ ใครจะร้องก็ต้องถึงๆหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ไม่ผิดหรอกนะครับว่าใครจะถนัดเพลงไทยหรือเพลงฝรั่ง ทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด น่าชื่นชมกว่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาเดียวกัน ในสถานที่ไม่ห่างกันนัก ก็มีเพื่อนๆในอีกแนวหนึ่ง กำลังทำกิจกรรม &lt;a href="http://viralthai.ning.com/forum/topic/show?id=2061060%3ATopic%3A1644"&gt;Freeze&lt;/a&gt; ที่แถวๆทางเดินเหนือสี่แยกหน้ามาบุญครอง กับ Siam Discovery แล้วก็มาที่ Siam Paragon ด้วย กิจกรรมนี้รูปแบบก็คือ พอได้เวลาที่กำหนด อาสาสมัครของกิจกรรมนี้ก็จะหยุดอยู่ที่ท่าที่ตนเองกำลังทำอยู่ในขณะนั้น หยุดนิ่งๆอยู่ประมาณ 5 นาทีจนมีสัญญาณหมดเวลา (สัญญาณอาจจะเป็นได้หลากหลายแล้วแต่ตกลงกัน)&lt;br /&gt;การประสานงานกิจกรรมพวกนี้น่าสนใจนะครับ ทุกคนมาจากต่างที่กัน ติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ต แล้วมาพบกันในช่วงเวลาที่นัดไว้ แล้วนัดแนะว่าพื้นที่กิจกรรมจะอยู่บริเวณไดบ้าง ใช้อาณัตสัญญาณแบบไหน ดูๆแล้วเป็นเหมือนการวางแผนรบหรือวางแผนการทำงานที่ต้องประสานกัน เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจตรงจุดนี้แหละครับ บ้านเราควรฝึกฝนการทำงานเป็นกลุ่มให้มากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คนอายุมากๆบางคนอาจจะมองว่าเป็นการซึมซับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมาใช้กันง่ายๆ ไม่สนใจวัฒนธรรมของตนเอง แล้วตั้งข้อรังเกียจวิพากษ์วิจารณ์ ก็คงเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ครับ ถ้าเกิดเขารู้สึกขัดหูขัดตา หรือแม้กระทั่งไปเกะกะเขา&lt;br /&gt;แต่หากจะไปต่อว่าเขาในทำนองนั้น ก็อยากขอให้ผู้อาวุโสสะกิดใจสักนิดครับ ว่าเราเป็นแบบนี้กันมานานแล้ว (ครับ รวมทั้งสมัยของผู้อาวุโสด้วย) ที่ไปเอาวัฒนธรรมชาวบ้านเขามาใช้ง่ายๆ อย่างที่จะเทียบกับ Freeze ก็คือการยืนตรงเคารพธงชาติ (ที่อาจจะไม่มีในบริเวณใกล้ๆกันนั้น) นี่แหละ ที่เราเอามาใช้กันช่วงรัฐบาลเผด็จการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน ก็เอามาจากญี่ปุ่น และเดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเขาก็เลิกทำไปแล้ว ไม่ใช่วัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดมาเนิ่นนานอะไร แต่เดี๋ยวนี้หากใครไม่ทำตาม หรือไปวิพากษ์วิจารณ์เข้าก็จะเกิดอาการ "จะเป็นจะตาย" กัน ลองตรองดูนะครับ ว่าเราเข้าใจคำว่าวัฒนธรรมกันมากน้อยแค่ไหน จริงๆแล้วอะไรควรอะไรไม่ควร อะไรคือรูปแบบอะไรคือสาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากฟังเพลง แล้วก็จบที่ฟังเพลง แต่คนละแง่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-6868910065163110094?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/6868910065163110094/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=6868910065163110094' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/6868910065163110094'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/6868910065163110094'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/04/freeze-bangkok.html' title='Freeze Bangkok'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-221667512485273276</id><published>2008-04-09T16:43:00.002+07:00</published><updated>2008-04-09T17:21:22.468+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Travel'/><title type='text'>บันทึกการเดินทาง, นางาซากิ</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;25 พฤศจิกายน 2550&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นางาซากิ&lt;br /&gt;เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหลายอย่าง แต่แดดใสๆนอกอาคารช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้มาก ยังเหลือเวลาอีกพอสมควรก่อนถึงเวลานัด ผมเลย&lt;br /&gt;เดินต่อไปอีกหน่อย เป็นที่ตั้งของ Peace park ซึ่งอยู่บนเนินเล็กๆถัดไป&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://lh6.google.com/angkut/R0yp5MWN8WI/AAAAAAAAByA/q12VGHncq1w/IMG067.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand" alt="" src="http://lh6.google.com/angkut/R0yp5MWN8WI/AAAAAAAAByA/q12VGHncq1w/IMG067.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ขึ้นมาถึงก็เจอน้ำพุ Peace fountain ตรงหน้าเพียงเดินขึ้นมาถึงยอดเนิน แดดบ่ายส่องจากด้านหลังของผม กระทบละอองน้ำแล้ววาดโค้งรุ้งลอยคลอเคลียฝอยน้ำ เลยลึกเข้าไป&lt;br /&gt;เห็นรูปปั้น Peace statue สีฟ้าหม่นเป็นฉากหลัง ผมยืนบันทึกภาพนี้ไว้ด้วยตาเปล่า เพราะในระยะขนาดนี้ กล้องติดโทรศัพท์ไม่สามารถถ่ายทอดอะไรได้นอก&lt;a href="http://lh4.google.com/angkut/R0yp6sWN8XI/AAAAAAAAByI/PR72Qc9XLf8/IMG069.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand" alt="" src="http://lh4.google.com/angkut/R0yp6sWN8XI/AAAAAAAAByI/PR72Qc9XLf8/IMG069.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;จากแค่ถ่ายภาพติด&lt;br /&gt;แต่เทียบอะไรไม่ได้กับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เลย นึกถึงสมัยที่แบกกล้องเที่ยวถ่ายรูป แม้จะเมื่อยล้ากับอุปกรณ์หนักหลายกิโล แต่ก็ไม่ต้องมารู้สึกเสียดายกับช่วงเวลาแบบนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;หามุมถ่ายรูปน้ำพุเท่าที่เลนส์จากกล้องจำเป็นตัวนี้จะถ่ายทอดความรู้สึกและความทรงจำได้ จากนั้นก็เดินต่อไปที่ Peace statue ประติมากรรมขนาดใหญ่สีฟ้าหม่นทาบท้องฟ้าสีคราม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://lh6.google.com/angkut/R0yp5MWN8WI/AAAAAAAAByA/q12VGHncq1w/IMG067.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://lh6.google.com/angkut/R0yqBMWN8dI/AAAAAAAABy4/W2tA7NSnoik/IMG077.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand" alt="" src="http://lh6.google.com/angkut/R0yqBMWN8dI/AAAAAAAABy4/W2tA7NSnoik/IMG077.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มีเสียงภาษาญี่ปุ่นจากนักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งขอให้ผมช่วยถ่ายรูปให้เธอหน่อย ผมรับกล้องจากเธอแล้วขยับให้ได้ภาพครึ่งตัว กับ Peace statue เป็นฉากหลัง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ต้องให้เห็นมากพอว่านี่คือ Peace statue ด้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผู้หญิงจะคาดหวังเรื่องการถ่ายรูปต่างจากช่างภาพผู้ชาย เธอต้องการภาพของตัวเธอและหมู่คณะของเธอเป็นสำคัญ ส่วนฉากหลังเป็นแค่ตัวประกอบเพื่อเป็นพยานว่าเธอได้มาถึงที่นั่น การถ่ายเพียงภาพสถานที่โดยไม่มีตัวเธอเด่นอยู่ในภาพเป็นการกระทำที่เสียฟิล์ม เสียหน่วยความจำไปเปล่าๆ ภาพแบบนั้นเธอไปหาซื้อโปสการ์ดเอาก็ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ดังนั้นหากจะถ่ายภาพผู้หญิง เน้นการถ่ายภาพบุคคลไว้ครับ อย่าเน้นถ่ายภาพทิวทัศน์เป็นอันขาด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://lh6.google.com/angkut/R0yp5MWN8WI/AAAAAAAAByA/q12VGHncq1w/IMG067.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://lh6.google.com/angkut/R0yqBMWN8dI/AAAAAAAABy4/W2tA7NSnoik/IMG077.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://lh4.google.com/angkut/R0yqCsWN8eI/AAAAAAAABzA/v3mSDb-eZVo/IMG080.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand" alt="" src="http://lh4.google.com/angkut/R0yqCsWN8eI/AAAAAAAABzA/v3mSDb-eZVo/IMG080.