Showing posts with label Article. Show all posts
Showing posts with label Article. Show all posts

07 July 2008

บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลาง


บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ฯ ในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา


โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า




ความนำ

เมื่อ วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้ออกคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนพิพากษาในคดีที่คุณสุริยะใส กตะศิลา และคณะเป็นผู้ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบและลงนามร่วม ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร พร้อมทั้งขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้แถลงการณ์ร่วมสิ้นผลชั่วคราว รวมทั้งให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวสิ้นผลชั่วคราว และให้ผู้ถูกฟ้องแจ้งการยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมต่อองค์การยูเนสโก ไว้ชั่วคราว

ศาลได้นัดไต่สวนคู่กรณีแล้ววินิจฉัยว่า

"จึงมีคำ สั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (มติคณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาและการดำเนินการตามมติดัง กล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น"

1.ปฏิกิริยาและผลของคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เมื่อ ข่าวคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเผยแพร่ออกไป ฝ่ายผู้ฟ้องคดีย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา เหมือนๆ กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วม ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงเดือดเนื้อร้อนใจตามควร

แต่สำหรับผู้เขียนแล้วมีความรู้สึกระคนกันระหว่างความแปลกใจและความไม่แน่ใจ !

ที่ ว่า "แปลกใจ" ก็เพราะเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและคำขอ คุ้มครองชั่วคราวในคดีที่มูลนิธิข้าวขวัญและคณะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยศาลปกครองกลางอ้างว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีวัตถุประสงค์ให้ศาลเพิกถอนกระบวนการเข้าทำความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยในทางกิจการระหว่างประเทศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะรัฐมนตรี) ในฐานะฝ่ายบริหาร อันมิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำ สั่งของศาลปกครองตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 .....ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา.....

ต่อมามีการอุทธรณ์ คำสั่งไม่รับฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดซึ่งมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง โดยศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง "การใช้อำนาจทางปกครอง" ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด อันอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลปกครอง ว่าแตกต่างจาก "การใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญ" กระทำการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภา หรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำในฐานะที่เป็น "องค์กรตามรัฐธรรมนูญ" อันมิได้อยู่ในอำนาจศาลปกครองแล้วศาลปกครองสูงสุดก็สรุปว่า "ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีดำริไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย" (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550)

ที่ ว่า "ไม่แน่ใจ" ก็เพราะผู้เขียนเรียนกฎหมายมหาชนมาและสอนกฎหมายมหาชนอยู่จนทุกวันนี้ ก็สอนอย่างที่ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางตัดสินไว้เมื่อปี 2550 นั่นเองว่า "การกระทำของรัฐบาล" (act of government) ในความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภาก็ดี ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัฐอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศก็ดี ศาลไม่อาจควบคุมได้

เมื่อศาลปกครองกลางกลับแนวคำพิพากษาของท่านเอง และของศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินเมื่อปีที่แล้ว โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีแถลงการณ์ร่วมนี้ จึงทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าศาลปกครองไทยจะมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างไร แน่ ซึ่งท้ายที่สุดคงต้องรอคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่าจะยึดบรรทัดฐานเดิมหรือจะ เปลี่ยนบรรทัดฐาน ซึ่งศาลกระทำได้เพราะในระบบกฎหมายไทยไม่ได้ยึด doctrine of precedent อย่างศาลอังกฤษหรือศาลอเมริกา

แต่ผลของคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวก่อให้เกิดผลดังนี้

1. กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกการสัมมนาที่จะจัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ รวมทั้งยกเลิกสมุดปกขาวที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด อธิบดีกรมสนธิสัญญาที่รับว่าจะไปอภิปรายเรื่อง "การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้น ยกเลิกการมาร่วมอภิปราย

2.ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ หรืออุทธรณ์ แต่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำสั่ง หรือยืนตามศาลชั้นต้น คงจะไม่มีผู้แทนรัฐบาลไทยไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควิเบกระหว่างวัน ที่ 2-10 กรกฎาคมนี้ กัมพูชาก็คงจะนำเสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปแต่ผู้เดียว

3.ไม่แน่ใจ ว่า ระหว่างรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจาต่อรองกับรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ก็ดี หรือจะดำเนินการก็ดี จะเหลือเพียงใด? เพราะมีความ "ไม่แน่นอน" ในสถานะของข้อตกลงที่กำลังทำ หรือจะทำ ว่าจะถูกเพิกถอนหรือไม่

เมื่อพิเคราะห์เหตุและผลด้วยความ ระมัดระวังและด้วยความกังวลแล้ว ผู้เขียนตัดสินใจเขียนบทความวิชาการนี้ขึ้นเพื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครอง ดังกล่าว ทั้งนี้แม้ว่าจะเคารพต่อคำสั่งและความเห็นของศาลก็ตาม

2.หลักกฎหมายมหาชนเรื่อง "การกระทำของรัฐบาล" (act of government)

ในกฎหมายมหาชนถือว่า คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมี 2 ฐานะ หรือพูดภาษาชาวบ้านคือมีหมวก 2 ใบ

ใน ฐานะแรก คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น "ฝ่ายบริหาร" ซึ่งใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ อยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน และมีอำนาจยุบสภาโดยถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ได้ การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะนี้จึงเป็น "การควบคุมทางการเมือง" (political accountability) ตามหลักประชาธิปไตย และอยู่ในบังคับกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายปกครอง

ในฐานะที่สอง คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า "ฝ่ายปกครอง" ซึ่งมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เหมือนๆ กับที่ปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการทั้งหลายต้องดำเนินการ จะต่างกันก็ตรงที่ข้าราชการประจำเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" (หรือลูกน้อง) คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น "ผู้บังคับบัญชา" (หรือหัวหน้าของฝ่ายปกครอง อันเป็นเรื่องกฎหมายปกครอง การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะหัวหน้าของฝ่ายปกครองนี้จึงเป็น "การควบคุมโดยกฎหมาย" (control of legality) ตามหลักนิติธรรม

ดัง นั้น ตามหลักกฎหมายมหาชนถือว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับสภา เช่น เสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย เปิดหรือปิดสมัยประชุม ลงมติไม่ไว้วางใจ ยุบสภา ฯลฯ ก็ดี หรือใช้อำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศสงคราม ลงนามในสนธิสัญญา ให้สัตยาบันสนธิสัญญา ดำเนินการเจรจากับต่างประเทศ ศาลไม่ว่าศาลใดก็จะไม่เข้าไปควบคุม เพราะมีการควบคุมทางการเมืองตามหลักการประชาธิปไตย และความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชนอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลปกครองจะไปใช้กฎหมายปกครองมาควบคุม

ศาลปกครอง สูงสุดฝรั่งเศสถือหลักไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลมากว่า 100 ปี มีคำพิพากษากว่า 100 คำพิพากษา เช่น ในคดี Tallagrand (CE 29 Nov. 1968) ศาลตัดสินว่าการเสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย หรือการถอนร่างกฎหมาย เป็นการกระทำของรัฐบาลมาฟ้องศาลไม่ได้ ในคดี Desreumrux (CE 3 Nov. 1933) ศาลตัดสินว่า การประกาศกฎหมายมาฟ้องศาลไม่ได้ ในอีกคดีศาลตัดสินว่าการขอหรือไม่ขอประชามติ ฟ้องศาลไม่ได้ (CE 29 April 1970 Comit? des Ch?muns de la Marne)

ในความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่าคดีที่เกิดจากการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นการกระทำของรัฐบาลฟ้องศาลไม่ได้ (CE 13 July 1979 Coparex) ฟ้องศาลไม่ให้รัฐบาลให้สัตยาบันสนธิสัญญาไม่ได้ (CE 5 Feb. 1926 Dame Caracs) การที่รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งให้ส่งสัญญาณกวนสถานีวิทยุอันดอร์รารัฐเล็กๆ ในพรมแดนฝรั่งเศส สเปน เป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลไม่รับฟ้อง (TC 2 Feb. 1950 Soc. Radio de Bollardi?re)

แต่ถ้าจะยกคำพิพากษาศาลปกครองต้นแบบของโลก ก็คงจะยกได้อีกหลายหน้า แต่เหลียวไปดูในอังกฤษ หรืออเมริกาก็ถือหลักนี้

คดี แรกในอังกฤษคือคดีดุ๊กออฟยอร์คฟ้องศาลเพราะเป็นปัญหาการเมือง (political question) (คดี The Duke of Yorke"s Claim to the Crown, 5 Rotuli Par 375 (ปี 1460) ต่อมาทฤษฎีนี้พัฒนามาเป็น "การกระทำของรัฐ" (act of state) เช่นในคดีที่กองทัพเรืออังกฤษทำลายอาคารชาวสเปนซึ่งเป็นผู้ค้าทาส ศาลไม่รับฟ้องเพราะเป็นการกระทำของรัฐ (act of state) (คดี Buron V. Denman (1848) 2 Ex. (67) ศาลอังกฤษไม่รับฟ้องคดีที่อ้างว่า ผู้ฟ้องควรมีสิทธิในเอกสิทธิ์ทางการทูต (immunity) เพราะเป็น "การกระทำของรัฐ" (Agbor V. Metropolitan Police Commissioner (1969)) W.L.R. 703 ฯลฯ