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงจุดที่มองเห็นวัดคาทอลิกอุราคามิ จากจุดนี้ต้องเดินต่อไปอีกเล็กน้อย แต่ผมคิดว่ากลับไปที่โรงแรมก่อนดีกว่า อาบน้ำและนั่งพักสักหน่อย เสียดายแดดสวยๆแบบนี้เหมือนกัน เพราะวันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีแดดก็ได้เดินกลับมาทางเดิมแล้วนั่งรถรางกลับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;นึกถึงในกรุงเทพฯกำลังจะมีระบบขนส่งคล้ายๆแบบนี้ คือเป็นรถที่วิ่งในทางบังคับแต่อยู่บนผิวถนนเดียวกับรถยนต์ ติดไฟแดงเหมือนกัน&lt;br /&gt;แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะวิ่งแย่งกันรับผู้โดยสาร หรือจอดนอกป้าย จอดแช่ป้าย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การกระทำอย่างนั้นแสดงถึงความเห็นแก่ตัวและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะหากขับรถรับผู้โดยสารไปตามปกติทุกคัน ก็จะได้ผู้โดยสารใกล้เคียงกันในช่วงเวลาเดียวกันอยู่แล้ว เพราะผู้โดยสารมีจำนวนที่ค่อนข้างแน่นอนจำนวนหนึ่งซึ่งต้องขึ้นรถสายนั้นแน่ๆ เขาขึ้นคันนี้ไม่ทัน เขาก็ต้องขึ้นคันถัดไป การจอดแช่ป้ายไม่ได้เพิ่มจำนวนผู้โดยสารในระบบ และจริงๆแล้วก็ไม่ได้เพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้กับคันไดคันหนึ่งหรอก เพราะผู้โดยสารจะทยอยเดินทางมารอรถเมล์ต่างช่วงเวลากัน การแช่ป้ายเป็นเพียงการเสียประโยชน์ของทุกฝ่ายเท่านั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ระบบรถรางที่ใช้พื้นทีร่วมกับรถยนต์แบบนี้ เหมาะกับเมืองเล็กๆที่ต้องการชลอการเพิ่มของรถยนต์ในเมืองที่บ้านเรือนมีขนาดเล็ก ไม่มีอาคารใหญ่ๆ มีที่จอดรถจำกัด มันเทียบกันไม่ได้กับระบบขนส่งมวลชนที่ใช้เส้นทางของตัวเองสำหรับขนส่งคนจำนวนมากท่ามกลางการจราจรติดขัดอย่างในมหานครใหญ่ๆเช่นกรุงเทพฯ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมืองใหญ่ๆอย่างโตเกียวเคยประสบปัญหาการขนส่งมวลชน (โดยรถไฟไต้ดิน) ไม่พอเพียงถึงขนาดที่ว่ารถแน่นจนต้องจัดเจ้าหน้าที่มาดันคนอัดเข้าไปให้ปิดประตูรถไฟได้ คนโตเกียวส่วนใหญ่อยู่บ้านขนาดเล็กมากไม่ต้องพูดถึงที่จอดรถหรือค่าใช้จ่ายในการใช้รถ ก็ต้องทนกับรถแน่นๆแบบนั้นอยู่หลายปี&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ดูเหมือนคนกรุงเทพฯจะสบายกว่าคนโตเกียวตรงที่มีทางเลือกซื้อรถยนต์มาติดกันเป็นแพโดยไม่ยอมไปอัดกันในระบบขนส่งมวลชนอย่างในโตเกียวแต่ก็อย่างว่าแหละครับ คนโตเกียวอัดกันอยู่ในรถไฟ แต่ก็เดินทางรวดเร็วตามกำหนดเวลา แต่รถเมล์แน่นเป็นปลากระป๋องที่ต้องไปติดอยู่กลางถนนด้วยนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมว่ารถราง BRT เป็นแค่ความพยายามสร้างผลงานอะไรสักอย่าง ผลงานที่วันหนึ่งอาจจะเป็นแค่เพียงอนุสาวรีย์ไว้ประจานเจ้าของผลงานเท่านั้นเอง เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯต้องการระบบขนส่งมวลชนที่เดินทางบนทางของตัวเองที่ทั่วถึง รวดเร็วและกำหนดเวลาได้ ไม่ใช่แค่ระบบสำหรับชลอการเพิ่มของรถยนต์อย่าง BRT เพราะกรุงเทพฯได้ผ่านสถานะนั้นไปแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;กลับมาถึงโรงแรม เจ้าหน้าที่ส่ง Key card ให้พร้อมกับแจ้งว่ากระเป๋าของผมไปรออยู่บนห้องแล้ว ผมขอบคุณแล้วขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องพักญี่ปุ่นไม่ว่าที่ไหนก็มีที่ทางจำกัดจำเขี่ยไปหมดครับ ห้องพักโรงแรมมีขนาดเพียงประมาณหนึ่งในสามของห้องพักโรงแรมในบ้านเราเท่านั้นเอง มีเตียงขนาดนอนได้คนเดียวอยู่หนึ่งเตียง โต๊ะทำงานพร้อมกระจกซึ่งอยู่ติดกับเตียงชนิดลุกจากเตียงก็นั่งเก้าอี้ได้เลย ห้องน้ำทางด้านหน้าซึ่งหากเปิดประตูออกมาก็จะขวางทั้งห้องไว้ได้ ตู้เก็บของต่างๆเป็นแบบ Built-in ลงตัวและไม่เปลืองที่ แต่สำหรับคนที่อยู่บ้านชั้นเดียวพื้นที่กว้างๆอย่างผมรู้สึกมันเล็กมาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;จัดของเสร็จก็อาบน้ำแล้วนั่งอ่านพวกเอกสารแนะนำตัวเมืองเพิ่มเติมจากที่ค้นคว้ามาก่อนหน้านี้ วันพรุ่งนี้ผมคงมีเวลาแค่เดินดูอะไรได้อีกนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ยังนับว่าเยอะครับหากเทียบกับการมาธุระต่างประเทศครั้งก่อนๆ เพราะปกติผมมักจะได้อยู่แค่ในห้องประชุมเท่านั้น เสร็จงานก็บินกลับ มาคราวนี้มาเมืองไกลปืนเที่ยงหน่อย ไม่มีไฟลต์ตรงจากกรุงเทพฯก็เลยมีเวลามากขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สมัยนี้เมืองไหนที่ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯเนี่ย ต้องเรียกว่าบ้านนอกแล้วหละครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ได้เวลาเจ้าหน้าที่ของลูกค้าก็โทรศัพท์ขึ้นมาที่ห้อง บอกว่ารออยู่ที่ล็อบบี้ ผมวางหูแล้วก็ลงลิฟต์ไปเลย เราคุยกันถึงรายละเอียดของการบรรยายพรุ่งนี้ ผมชอบวิธีทำงานแบบนี้นะ ซักซ้อมกันชัดเจนแม้ว่าจะเป็นการบรรยายที่สั้นมาก แล้วก็มาซักซ้อมกันตอนเย็นวันอาทิตย์อีกต่างหาก ถ้ามองในแง่ของช่วงเวลาทำงานแล้วก็ออกจะเอาจริงเอาจังไป ทำเหมือนไม่มีบ้านช่องจะอยู่ แต่ถ้ามองในเรื่องของความเอาใจใส่ในการทำงานแล้วต้องนับว่าเยี่ยม การบรรยายช่วงเช้าพรุ่งนี้นอกจากผมแล้วยังมีบริษัทอีกแห่งหนึ่งจากมาเลเซียมาบรรยายด้วย เรื่องที่จะบรรยายของเขาเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบปรับอากาศ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อนิจจา แค่ช่วงเช้าก็บรรยายเข้าไปสองระบบ เฉพาะเนื้อหาในส่วนของผมก็มากพอที่จะใช้เวลาบรรยายสองวันได้สบายๆ แต่คราวนี้ผมมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;คุยกันเสร็จทางมิตซูบิชิก็พาไปหาอาหารทานกันที่ร้านใกล้ๆ อาหารก็พื้นๆสำหรับสมัยที่หาอาหารญี่ปุ่นกินได้ทุกห้างอย่างวันนี้ สมัยก่อนจะกินอาหารญี่ปุ่นในบ้านเรานี่เรื่องใหญ่นะครับ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่หาได้ง่ายๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เรากินอาหารไปคุยกันไป คนญี่ปุ่นดื่มเบียร์และสูบบุหรี่กันเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ร้านอาหารปรับอากาศก็สูบบุหรี่กันได้ บุหรี่หาซื้อง่ายมากมีเครื่องจำหน่ายอยู่ทั่วไป ไม่มีการมาดูหน้าว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มาซื้อ ในเมืองใหญ่ๆเราจะได้เห็นเด็กวัยรุ่นทั้งหญิงและชายสูบบุหรี่กันอย่างเปิดเผย ไม่ต้องไปเรียกร้องให้ควบคุมหรอกครับ สังคมเขาก้าวไปไกลเกินกว่าจะพูดถึงเรื่องนี้แล้ว และผลประโยชน์จากการค้าบุหรี่ก็มากพอจะกำหนดนโยบายของรัฐไปแล้ว (รวมทั้งผลประโยชน์อื่นๆในนโยบายด้านอื่นๆด้วย) คนญี่ปุ่นมีปัญหาสุขภาพจนเป็นเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นี่คือสังคมที่ก้าวหน้าทุกๆด้านรวมทั้งการแพทย์ ผลประโยชน์ทำลายคนญี่ปุ่นในทางอ้อม ล่อใจให้เสพรส&lt;br /&gt;ที่พึงใจแต่ค่อยๆฆ่าเรา แล้วสังคมก็รักษาเราไว้ไม่ให้ตายง่ายๆ ต้องทรมานกับสภาพของคนทุพพลภาพ ไร้ฐานะทางสังคม เป็นเหมือนภาระของคนอื่นในเวลาที่แทบรับภาระเพิ่มไม่ได้เลย ความตายกลับดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ดีกว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เราเองก็กำลังเดินตามไปทางนั้น แนวทางที่ยอมสละจรรยาบางข้อลง แลกกับสิ่งที่เราเชื่อว่าจะให้ชีวิตที่ดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมสนใจคุยเรื่องความเป็นมาของนางาซากิ แต่ดูเหมือนวิศวกรชาวญี่ปุ่นคนนี้จะสนใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆมากกว่าและสนใจปัญหาของผมที่ใช้งานโทรศัพท์ระบบ UMTS 2100 ที่พกพามาด้วยไม่ได้ (ซึ่งผมมาทราบทีหลังว่าใช้ได้เพียงบางเมืองเท่านั้น) มากกว่าจะคุยเรื่องประวัติศาสตร์ ผมสังเกตเห็นสิ่งที่คล้ายกันไปหมดของคนต่างจังหวัดไม่ว่าจะประเทศไหน คือดูเหมือนพวกเขาจะเบื่อหน่ายกับท้องถิ่นของเขาเหลือเกิน อยากใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆมากกว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากเดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่ ทิ้งให้ท้องถิ่นเหลือแต่เด็กและคนชรา ช่วงห้าโมงเย็นของทุกวันจะเห็นคนแก่เดินทางกันเต็มรถไฟไปหมด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบทมีให้เห็นไม่น้อยกว่าที่ไหนในโลก (คงมีแต่ประเทศปลอมๆอย่างสิงค์โปร์มั้งครับ ที่เป็นเขตเมืองล้วนๆไม่มีชนบท แต่เขาก็มีปัญหาในแบบของเขา ปัญหาที่เขาพูดไม่ออก บอกใครเปิดเผยไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่แสนจะมีเสถียรภาพของเขาไม่ต้องการได้ยิน)&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นางาซากิก็เหมือนเมืองชนบทอื่นๆที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจากค่าแรงงานถูก ในสมัยหนึ่งต่างจังหวัดของญี่ปุ่นเคยมีต้นทุนต่ำถึงขนาดไม่มีการระวังเกี่ยวกับมลภาวะจนนำไปสู่ปัญหาคลาสสิกอย่างโรคมินามาตะ, โรคอิไต-อิไต มาในวันนี้อุตสาหกรรมบางอย่างของญี่ปุ่นโยกย้ายออกไปหาแรงงานถูกๆและโยนความเสี่ยงด้านมลพิษออกไปประเทศอื่นๆที่ไม่รู้เท่าทัน เห็นเพียงผลประโยชน์ (ที่คนญี่ปุ่นเห็นแล้วว่าไม่คุ้ม) และถูกรัฐบาลปกปิดข้อมูลสำคัญด้านนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บ้านเราก็เจอกับอะไรคล้ายๆกัน