ศาลอเมริกันก็ไม่รับดังปรากฏในคดี Colenaan V. Miller (307 U.S. 433 (1934) ประธานศาล Itughes วินิจฉัยว่า "ในการวินิจฉัยว่าปัญหาใดเป็นปัญหาการเมือง (political question) นั้น...ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจโดยองค์กรทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญได้ กำหนดให้มีผลผูกพันศาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน" โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดี Octjen V. Central Leather Co. 246 U.S. 297 ว่า "การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลนั้น รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรทางการ เมืองและอะไรก็ตามที่กระทำในการใช้อำนาจการเมืองนี้ ย่อมไม่ถูกควบคุมโดยศาล"

ความจริง หลักที่ว่าศาลจะไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลนี้ปรากฏในตำรากฎหมายปกครองทุก เล่ม แม้แต่ในหนังสือที่สำนักงานศาลปกครองนิพนธ์เรื่อง "ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีเปรียบเทียบ" ในการประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดระหว่างประเทศ ครั้งที่ 9 พ.ศ.2550 ที่กรุงเทพฯเองก็ระบุไว้ชัดในหน้า 219 ว่า

"โดยทั่วไป แนวคิดเรื่อง "การกระทำของรัฐบาล" ซึ่งมีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ถูกตรวจสอบความชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับ แม้ว่าขอบเขตจะถูกจำกัดก็ตาม

ในทางปฏิบัติ มี 2 กรณีที่ใช้แนวความคิดดังกล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในเรื่องเหล่านี้ศาลปกครองสูงสุดแต่ละประเทศจะมีแนวทางในการ (ไม่รับพิจารณา) ของตนเอง"

ศาลไทยเองก็ถือหลักนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ดังกล่าวแล้ว หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยชัดเจนว่า การยุบสภาเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งศาลไม่ควบคุม

3.หลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับการแยกหน้าที่ศาล (ผู้ควบคุม) ออกจากหน้าที่ดำเนินการบริหารของฝ่ายปกครอง

หลัก กฎหมายมหาชนสำคัญอีกหลักหนึ่งก็คือ ฝ่ายปกครองมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ศาลปกครองไม่มีหน้าที่บริหาร มีเพียงหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย

หลักนี้ สำคัญมาก เพราะถ้าศาลปกครองสามารถ "สั่ง" ฝ่ายปกครองได้ทุกเรื่อง ก็เท่ากับศาลลงมาบริหารราชการแผ่นดินเสียเอง ซึ่งจะกลายเป็น "ศาลเป็นรัฐบาล" (government of judge) และฝ่ายปกครองจะเป็นเพียงลูกน้อง

อนึ่ง ศาลเองก็ไม่มีความรู้ทางเทคนิคทุกด้านด้วยพอที่จะลงไปควบคุมสั่งการทุกเรื่อง

ด้วย เหตุนี้ จึงมีหลักกฎหมายสำคัญว่าศาลจะไม่ควบคุมการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะดุลพินิจเทคนิค (technical discretion) เช่น จะตัดถนนไปทางไหนดี สิ่งเหล่านี้เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุหรือไม่ งานวิชาการชิ้นนี้ได้มาตรฐานงานวิชาการที่ดีหรือไม่

ยิ่งเป็นเรื่อง การต่างประเทศด้วยแล้ว ศาลในระบบคอมมอนลอว์ก็ดี ศาลในระบบประมวลกฎหมาย (civil law) ก็ดี จะไม่ยอมตีความสนธิสัญญาเอง โดยไม่ขอความเห็นกระทรวงการต่างประเทศเป็นอันขาด เพราะศาลประเทศเหล่านั้นทราบดีว่า ท่านเองไม่ได้รู้บริบทของการเจรจา ไม่รู้เจตนารมณ์ของคู่กรณีในสนธิสัญญา ดังนั้น หากต้องตีความสนธิสัญญา ศาลประเทศเหล่านี้จะส่งเรื่องไปขอความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลของประเทศเหล่านี้จะไม่คุมการกระทำของรัฐบาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอันขาด!