และการเสนอข้อมูลด้านนี้ก็จะถูกคนกลุ่มหนึ่งประณามว่าถ่วงความเจริญ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ก็จริงของเขา คนจะพัฒนา ไปท้วงเขาก็ต้องโดนแบบนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นางาซากิของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่แม้ดูซีดเซียว แต่ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ดูสดใสก็ไม่ได้งดงามเหมือนเทวดาบนสวรรค์อย่างที่เข้าใจ ไม่ต่างจากบ้านนอกกับเมืองกรุงในบ้านเราหรอกครับและออกจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ทุกวันนี้เราจะได้เห็นเด็กวัยรุ่นหน้าตาสวยใส แต่งตัวน่ารัก ใช้สินค้าแบรนด์เนมไปพร้อมๆกับเห็นพวกเธอเหล่านั้นนั่งทานอาหารในห้องอาหารหรูๆกับนักธุรกิจอายุคราวพ่อ เขาไม่ใช่ญาติกันหรอกครับ แต่ฝ่ายหนึ่งกำลังทำงานหาเงิน และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกค้า ลำพังเงินจากครอบครัวไม่มีทางพอสำหรับเครื่องสำอางค์ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับเหล่านั้นหรอก เพราะสวรรค์บนพื้นดินนี้มีราคา ยิ่งชั้นสูง ก็ยิ่งแพง เทวดาและนางฟ้าต่างต้องดิ้นรนเพื่อรักษาทิพยสภาพนี้ไว้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องจุติกลับมาเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาในชนบท แล้วใครจะทนได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คนญี่ปุ่นใช้ SMS กันอย่างคล่องแคล่ว เพราะการคุยโทรศัพท์ในรถโดยสารเป็นการรบกวนคนอื่น และเพราะบ้านในเมืองที่คับแคบจนไม่มีความเป็นส่วนตัวแม้การคุยโทรศัพท์ หรือแม้แต่บางคนที่หากระทั่งบ้านเล็กๆยังไม่ได้ ต้องหาบ้านที่ต่างเมืองแล้วนั่งรถไฟเข้าไปทำงาน ผมนึกถึงค่ารถไฟแต่ละวันที่ต้องจ่ายหลายร้อยบาทแล้วตกใจ เพราะนั่นแสดงว่าการมีบ้านในเมืองจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงกว่านั้นอีก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ชีวิตที่ทำงานอย่างหน่วยผลิตหน่วยหนึ่ง เพื่อจ่ายให้กับหน่วยผลิตอื่นแลกกับคุณภาพชีวิตในแบบที่ตนเองคาดหวัง แต่ผลประโยชน์จริงๆกลับตกกับคนอื่น ปล่อยให้หน่วยผลิตเหล่านี้รับจ้างประเทศของตนเองทำงาน เช่าประเทศของตนเองอาศัย มีเพียงแค่พอดำรงชีวิตอยู่ตาม Life style ที่ทำตามๆกัน แทบไม่มีอะไรเหลือให้คนข้างหลังเมื่อสิ้นลมหายใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เหล่านี้คือภาพของเมืองหลวงและต่างจังหวัดที่ผมได้เห็น มันไม่ต่างจากบ้านเราในเนื้อหา แต่ในรูปแบบนั้น ก้าวไปไกลอย่างน่ากลัว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรากำลังเดินตามเขาไปอย่างหน้าชื่น ไม่ต่างจากคนต่างจังหวัดที่เห็นชีวิตในเมืองว่าเป็นชีวิตที่ดีกว่า แน่นอนว่าเรามีสิทธิจะคิดแบบนั้น และไม่ควรจะมีใครมาปิดกั้นเราจากความเจริญที่เราเห็นอยู่ชัดๆตรงหน้า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพียงแต่วันที่เราเหนื่อยล้า โหยหาคืนวันเก่าๆ ร้องหาอัตลักษณ์ท้องถิ่นของเราที่เราทิ้งมา ทุกอย่างก็กลับเหลือเพียงความทรงจำในสิ่งที่ไม่มีทางย้อนคืนเราเดินมาแล้ว ขอให้เราทำใจไว้เถอะว่า สิ่งที่เราได้มานั้น ย่อมต้องแลกกับบางสิ่ง แม้วันนี้เราจะไม่รู้ว่าเราเอาอะไรแลกไปบ้างแล้วก็ตาม&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-221667512485273276?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/221667512485273276/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=221667512485273276' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/221667512485273276'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/221667512485273276'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/04/blog-post.html' title='บันทึกการเดินทาง, นางาซากิ'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-5038683964585256355</id><published>2008-03-12T03:15:00.002+07:00</published><updated>2008-03-12T03:22:27.486+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>กิจกรรมใหม่ๆ</title><content type='html'>ช่วงนี้มีงานเข้ามาติดต่อกันยาวพอสมควรครับ คงจะทำให้ยุ่งๆไปอีกเป็นเดือน แว่บมาเขียนบล็อกได้น้อยลงไปอีกทั้งๆที่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่ทุกวันนี่แหละ&lt;br /&gt;เว็บส่วนของ Smartphone ปีนี้น่าจะซบไปเพราะเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลง สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดีนัก พอดีว่ามีเพื่อนท่านหนึ่งใน Yahoo! มาชวนไปตอบคำถามใน Yahoo! รู้รอบ เลยลองไปแจมสักหน่อย น่าสนใจดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้แล้วยังมีบริการใหม่ๆบนเว็บน่าสนใจเยอะเลย ทำให้ต้องมาเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ทดแทนเรื่องของ Smartphone เลยกลายเป็นงานล้นมือเหมือนเดิมครับ แต่ก็สนุกเหมือนเดิมนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกชายกำลังซนและค้นคว้าอะไรใหม่ๆได้เร็วและกว้างขวางมากขึ้นครับ เลยออกจะดื้อตามมาด้วย แต่ก็ไม่มากมายอะไร ตอนนี้เขาใช้มือได้ดี การเดินการเคลื่อนไหวก็คล่องแคล่วจนเกือบเท่าเด็กโตแล้วครับ การพูดยังไม่เก่ง แต่ก็ดีครับ ให้เขาพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวและการค้นหาคำตอบด้วยตนเองไปก่อน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-5038683964585256355?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/5038683964585256355/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=5038683964585256355' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5038683964585256355'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/5038683964585256355'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/03/blog-post.html' title='กิจกรรมใหม่ๆ'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-732984246096816185</id><published>2008-01-25T17:08:00.000+07:00</published><updated>2008-01-25T17:55:46.121+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Moan'/><title type='text'>หนักไปมั้ยเนี่ย</title><content type='html'>ผมเอาปาฐกถาของอาจารย์เสกสรรมาไว้ที่บล็อกเสร็จแล้วก็ไม่ได้เขียนอะไรเพิ่ม ทำเอาเพื่อนๆที่เข้ามาครั้งแรกอึ้งไปเหมือนกันเพราะเป็นบทความที่ยาว เหมือนกับผมนี่เอาแต่เรื่องหนักๆมาเขียนบล็อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องก็คือผมอยากเก็บเอาไว้อ่าน แล้วก็เผื่อเพื่อนๆที่สนใจด้วยครับ เป็นความเห็นทางวิชาการที่ชัดเจนน่าอ่านในสถานการณ์การเมืองของบ้านเราตอนนี้ แต่ไม่ได้มีเจตนาจะให้บล็อกดูเอาจริงเอาจังครับ วันต่อมาผมก็เลยหารูปมาประกอบบันทึกการเดินทางและในส่วนของบล็อกเสียหน่อยจะได้ดูเบาลง จนแล้วจนรอดบันทึกการเดินทางก็ยังเขียนไม่จบ แต่ก็จะเขียนเรื่อยๆจนจบครับ เพราะบันทึกอะไรไว้เยอะทีเดียวระหว่างช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ไป&lt;br /&gt;ปีนี้มีเรื่องจะเขียนเยอะเลย ทั้งเรื่องเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย พ็อกเก็ตบุคที่จะต้องเขียนต้นฉบับให้เสร็จช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ แล้วก็เกิดคิดพล็อตนิยายได้หนึ่งเรื่อง เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;งานทำเว็บก็สนุกขึ้นถึงแม้ว่าปีนี้จะเป็นขาลงของ Smartphone แต่ก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ Mobile Internet ให้เสนออีกเยอะครับ แล้วก็มีงานฝึกอบรมการใช้งานเข้ามาอีกเรื่อยๆ ถ้าปีนี้ Mobile Content ได้แจ้งเกิด Smartphone ก็ยังเอาตัวรอดได้ครับ แต่ปีนี้ก็อาจจะเป็นปีสุดท้ายของ Smartphone ครับถ้าผู้ใช้ยังคงใช้โทรศัพท์เพื่อการสนทนาเป็นหลัก ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความสามารถอื่นมากนัก จากนั้นปีหน้าโทรศัพท์ 3G จะทำหน้าที่โทรศัพท์สำหรับการสนทนาและทำหน้าที่แสดงฐานะทางสังคมเช่นเดียวกับรถยนต์ บวกกับใช้เป็น High Speed Wireless Modem ให้กับอุปกรณ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Solid-state Notebook ซึ่งก็จะทำให้ตลาดด้านนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วยครับ&lt;br /&gt;งานด้านวิศวกรรมระบบป้องกันอัคคีภัยก็ท่าทางจะหนักอยู่เพราะมีโครงการเข้ามามากกว่าที่คาดไว้ ปีนี้คงจะเป็นปีที่มีงานเต็มมืออีกปีหนึ่ง ทั้งงานออกแบบ อบรมที่คุ้นเคย กับงานใหม่ๆเกี่ยวกับการร่างมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยของไทย ก็สนุกดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปก็คือปีนี้เป็นปีที่งานสนุกเช่นเดิม แต่มีความเปลี่ยนแปลงรออยู่ข้างหน้าด้วย ทั้งแนวการเขียนหนังสือ ทิศทางของเว็บ และลักษณะงานวิศวกรรม ก็ต้องปรับตัวกันบ้างครับเป็นธรรมดาของความเจริญอย่างหนึ่ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8447359839620178598-732984246096816185?l=angkut.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://angkut.blogspot.com/feeds/732984246096816185/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8447359839620178598&amp;postID=732984246096816185' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/732984246096816185'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8447359839620178598/posts/default/732984246096816185'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://angkut.blogspot.com/2008/01/blog-post_25.html' title='หนักไปมั้ยเนี่ย'/><author><name>น้ำ - อังกุศ รุ่งแสงจันทร์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02185114782063417237</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://lh6.google.com/angkut/Ry0YSRDnIAI/AAAAAAAABcw/XL3ukuC47LQ/PICT0214.jpg?imgmax=512'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8447359839620178598.post-5486967822031989489</id><published>2008-01-10T15:35:00.000+07:00</published><updated>2008-01-19T07:27:00.597+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Article'/><title type='text'>ปาฐกถา: เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ปาฐกถานำสำหรับการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;8&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;โดย&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;ดร.&lt;st1:personname st="on" productid="เสกสรรค์ ประเสริฐกุล"&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล&lt;/st1:personname&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);font-size:100%;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;13&lt;span lang="TH"&gt; ธันวาคม &lt;/span&gt;2550&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left; color: rgb(0, 0, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(31, 73, 125);font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;หอประชุม ไบเทค บางนา&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(31, 73, 125);font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: rgb(227, 108, 10);font-family:'Tahoma','sans-serif';" &gt;&lt;br /&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ท่านประธาน ท่านคณบดี มิตรสหายในวงวิชาการ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ก่อนอื่น คงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติผมเป็นผู้แสดงปาฐกถานำสำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมานับเป็นวิกฤตหนักหน่วงและส่งผลกระทบถึงผู้คนทุกหมู่เหล่า ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงรู้สึกคล้ายกัน คืออยากให้บ้านเมืองของเราคลี่คลายไปสู่สภาวะปกติสุขโดยเร็ว ในฐานะนักวิชาการ ทุกท่านคงมุ่งหวังมาร่วมกันค้นหาความจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ตลอดจนช่วยกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติ ด้วยความปรารถนาดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าในฐานะคนๆ หนึ่ง ผมมีความรับรู้จำกัดเกินกว่าจะชี้ชัดคำตอบในเรื่องใด และคงทำได้เพียงแค่สมทบส่วนในการตั้งข้อสังเกตหรือจุดประเด็นให้ท่านทั้งหลายนำไปช่วยพิจารณา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;กล่าวสำหรับการทำความเข้าใจสถานการณ์ ผมขออนุญาตเสนอหลักธรรมในการค้นหาความจริงสักสองสามข้อ ซึ่งแม้จะไม่ได้มาจากทฤษฎีรัฐศาสตร์โดยตรง แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;&lt;br /&gt;หลักธรรมข้อแรกเป็นจุดเน้นของพุทธศาสนานิกายเซน ท่านสอนให้มองความจริงตามที่มันเป็นอยู่โดยไม่ใส่ทัศนะ ทฤษฎี หรือจินตภาพใดๆ เข้าไปปะปน พูดอีกแบบคือ อย่ารีบจับความจริงมาใส่กรอบคิด เพราะจะได้ความจริงไม่ครบ เมื่อข้อมูลหลายอย่างถูกสกัดโดยตะแกรงความคิด สุดท้ายก็จะเห็นโลกที่เราอยากเห็น ไม่ใช่โลกที่คลี่คลายอยู่ในความเป็นจริง หรือพอโลกไม่เป็นไปตามที่คิด ก็จะเกิดอาการผิดหวังไม่พอใจ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักรัฐศาสตร์อย่างพวกเรา ลำพังปัจเจกบุคคลคิดอะไรไม่สอดคล้องกับความจริง ความทุกข์อาจตกอยู่กับเจ้าตัว แต่ยามใดที่ปัญญาชนชี้แนะเรื่องการเมืองขัดแย้งกับความเป็นจริง ผลกรรมและความทุกข์ย่อมไม่ตกอยู่กับตัวท่านเพียงผู้เดียว หากยังส่งต่อไปยังผู้อื่นทั้งแผ่นดิน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ถามว่าแล้วตอนนี้ ตัวละครทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าฝ่ายค้านฝ่ายปกครอง ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจ ฝ่ายที่กำลังกุมอำนาจ ตลอดจนฝ่ายที่อยากขึ้นสู่อำนาจ พร้อมด้วยเพื่อนมิตร บริวาร และผู้สนับสนุนของทุกฝ่าย คิดสอดคล้องกับความจริงมากน้อยแค่ไหน?&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เรียนตรงๆ ว่า โดยลักษณะของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ (หรือการแสดงอำนาจของตนด้วยการต่อต้านอำนาจอื่น) สัจธรรมย่อมถูกทำลายไปตั้งแต่แรกแล้ว ตราบใดที่ทุกฝ่ายต่างชูธง ผูกขาดความถูกต้อง ยกความเห็นเป็นความเชื่อ ยึดความเชื่อเป็น &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ความจริง&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt; โดยวิธีคิดย่อมไม่อาจสะท้อนโลกได้อย่างแจ่มกระจ่างและครบถ้วน&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ในโลกของการเมือง ผู้คนไม่เพียงมีอุปทานในความคิดของตน หากดูแนวโน้มที่ผ่านมาแล้วการผสมความจริงเข้ากับความเห็น ดูจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกแบบนั้นด้วย &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ต่อมาเป็นหลักธรรมข้อที่สอง ซึ่งพระท่านสอนไว้ว่าในการพิจารณาปรากฏการณ์ใดๆ เราควรมองเห็นความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์นั้นๆ ไม่ใช่มองอย่างแยกส่วนซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินผิดถูกแบบตัดตอน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับพระธรรมคำสอนในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุก็เน้นนักเน้นหนาว่า หลัก&lt;b&gt;อิทิปปัจจยตา &lt;/b&gt;มีความสำคัญถึงขั้นเป็นหัวใจของพุทธศาสนาเลยทีเดียว (พุทธทาสภิกขุ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2549 &lt;span lang="TH"&gt;น.&lt;/span&gt;9&lt;span lang="TH"&gt;)&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;การมองโลกแบบแยกส่วนและตัดตอน ไม่เพียงทำให้บุคคลชอบตั้งตนเป็นแกนหมุนของจักรวาลเท่านั้น (ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว) หากยังนำไปสู่ทัศนะแบบขาวล้วนดำล้วน แยกคนแยกโลกออกเป็นสองส่วนเสมอ&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;จริงอยู่ ในทางปฏิบัติมุมมองแบบทวิลักษณะหรือจับคู่ขัดแย้ง (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;Dualism&lt;span lang="TH"&gt;) อาจจะจำเป็นอยู่บ้าง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าขยายความจนเลยเถิด ก็จะหลุดลอยจากภาพรวมของความจริง ซึ่งเกาะเกี่ยวกับทุกชิ้นส่วน และไม่เคยหยุดนิ่งให้ยึดติด &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ตามหลัก&lt;b&gt;อิทัปปัจจยตา&lt;/b&gt; ไม่มีสิ่งใดในโลก ไม่ว่าคน สัตว์ พืช สิ่งของ เหตุการณ์ สถานการณ์ ฯลฯ สามารถเกิดขึ้นได้ลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป ยกเว้นตัวหลัก อิทัปปัจจยตา ซึ่งเกิดเองมีเองเป็นอสังขตะธรรม&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;“&lt;span lang="TH"&gt;เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับไป&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;" (เล่มเดียวกัน น.