4.จะทำอย่างไรต่อไป?

เมื่อ วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้ แม้ผู้เขียนจะเคารพศาลปกครองกลางเพียงใด ผู้เขียนก็ไม่อาจเห็นพ้องกับความตอนท้ายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ว่า "หากศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิจารณาแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ และยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่ยังคงสงวนสิทธิโต้แย้งคำพิพากษาของศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหารไว้เช่นเดิม จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้"

ผู้เขียนไม่แน่ใจในข้อความที่ว่าศาลมีคำ สั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้วไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้วเกิดผลตรงกันข้าม คือการดำเนินการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ของกระทรวงการต่างประเทศก็ยุติลง ทั้งไม่ได้หมายความว่า กัมพูชาจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวได้ อย่างที่เราอาจเข้าใจเช่นนั้น แต่คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งมีกรรมการจาก 21 ประเทศอาจไม่เห็นเช่นเดียวกับเราก็ได้

ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอว่า

1.กระทรวงการต่างประเทศควรอุทธรณ์คำสั่งนี้โดยด่วน เพื่อฟังคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด แล้วจึงค่อยดำเนินการตามนั้น

2. ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งพิจารณาคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาและฝ่ายค้านว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 190 คือเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่? หากต้องดำเนินการ คณะรัฐมนตรีก็ต้องเสนอแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้รัฐสภาพิจารณาโดยด่วนที่สุด และแจ้งให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบว่า ประเทศไทยยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอน ภายในของเรา จึงยังไม่อาจใช้แถลงการณ์ร่วมประกอบการพิจารณาทางคณะกรรมการมรดกโลกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐต่างประเทศเข้าใจและยอมรับกันเสมอมา

ผู้เขียน ได้แต่ภาวนาว่า เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจากับรัฐ ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศในอนาคต ศาลปกครองสูงสุดน่าจะยืนตามบรรทัดฐานเดิม อันจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยในสายตาสังคมโลกยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทุกประการ

23 June 2008

คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหาร

หลังจากได้นำบทความเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารเสนอมาโดยลำดับ ก็มีเพื่อนท่านหนึ่งกรุณานำข้อมูลมาเพิ่มเติมครับ

คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหาร

13 กรกฎาคม 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกโดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคตด้วย


โดยมีคำประท้วงดังนี้

ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะอ้างถึงคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยคำร้องเริ่มคดีฝ่ายเดียวของกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.1959 (พ.ศ. 2502) และซึ่งศาลได้พิพากษา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 (พ.ศ. 2505) ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร

ในแถลงการณ์เป็นทางการลงวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1962 (พ.ศ. 2505) รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศต่อประชาชนแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ.1904 (พ.ศ. 2447) และ ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฎบัตร

ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาที่จะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา”

ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งข้อความข้างต้นให้ท่านทราบ พร้อมกับขอให้ท่านแจ้งข้อความในหนังสือฉบับนี้ให้สมาชิกทั้งปวงขององค์การนี้ทราบทั่วกันด้วย

ที่มา: วิกิพีเดีย ปราสาทเขาพระวิหาร

อังกุศ: หากเป็นไปตามนี้ และไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาภายหลังเพื่อลบล้างคำประท้วงนี้ ก็แสดงว่าไทย (โดยฝ่ายเดียว) ยังคงถือว่าตนมีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร และไม่มีการตกลงไดๆเกี่ยวกับเส้นเขตแดน (ตามบทความก่อนหน้านี้) ต่างฝ่ายต่างยังคงถือเอาเขตแดนตามที่ตนเองขีดเส้นเป็นข้อยุติของแต่ละฝ่าย

หากเป็นไปตามนี้ การตกลงเส้นเขตแดนไดๆที่ล้ำเข้ามาจากแผนที่เดิมของไทย สำหรับมุมมองของรัฐบาลไทย ถือว่าเป็นการเสียดินแดนแน่นอน

และการรับรองให้กัมพูชาจัดการบริหารไดๆกับตัวปราสาท ก็เท่ากับรับรองอธิปไตยเหนือตัวปราสาท (ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในอธิปไตยของไทย) ก็เท่ากับเป็นการเสียอธิปไตยเช่นกัน