&lt;/span&gt;3&lt;span lang="TH"&gt;) พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเงื่อนไขขับเคลื่อน ผลมาจากเหตุ ถ้าเหตุหมดไป ผลของมันก็หมดไป ในโลกไม่มีเรื่องบังเอิญ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;span lang="TH"&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;สำหรับหลักธรรมข้อที่สาม ผมคงต้องขออนุญาตเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน คือโดยหลักอนิจจัง ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์ เราควรต้องมองเห็นการแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลของสรรพสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นสถานการณ์การเมือง อย่าไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องไม่ดีตลอดเวลา กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่ควรมองคำนิยาม คุณค่าความหมาย หรือบทบาท ตัวแสดง ตลอดจนองค์ประกอบทางการเมืองทั้งหลายอย่างหยุดนิ่งตายตัว&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;การเมืองไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบหรือไม่ สามารถตีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเป็นระบอบอะไรได้แค่ไหน หรือว่าในความเป็นจริง สัมพันธภาพของผู้คนในประเทศนี้ล้วนล่องลอยไปในสายธารของเหตุการณ์ มีตัวบุคคลตลอดจนพลังต่างๆ ผุดโผล่และถอยจมไปตามคลื่นลมกระแสน้ำ หาได้มีฉากใดหยุดนิ่งให้นิยาม และยิ่งไม่มีรูปนามให้ยึดถือ ในเมื่ออำนาจคือกระบวนการที่คนบังคับคนไฉนจึงต้องหาคำแก้ตัวที่ต่างกัน?&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;คำถามเหล่านี้ แค่พวกเราฉุกคิดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางทีอาจช่วยให้โลกร้อนน้อยลง&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ท่านผู้มีเกียรติครับ&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ผมทราบดีว่า หลักธรรมทั้งสามข้อ ... ทั้ง &lt;b&gt;อนิมิตตา อิทัปปัจจยตา&lt;/b&gt; และหลัก&lt;b&gt;อนิจจา&lt;/b&gt; ที่ผมนำมาทบทวนสู่กันฟังนั้น ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่ที่หยิบยกขึ้นมาในที่นี้ ก็เพียงเพราะอยากชวนเชิญทุกท่านรวมทั้งตัวเอง มาร่วมกันพิจารณาสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความสงบเยือกเย็น&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ในระยะประมาณสองปีมานี้ เราคงต้องยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพลังทางการเมืองต่างๆ ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้อ่านความจริงอย่างครบถ้วนเท่าใด ผู้คนทุกหมู่เหล่ากลายเป็นเป้าหมายที่ถูกชักชวนให้มาเลือกข้างขัดแย้งกันในทุกประเด็น จนเกิดเป็นความสับสนหาคำตอบแทบไม่ได้ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ดังที่ รศ.ดร.&lt;st1:personname st="on" productid="เกษียร เตชะพีระ"&gt;เกษียร เตชะพีระ&lt;/st1:personname&gt; ได้ชี้ไว้ในระหว่างแสดง &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ปาฐกถา &lt;/span&gt;14&lt;span lang="TH"&gt; ตุลาคม &lt;/span&gt;&lt;st1:metricconverter st="on" productid="2550’"&gt;2550’&lt;/st1:metricconverter&gt;&lt;span lang="TH"&gt; เมื่อสองเดือนก่อน ท่านปรารภว่าสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ไม่เพียงแต่เป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงในรอบ &lt;/span&gt;15 &lt;span lang="TH"&gt;ปี สำหรับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยหลัง &lt;/span&gt;14 &lt;span lang="TH"&gt;ตุลาฯ &lt;/span&gt;2516&lt;span lang="TH"&gt; หากยังเป็นช่วงแห่งความอึมครึมสับสนทางอุดมการณ์ การเมือง และศีลธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบ &lt;/span&gt;34 &lt;span lang="TH"&gt;ปีของเหตุการณ์ &lt;/span&gt;14&lt;span lang="TH"&gt; ตุลาฯ .... น้อยครั้งนักที่ขาวกับดำจะคลุมเครือกลืนเข้าหากันเป็นเทาไปทั่วขบวนการประชาชนเท่าครั้งนี้&lt;/span&gt;" &lt;span lang="TH"&gt;(เกษียร เตชะพีระ, ปาฐกถา &lt;/span&gt;14 &lt;span lang="TH"&gt;ตุลาประจำปี &lt;/span&gt;2550&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;แน่นอน เราคงต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความขัดแย้งที่ล้อมรอบการตีความสาระของประชาธิปไตย คือประเด็นเรื่องอำนาจ เพราะฉะนั้น หากจะเข้าใจสถานการณ์จากจุดใจกลาง ก็คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะไปวิเคราะห์หลักการหรือทฤษฎีที่แต่ละฝ่ายประดิษฐ์ขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เมื่อพูดถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับอำนาจในสังคมไทย ในเบื้องแรกคงต้องยอมรับว่าประเทศเรามีศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมายาวนาน มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดหรืออาจจะทั่วทั้งทวีปเอเชีย จนสามารถกล่าวได้ว่าอำนาจรัฐปัจจุบันเป็นอำนาจรัฐที่วิวัฒน์มาอย่างไม่ขาดตอน จาก&lt;b&gt;ศูนย์อำนาจธนบุรี&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;-&lt;span lang="TH"&gt;รัตนโกสินทร์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt; ซึ่งก่อรูปขึ้นแทนรัฐอยุธยาเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;18&lt;span lang="TH"&gt; แม้ว่าในห้วงเวลาเกินสองร้อยปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในรูปแบบของรัฐ ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ในกระบวนทัศน์ว่าด้วยอำนาจการปกครองหรือในองค์ประกอบของชนชั้นนำที่มีบทบาททางการเมืองก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ข้อเท็จจริงสำคัญประการที่สอง การที่ประเทศไทยยอมเปิดประเทศให้ทุนนิยมโลกเข้ามาในปี พ.ศ.&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2398&lt;span lang="TH"&gt; ตามสนธิสัญญาบาวริงและสัญญาอื่นๆ ทำให้มหาอำนาจตะวันตกทั้งหลายปล่อยให้รัฐไทยปรับโครงสร้างการปกครองของตนเองไปตามสะดวก เช่นนี้แล้ว ราชอาณาจักรสยามจึงสามารถเข้าสู่สมัยใหม่ พร้อมด้วยมรดกทางการเมืองและวัฒนธรรมดั้งเดิมหลายอย่าง ซึ่งทำให้แตกต่างกับประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมอยู่พอสมควร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;จริงอยู่ สภาพดังกล่าวเท่ากับว่า&lt;b&gt;ประวัติศาสตร์กำหนดเส้นทางให้เราต้องขัดแย้งกันเองมากกว่าขัดแย้งกับคนอื่น&lt;/b&gt; ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การที่ชนชั้นนำเดิมของไทยได้ยอมรับระบบทุนนิยมมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;19&lt;span lang="TH"&gt; การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามหลังจึงมักเป็นประเด็นจัดฐานะทางการเมืองเสียมากกว่าขัดแย้งในเรื่องวิถีการผลิต (&lt;/span&gt;Mode of Production&lt;span lang="TH"&gt;) อันนี้ส่งผลให้ไม่มีการหักล้างกันรุนแรงนัก ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.&lt;/span&gt;2475&lt;span lang="TH"&gt; ซึ่งหลังจากผ่านระยะกระทบกระทั่งในช่วงเวลาหนึ่งแล้วทุกฝ่ายต่างก็มีที่อยู่ฐานะของตน&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;หลังรัฐประการ พ.ศ.&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2500&lt;span lang="TH"&gt; มหาอำนาจตะวันตกไม่เพียงเห็นชอบกับอำนาจการนำของกองทัพ หากยังเป็นฝ่ายหนุนให้ชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการบ่มเพาะชนชั้นนายทุนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางด้วยมือของตนเอง แม้ว่าต่อมาในปี &lt;/span&gt;2516&lt;span lang="TH"&gt; พลังใหม่ๆ นอกระบบราชการเหล่านี้จะปฏิเสธฐานะนำของข้าราชการและเรียกร้องให้มีพื้นที่ทางการเมืองของตน แต่ถ้าไม่นับกระแส &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ซ้าย&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt; ในช่วงสามสิบปีหลังการต่อสู้ &lt;/span&gt;14 &lt;span lang="TH"&gt;ตุลาคม ตลอดจนสงครามประชาชนอีก &lt;/span&gt;4-5&lt;span lang="TH"&gt; ปีหลังกรณีสังหารหมู่ &lt;/span&gt;6 &lt;span lang="TH"&gt;ตุลาคมแล้ว ก็อาจพูดได้ว่าความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยเป็นเรื่องการจัดฐานะทางการเมืองในกรอบทุนนิยมเท่านั้น กระทั่งในการปะทะรุนแรงเมื่อปี &lt;/span&gt;2535&lt;span lang="TH"&gt; ก็ไม่มีประเด็นวิถีการผลิตแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ล่วงเลยมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำต่างกลุ่มยังคงอยู่ในแบบแผนเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่างคณะรัฐประหาร &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;19&lt;span lang="TH"&gt; กันยายน &lt;/span&gt;2549&lt;span lang="TH"&gt; (ทั้งที่ลงมือเองและให้การสนับสนุน) กับคณะบุคคลที่ครองอำนาจด้วยวิธีเลือกตั้งในปี &lt;/span&gt;2544&lt;span lang="TH"&gt; และ &lt;/span&gt;2548&lt;span lang="TH"&gt; ก็คล้ายกับรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;2540&lt;span lang="TH"&gt; กับฉบับ &lt;/span&gt;2550&lt;span lang="TH"&gt; คือมีส่วนต่างกันอยู่บ้างในเรื่องที่มาและเนื้อหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่ไม่ได้ต่างถึงขั้นขาวล้วนดำล้วนดังที่บางฝ่ายพยายามจะบอกเรา&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ที่สำคัญ คือแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับต่างก็ยืนยันที่จะอยู่ในกรอบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ (มาตรา &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;87&lt;span lang="TH"&gt; ในรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;2540&lt;span lang="TH"&gt; และมาตรา &lt;/span&gt;82&lt;span lang="TH"&gt; กับมาตรา &lt;/span&gt;84&lt;span lang="TH"&gt; ในรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;2550&lt;span lang="TH"&gt;)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งหมายถึงว่าในมิติทางเศรษฐกิจ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ระบอบไทยรักไทย&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;กับระบอบ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ไม่ได้มีอะไรต่างกันโดยพื้นฐาน ส่วนใครจะบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;คงต้องขออนุญาตอ้างอาจารย์&lt;st1:personname st="on" productid="เกษียร เตชะพีระ"&gt;เกษียร เตชะพีระ&lt;/st1:personname&gt; อีกสักครั้ง เพราะท่านชี้ไว้ถูกต้องแล้วว่า &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;“&lt;span lang="TH"&gt;ณ จุดใดจุดหนึ่งราวกลางพุทธศตวรรษที่ &lt;/span&gt;2530&lt;span lang="TH"&gt; นั้น ชนชั้นนำไทยได้บรรลุฉันทามติทางยุทธศาสตร์ที่จะพาประเทศไทยไปสู่เส้นทางโลกาภิวัตน์&lt;/span&gt;/&lt;span lang="TH"&gt;เสรีนิยมใหม่&lt;/span&gt;”&lt;span lang="TH"&gt; (เกษียร เตชะพีระ ปาฐกถา &lt;/span&gt;14&lt;span lang="TH"&gt; ตุลา &lt;/span&gt;2550&lt;span lang="TH"&gt;) เหตุการณ์นั้นทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร &lt;/span&gt;2549&lt;span lang="TH"&gt; ล้วนสะท้อนว่าข้อสังเกตดังกล่าวเป็นความจริง&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;คำถามมีอยู่ว่า ในเมื่อทุกฝ่ายยอมรับที่จะเดินตามหนทางโลกาภิวัตน์ในกรอบลัทธิเสรีนิยมใหม่โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว อะไรเล่าคือจุดต่างและประเด็นขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำไทย?&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;จุดนี้นี่เองที่เป็นความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย กล่าวคือ แม้ชนชั้นนำไทยจะมีหลายหมู่เหล่า และไม่ได้แตกต่างขัดแย้งกันในระดับแนวทางเศรษฐกิจสังคมอย่างแท้จริง แต่ประเด็นหลักของการกระทบกระทั่งก็ยังเหลืออยู่ที่การจัดฐานะในความสัมพันธ์ทางอำนาจ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ลงตัว &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ปัญหาดังกล่าวถูกเสริมขยายด้วยความจริงที่ว่าสังคมไทยของเรามีแหล่งของอำนาจหลายแบบ เนื่องจากสภาพที่ด้านหนึ่งเปลี่ยนแปลง ด้านหนึ่งสืบทอดวิวัฒน์มาจากศูนย์อำนาจโบราณ ทำให้องค์ประกอบของสังคมไทย ซึ่งรวมทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจ (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;concept of power&lt;span lang="TH"&gt;) และความสัมพันธ์ทางอำนาจ (&lt;/span&gt;power relations&lt;span lang="TH"&gt;) ด้วย มีส่วนผสมของลักษณะต่างๆ จากยุคสมัยที่ไม่เหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;กล่าวคือ เรามีทั้งวัฒนธรรมจารีตประเพณีตลอดจนสถาบันทางการเมืองและสังคมอันเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคก่อนสมัยใหม่ (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;pre modern&lt;span lang="TH"&gt;) เข้ามาเป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า &lt;/span&gt;75&lt;span lang="TH"&gt; ปีแล้ว นอกจากนี้ในระยะหลังสังคมไทยยังถูกดัดแปลงแต่งเสริมด้วยวัฒนธรรมแบบไร้รากและรูปการจิตสำนึกแบบไร้พรมแดน ซึ่งมากับยุคหลังสมัยใหม่ (&lt;/span&gt;post modern&lt;span lang="TH"&gt;) อีกชั้นหนึ่ง สภาพดังกล่าวยิ่งเพิ่มความซับซ้อนสับสนในเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจและจินตภาพเกี่ยวกับอำนาจให้หนักหน่วงกว่าเดิม &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;ประเด็นที่จะต้องตระหนักคือ องค์ประกอบจากทั้งสามยุคสมัยล้วนดำรงอยู่ในห้วงเวลาและพื้นที่เดียวกัน คือ เดี๋ยวนี้และที่นี่&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt; ซึ่งหมายถึงว่าสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับมโนทัศน์ (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;Ideals&lt;span lang="TH"&gt;) และกระบวนทัศน์ทางการเมือง (&lt;/span&gt;Paradigm&lt;span lang="TH"&gt;) ได้ &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;พูดให้ชัดขึ้นคือ ในเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้น เราจะพบว่าในประเทศไทยมีการใช้หลักความชอบธรรมของอำนาจ (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;political legitimacy&lt;span lang="TH"&gt;) ทั้งแบบจารีตประเพณี ซึ่งเน้นคุณธรรมหรือราชธรรม และแบบสมัยใหม่ซึ่งเน้นฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งตลอดจนความเสมอภาคทางการเมือง (นอกจากนี้ยังมีบางด้านของแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ซึ่งไม่เชื่อในความชอบธรรมของอำนาจแบบไหนทั้งสิ้น) &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ในยามที่เราสามารถถักทอองค์ประกอบเหล่านี้เข้าหากันได้ก็ไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไร แต่ในยามที่ผสมผสานไม่ลงตัวก็สามารถกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ เนื่องจากทุกหลักการและจินตนาการต่างก็มีพลังทางสังคมขับเคลื่อน มีทั้งชนชั้นกำกับ และมีมวลชนชั้นล่างร่วมขบวน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;แน่ละ สภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีทั้งอำนาจที่เป็นทางการและอำนาจที่ไม่เป็นทางการดำรงอยู่ขนานกัน และบางทีก็ทับซ้อนกันจนแยกไม่ออก ดังนั้น การก้าวขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องยากลำบากเป็นพิเศษ จำเป็นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ละเอียดอ่อนประณีต และจำเป็นต้องเฉลี่ยความพอใจทางการเมืองไปตามบรรทัดฐานและความคาดหวังหลายแบบ ที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ นี่คือ &lt;b&gt;ภูมิประเทศทางการเมือง&lt;/b&gt; ซึ่งผู้ที่มองข้ามมักต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอันแสนแพง &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ใครก็ตามที่เข้าใจว่าแหล่งที่มาของอำนาจอยู่ที่ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นับว่าเข้าใจอำนาจได้ไม่ครบถ้วน และยิ่งย่อความว่าเงินเท่านั้นคืออำนาจ ก็ต้องถือว่าเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง &lt;b&gt;ทรัพยากรแห่งอำนาจ&lt;/b&gt; (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;resources of power&lt;span lang="TH"&gt;) นั้นมีหลายอย่าง เงินเป็นเพียงอย่างหนึ่ง พ้นจากนั้นยังมีความรู้ เกียรติภูมิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิ คุณธรรมความดี บารมีทางสังคม และอย่างอื่นๆ อีกที่สามารถเป็นทรัพยากรแห่งอำนาจได้ ขึ้นอยู่กับว่าสังคมที่รองรับความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้นยอมรับนับถือในสิ่งใดบ้าง &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นได้ว่าอำนาจเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากวัฒนธรรม และความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมล้วนมีนัยทางอำนาจ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ความผิดพลาดสำคัญอย่างหนึ่งของกลุ่มทุนใหญ่ที่ขึ้นมากุมอำนาจภายใต้กฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2540&lt;span lang="TH"&gt; คือใช้อำนาจโดยแยกออกจากฉันทามติทางวัฒนธรรมมากเกินไป ดังนั้น จึงถูกต่อต้านโดยคนจำนวนไม่น้อย ทั้งๆ ที่อำนาจที่ใช้นั้นอาจจะถูกต้องตามกฎหมาย (พวกเขาไม่เข้าใจว่าบางทีการใช้อำนาจมากจะเท่ากับมีอำนาจน้อย และการใช้อำนาจแต่น้อยกลับแสดงอำนาจได้มากกว่า) &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;นอกจากนี้ เรายังควรเข้าใจด้วยว่าโดยกฎเกณฑ์อันเป็นธรรมชาติของมัน ความชอบธรรมของอำนาจนั้นมีหลายมิติและหลายขั้นตอน กล่าวคือ ต้องประกอบด้วย &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;1.