หากจะมีท่านไดแย้งว่า ทำไมที่ผ่านมากว่าสี่สิบปีจึงไม่มีการดำเนินการไดๆ

ก็สามารถถามแย้งในทำนองเดียวกันได้เช่นกันว่า กัมพูชาก็ละเว้นที่จะร้องเรียนต่อคณะกรรมการในองค์การสหประชาชาติเพื่อบังคับคดีเช่นกัน จึงไม่ควรโต้เถียงกันในประเด็นนี้อีก

ทางออกของกรณีนี้คือให้ละข้อยุติที่แตกต่างระหว่างไทยและกัมพูชาในข้อนี้เสีย แล้วดำเนินการโดยถือเป็นพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันไปก่อน

จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติต่อกรณีนี้อย่างเหมาะสม โดยละเว้นการตกลงไดๆกับกัมพูชาเกี่ยวกับเส้นแบ่งเขตแดน ยกเว้นว่าจะเป็นไปตามที่ไทยกำหนดไว้ และไม่ยินยอมให้กัมพูชาบริหารจัดการไดๆ (รวมทั้งการเสนอเป็นมรดกโลก) โดยไทยไม่ได้เป็นผู้ที่มีส่วนในการบริหารร่วมด้วย

มิเช่นนั้นจะรัฐบาลนี้จะเป็นผู้ทำให้ราชอาณาจักรสูญเสียดินแดนและอธิปไตย อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ตาม

และอาจจะตกเป็นอาชญากรในข้อหากบฏด้วย

"ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม

ที่มา: ‘ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม’ และหนังสือพิมพ์ประชาไท

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : "ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม
มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
ท่าพระจันทร์ จังหวัดพระนคร สยามประเทศ(ไทย)
20 มิถุนายน 2551

เรื่อง ‘ปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม’
ถึง นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกัลยาณมิตร
จาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สืบเนื่องจากการที่ประเด็นเรื่องของ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในการโค่นล้มรัฐบาลของ นรม. สมัคร สุนทรเวช และ ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นปัญหาของการเมืองภายในของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจที่มาและที่ไปของเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางประวัติศาสตร์ และทางรัฐศาสตร์การเมือง ดังนั้น จึงขอบรรยายตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(1)
‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ประวัติศาสตร์แผลเก่า’ ระหว่าง ‘ชาติไทย’ กับ ‘ชาติ กัมพูชา’ ระหว่าง ‘ลัทธิชาตินิยมไทย’ และ ‘ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา’ แม้จะเกิดมานานเกือบ 50 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นบาดแผลที่ไม่หายสนิท จะปะทุพุพองขึ้นมาอีก และถูกนำมาใช้ทางการเมื่อไรก็ได้ ในด้านของสยามประเทศ(ไทย) ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘การเมือง’ และ ‘ลัทธิชาตินิยม’ ในสกุลของ ‘อำมาตยาเสนาธิปไตย’ ที่ถูกปลุกระดมและเคยเฟื่องฟูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และถูกตอกย้ำสมัย ‘สงครามเย็น’ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (และก็ถูกสืบทอดโดยจอมพลถนอม กิตติขจร และบรรดานายพลและอำมาตยาธิปไตยรุ่นต่อๆมา)

(2)
‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ‘บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่โบราณ’ ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง ‘ปราสาท’ ด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง ‘ปราสาท’ ด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ ‘ศรียโสธรปุระ-นครวัด-นครธม’
ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ ‘ยโสวรมันที่ 1’ ถึง ‘สุริยวรมันที่ 1’ เรื่อยมาจน ‘ชัยวรมันที่ 5-6’ จนกระทั่งท้ายสุด ‘สุริยวรมันที่ 2’ และ ‘ชัยวรมันที่ 7’ จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)
‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ ‘ศรีศิขเรศร’ เป็น ‘เพชรยอดมงกุฎ’ ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก (‘พนมดงแร็ก’ ในภาษาขะแมร์ แปลว่าภูเขาไม้คาน ซึ่งสูงจากพื้นดินกว่า 500 เมตร และเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 600 เมตร ปัจจุบันตั้งอยุ่ใน (เขต) จังหวัด ‘เปรียะวิเฮียร’ (Preah Vihear) ของกัมพูชา

(3)
‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ น่าจะถูกทิ้งปล่อยให้ร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธรปุระ (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา ‘เสียกรุง’ ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และ ‘หนีเสือไปปะจระเข้’ คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง
แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ(ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียงเรื่องการ ‘เสียกรุงศรีอยุธยา’ แก่พม่า (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ ‘เสียกรุงศรียโสธรปุระ’ (พ.ศ. 1974) ของกัมพูชา
ทั้งกัมพูชาและสยามประเทศ(ไทย) คงลืมและทิ้งร้าง ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ไปประมาณเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น ‘อาณานิคม’ ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ ‘สยาม’ สมัย ร.ศ. 112 ถึงขนาดใข้กำลังทหารเข้ายึดเมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้าย (ในจังหวัดเลย) ไว้เป็นเครื่องต่อรองอยู่ 10 กว่าปี