&lt;span lang="TH"&gt;มีที่มาอันชอบธรรม &lt;/span&gt;2.&lt;span lang="TH"&gt;มีจุดหมายชอบธรรม และ&lt;/span&gt; 3&lt;span lang="TH"&gt;.วิธีการใช้อำนาจต้องชอบธรรมด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ที่มาชอบธรรมแล้วทำอะไรก็ได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;อันที่จริง การเอาตัวเลขเสียงข้างมากที่ได้จากการเลือกตั้งมาอ้างเป็นฉันทานุมัติในการใช้อำนาจทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการอ้างดังกล่าวไม่ได้ช่วยอธิบายปัญหาที่กำลังก่อให้เกิดความไม่พอใจทางการเมือง และไม่ได้ช่วยให้เกิดความชอบธรรมที่ตรงประเด็น แม้ผู้กุมอำนาจจะได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง แต่เวลาใช้อำนาจจริงๆ ผู้ลงคะแนนเหล่านั้นก็ไม่ได้จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ตามความเข้าใจของผม สภาพที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2549&lt;span lang="TH"&gt; ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เกิดอะไรขึ้นในวันที่ &lt;/span&gt;19&lt;span lang="TH"&gt; กันยายนของปีกลาย ขณะเดียวกันก็อาจช่วยอธิบายได้บางส่วนว่าทำไมนับหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรัฐบาลของคณะรัฐประหารจึงไม่สามารถกุมอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีฝ่ายไหนรักษาความชอบธรรมได้ครบทุกแบบ แต่ละฝ่ายอาจมีความชอบธรรมในบางแง่มุม และขาดความชอบธรรมในอีกบางแง่มุม&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ในระยะหนึ่ง การช่วงชิงฐานะนำ (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;hegemony&lt;span lang="TH"&gt;) ในพันธมิตรผู้ปกครอง (&lt;/span&gt;power coalition&lt;span lang="TH"&gt;) ระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจเอกชนนับว่ามีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้หลักความชอบธรรมของอำนาจหลายแบบถูกนำมาผสมผสานในสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่หลัง พ.ศ.&lt;/span&gt;252&lt;span lang="TH"&gt;1 เรื่อยมา&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);"&gt;&lt;1&gt;&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ดูเหมือนจะมีข้อตกลงเงียบๆ ในหมู่ชนชั้นนำไทยว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นกรอบใหญ่ จากนั้นประเด็นจึงวนเวียนล้อมกรอบอยู่ที่คำนิยามของระบอบดังกล่าวว่าแบบไหนจะเปิดพื้นที่และจัดวางฐานะทางการเมืองให้กับใครมากน้อยอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;ดังนั้น เราจะเห็นได้ชัดว่า ระบอบประชาธิปไตยมิได้เป็นเพียงทฤษฎีทางการเมืองที่ตั้งอยู่ลอยๆ และมีเนื้อหาสาระตายตัว หากโดยแก่นแท้แล้วนับเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีมาตรฐานขั้นต่ำหรือมีหลักการรองรับ แต่ก็สามารถโน้มเอียงไปมาได้ ทั้งนี้ ขึ้นต่อดุลกำลังเปรียบเทียบของพลังต่างๆ ที่เข้ามาแย่งชิงพื้นที่กัน &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจจะไม่เกี่ยวข้องเลย ตรงกันข้าม การต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความไม่ยินยอมต่อการกดขี่ข่มเหงของประชาชนในหลายครั้งหลายหน นับว่ามีส่วนอย่างสูงในการทำให้ชนชั้นนำทุกฝ่ายต้องจัดวางฐานะทางอำนาจของตนไว้ในกรอบประชาธิปไตย &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;แต่ก็อีกนั่นแหละ ในความเป็นจริงประชาชนส่วนที่ไม่สู้ก็มี ส่วนที่ยอมให้ชนชั้นนำฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ครอบงำก็มี และส่วนที่ไม่เอาธุระอะไรเลยก็มี เพราะฉะนั้น ในสมการประชาธิปไตยชุดต่างๆ พื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายประชาชนจึงมักไม่ขยายตัวเต็มฐานะสักที &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;สภาพดังกล่าวยิ่งหมายถึงว่าคุณลักษณะของระบอบประชาธิปไตย (หรือระบอบการเมืองใดก็ตาม) ล้วนไม่ได้มีการดำรงอยู่โดยธรรมชาติ หากเป็นสมมติสัจจะที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยการค้ำจุนจากฉันทามติของผู้คนในสังคม&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;อันที่จริง ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยอย่างเดียว แม้ศูนย์อำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบอื่นก็เช่นกัน จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความเห็นชอบจากทุกภาคีที่เกี่ยวข้อง ยามใดที่ความเห็นพ้องดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปหรือสิ้นสุดลง ก็ย่อมส่งผลต่อศูนย์อำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เคยลงตัวอย่างเลี่ยงไม่พ้น&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทยว่าเกิดจากเหตุปัจจัยใด (เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษาของประชาชน ปัญหาวัฒนธรรมหรือคุณธรรมของนักการเมือง เป็นต้น) ความจริงข้อหนึ่งมีอยู่ว่า ตราบใดที่ประชาธิปไตยยังคงเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนบางส่วนและปิดสำหรับคนบางส่วน ตราบนั้น ก็ต้องมีพลังอื่นเคลื่อนไหวทับซ้อนกับระบอบนี้ ซึ่งสามารถออกมาได้ทั้งในรูปการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หรือดัดแปลงมันเสียใหม่ให้เปิดพื้นที่สำหรับคนจำนวนมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เช่นนี้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่บรรดาปัญญาชน นักวิชาการและผู้มีชื่อเสียงทางสังคมหลายท่านต่างแสดงความผิดหวังในรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น กระทั่งวางเฉยกับรัฐประหาร &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;19&lt;span lang="TH"&gt; กันยายน ทั้งๆที่ท่านเหล่านี้เป็นกลุ่มชนที่ไม่ได้นิยมระบอบเผด็จการแต่อย่างใด&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);"&gt;&lt;2&gt;&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;/span&gt;ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าก่อนเกิดรัฐประหารมีขบวนการนักธุรกิจตลอดจนคนชั้นสูงและคนชั้นกลางเรือนแสนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างเอาเป็นเอาตาย&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ในวิชารัฐศาสตร์ เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นวิกฤตฉันทานุมัติซึ่งเกิดขึ้นระดับระบอบ แต่แน่ละ บทบาทของผู้นำการเมืองก็มีส่วนสำคัญที่จะให้มันเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วแก้ไขได้หรือไม่ อันที่จริง ในกรณีทั่วไป ระบอบที่อ่อนแอจะขึ้นต่อบทบาทของบุคคลค่อนข้างมาก ในทางกลับกัน ถ้าตัวระบอบมีความเข้มแข็งหยั่งรากลึกพอ หรือมีพลวัต (&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;Dynamism&lt;span lang="TH"&gt;) พอที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้ แม้ผู้นำทำผิดพลาด การหักล้างเผชิญหน้าก็คงไม่เกิดขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สถานการณ์ก็อาจกระตุ้นให้มีการอาศัยพลังนอกระบอบ (หรือที่บางคนเรียกว่านอกรัฐธรรมนูญ) มาขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;คำถามมีอยู่ว่าเราจะหมุนวนอยู่กับสภาพเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ?&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;อันที่จริง วิกฤตฉันทานุมัติในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องแก้ไขได้ ถ้าเรารู้จักเก็บบทเรียนโดยเสริมความระมัดระวังในการออกแบบระบอบการเมือง ไม่ให้เป็นแค่เวทีอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่ม ซึ่งมักปิดกั้นพื้นที่ทางการเมืองทั้งของชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ และของมวลชนชั้นล่างไปในเวลาเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;กล่าวเฉพาะประเด็นนี้ ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2550&lt;span lang="TH"&gt; สะท้อนความพยายามที่จะแก้ปัญหาข้างต้นอยู่พอสมควร&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);"&gt;&lt;3&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เราทุกคนทราบดีว่า โดยพื้นฐานแล้วรัฐธรรมนูญถือเป็นแผนผังการใช้อำนาจในสังคม ที่ยังยึดถือในอำนาจรัฐร่วมกัน ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงประกอบด้วยเรื่องสำคัญสองส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งได้แก่ ข้อตกลงว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันการปกครองต่างๆ ซึ่งมีนัยเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำที่มีอยู่หลายกลุ่ม สำหรับส่วนที่สอง เป็นข้อตกลงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวรัฐกับสังคม หรืออาจจะพูดได้ว่าระหว่างผู้กุมอำนาจ กับประชาชนธรรมดาทั่วไป &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;แน่ละ รัฐธรรมนูญที่จะใช้งานได้ คงต้องสะท้อนความจริงในสังคมว่ามีความเป็นจริงทางอำนาจแบบไหน มีภูมิประเทศทางการเมืองแบบใด แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราปล่อยไปเช่นนั้นทั้งหมด ก็จะไม่มีด้านที่เป็นอุดมคติหรือด้านที่เป็นหลักการเหลืออยู่เลย มันเท่ากับว่าเราเขียนกฎหมายยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจ ดังนั้น รัฐธรรมนูญถ้าจะให้ดี ต้องมีด้านที่สอง ซึ่งเป็นอุดมคติทางการเมืองของสังคมด้วย เราต้องรักษาความสมดุลตรงนี้ไว้เสมอ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;พูดอีกแบบหนึ่งคือ แม้รัฐธรรมนูญควรต้องสะท้อนความจริงทางการเมือง ให้พลังต่างๆ ในสังคมมีที่อยู่ที่ยืน มีพื้นที่ของตนในแผนผังการจัดสรรอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งก็จะต้องมีหลักการที่เกื้อกูลประคับประคองผู้ด้อยอำนาจให้มีฐานะทางการเมืองด้วย พวกเขาจะได้ไม่ถูกข่มเหงรังแกและมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลตอบสนองจากรัฐตามความเหมาะควร&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่จะให้เกื้อหนุนการอยู่ร่วมกันในสังคมจริงๆ ก็คงต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไม่ทิ้งใคร ไม่ทิ้งใครหมายความว่า จัดที่นั่งให้ทุกฝ่ายตั้งแต่ประชาชนธรรมดาสามัญ ไปจนกระทั่งคนที่เป็นชนชั้นนำระดับสูง เป็นแผนผังทางอำนาจซึ่งมีที่นั่งให้ทุกฝ่าย จะได้ไม่มีใครถูกกันออกนอกระบบและต้องใช้วิธีการนอกระบบมาแก้ปัญหา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;อย่างไรก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมพูดถึงการแก้ปัญหาฉันทานุมัติทางการเมืองในระดับระบอบเท่านั้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงในเรื่องอื่นๆ ก็ได้ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแก้ปัญหาหรือก่อปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ในความเห็นของ&lt;b&gt;ผม เรื่องที่น่าห่วงกว่าคือแท้จริงแล้ววิกฤตฉันทานุมัติในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นที่ระดับของระบอบการเมืองเท่านั้น หากยังมีปัญหาในระดับอำนาจรัฐด้วย&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ทั้งนี้ เนื่องจากหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;2540&lt;span lang="TH"&gt; แรงกดดันของระบบทุนนิยมโลกก็ดี ข้อผูกมัดรัฐไทยที่ถูกกำหนดโดยไอเอ็มเอฟ (&lt;/span&gt;International Monetary Fund&lt;span lang="TH"&gt;) ก็ดี ตลอดจนวัฒนธรรมแบบไร้รากไร้พรมแดนที่เจาะซึมเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกระแสโลกาภิวัตน์ก็ดี ล้วนนำไปสู่สภาพที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาติในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น ทำให้รัฐอ้างชาติหรือผลประโยชน์แห่งชาติมาประกอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจน้อยลง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;span lang="TH"&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;อันนี้หมายถึงว่า ทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบรัฐชาติ (หรือแบบสมัยใหม่) ในประเทศไทยกำลังอ่อนพลังลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เดิมก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นความเสื่อมทรุดดังกล่าวยังดำเนินไปอย่างค่อนข้างไร้ทิศทาง กระทั่งขาดความตระหนักตื่นรู้ในหมู่ชนที่เกี่ยวข้อง&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ข่าวการรวมกลุ่ม ย้ายพรรค หรือจัดกำลังตั้งพันธมิตรเพื่อชิงชัยในการเลือกตั้งของบรรดานักการเมืองนั้น ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นความคึกคักของบรรยากาศห้วงกลับสู่ &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ประชาธิปไตย&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt; แต่ถ้าเพ่งลึกไปกว่านี้ก็น่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าท่านทั้งหลายกำลังจะพาบ้านเมืองไปสู่ที่ใด วิกฤตการเมืองที่กดดันประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิกฤตที่ทั้งลงลึกถึงรากและซับซ้อนซ่อนปมอย่างยิ่ง มันหนักหน่วงเกินกว่าจะแก้ไขด้วยการเอาคนหน้าเก่าไม่กี่พันคนมาแข่งขันกันในเวทีเลือกตั้ง หรือแก้ไขด้วยการยกกองทัพมาขับไล่คนเหล่านี้เป็นบางส่วน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;span lang="TH"&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ที่ว่าลงลึกถึงรากก็เพราะว่าเงื่อนไขแวดล้อมของความขัดแย้งเรื่องอำนาจมิได้มีแต่ปัจจัยภายในล้วนๆ หากยัง&lt;b&gt;มีการผ่านพ้นของยุคสมัยเข้าเข้ามาเป็นบริบทสำคัญ&lt;/b&gt; กล่าวคือ ทั้งอำนาจที่ใช้ในการปกครอง และผู้ที่ถูกปกครองล้วนเปลี่ยนไปจากเดิม &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span  lang="TH" style="font-family:'Tahoma','sans-serif';"&gt;ประการแรก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt; อำนาจรัฐที่ใช้ปกครองสังคมไทยนั้น ถึงวันนี้ไม่ทราบว่ามีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน เพียงใด แต่ที่แน่ๆ คือในด้านเศรษฐกิจรัฐไทยคงใช้อำนาจอะไรไม่ได้มากนัก เพราะไปตกลงกับรัฐอื่นๆ ตลอดจนองค์กรทุนนิยมโลกไว้หมดแล้วว่าจะปล่อยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดำเนินไปตามกลไกตลาด ซึ่งไร้พรมแดน ไร้สัญชาติ และอาศัยการลงทุนของเอกชนเป็นพลังขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ลำพังยึดถือตามกติกาข้อนี้ อำนาจการปกครองไทยก็หมดสภาพความเป็นรัฐชาติไปครึ่งค่อนแล้ว เพราะไม่เพียงต้องอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของผลประโยชน์จากที่อื่นเท่านั้น หากบางครั้งยังต้องช่วยกำราบกลุ่มชนพื้นเมืองที่บังอาจมาขัดแย้งกับนักลงทุนจากต่างชาติด้วย อันที่จริงเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เคยเกิดขึ้นในหลายที่หลายแห่งและไม่มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);"&gt;&lt;4&gt;&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  &gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"&gt;&lt;span style=";font-family:'Tahoma','sans-serif';font-size:100%;"  lang="TH" &gt;ปัญหามีอยู่ว่าคนที่เดือดร้อนหรือถูกคัดออกจากการระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนยากจนในชนบท ซึ่งเป็นผู้แพ้ในกระบวนการพัฒนาประเทศมาก่อน ถึงตอนนี้จะอาศัยอำนาจรัฐไปเยียวยาพวกเขาอย่างเป็นระบบ กลับยิ่งทำไม่ได้ เพราะตลาดเสรีไม่เห็นด้วยให้รัฐไปอุ้มชูคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็นผู้เสียเปรียบก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;span style