(4)
จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง ‘ไกลบ้าน’) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก ‘จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย (เลย)’ กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้)
เมื่อถึงตอนนี้นั่นแหละที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาวอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร
กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย ‘รัฐบาลราชาธิปไตยสยาม’ ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา ‘เอกราชและอธิปไตย’ ส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้
และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง ‘อภิรัฐมนตรี’ ในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส (และนี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนแอข้อมูลและหลักฐานจดหมายเหตุ ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505)

(5)
กาลเวลาล่วงไปจนถึงสมัยสิ้นสุดระบอบ ‘ราชาธิปไตย’ ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เรื่องของ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นครุกรุ่นทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง (ก่อนครั้งที่ 3 ของการ ‘โค่นรัฐบาลสมัคร’ ในสมัยนี้) คือครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ปีกขวาของคณะราษฎร) และครั้งที่สอง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น (ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้านนโยบายเป็นกลางของกัมพูชาสมัยพระเจ้านโรดม สีหนุ)
ในครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเมื่อ ‘คณะราษฎร’ ยึดอำนาจได้แล้วแม้จะโดยปราศจากความรุนแรงและนองเลือดในปีแรกก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารปกครองประเทศอย่างมาก เพราะเพียง 1 ปีต่อมาก็เกิด ‘กบฏบวรเดช’ พ.ศ. 2476 (ที่นำด้วยพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมของรัชกาลที่ 7 และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ ผู้เป็นตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์) เกิดการนองเลือดเป็น ‘สงครามกลางเมือง’ และส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ถึงกับสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์
ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองนั้น รัฐบาลพิบูลสงคราม หันไปพึ่ง ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ ปลุกระดมวาทกรรม ‘การเสียดินแดน 13 ครั้ง’ ให้เกิดความ ‘รักชาติ’ ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น

- 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’
- Siam เป็น Thailand
- (แล้วเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรให้เป็น ‘ไทยๆ’ ซึ่งรวมทั้ง
- พระไทยเทวาธิราช -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ปูนซิเมนต์ไทย)

รัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน ‘มณฑลบูรพา’ และ ‘ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง’
จนในที่สุดก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง ‘กองกำลังบูรพา’ ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น ‘มหามิตรใหม่’ เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ ‘ไทย’ สมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475)
และนี่ก็เป็นที่มาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดินแดนทั้งเสียมเรียบ (ที่ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ (ซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในลาว และอยู่ในบริเวณพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และเมืองจอมกระสาน) ตลอดจนถึงไซยะบูลี (จังหวัดนี้อยู่ตรงข้ามหลวงพระบาง และถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ คือ จังหวัดลานช้าง คำว่า ‘ลาน’ ในสมัยนั้นยังไม่มีไม้โท)
และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)
ในสมัยดังกล่าวนี้แหละ ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า ‘ได้ปราสาทเขาพระวิหาร’ มา ดังหลักฐานในหนังสือ ‘ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน’ ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า ‘ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ’

(6)
สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วย ‘มหามิตรญี่ปุ่น’ ปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลพิบูลสงครามก็ล้ม ซึ่งก็หมายถึงว่า ‘ไทย’ จะต้องถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงครามด้วย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษที่เสียทั้งดินแดนและผลประโยชน์ให้กับไทย ก็ต้องการ ‘ปรับ’ และเอาคืน
โชคดีของสยามประเทศ(ไทย) (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อในภาษาอังกฤษกลับเป็น Siam ได้ชั่วคราว) ที่มีทั้งมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐฯ สนับสนุน และมีทั้ง ‘ขบวนการเสรีไทย’ ภายใต้การนำของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ที่กู้สถานการณ์เจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้การประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น กลายเป็นโมฆะหรือ ‘เจ๊า’ กับ ‘เสมอตัว’ ไม่ต้องถูกปรับมากมายหรือถูกยึดเป็นเมืองขึ้นอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี
แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (ค่ายปรีดี พนมยงค์) ก็ต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศสที่กล่าวข้างต้น แต่ยังรวมถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู (ที่เคยถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ อย่างสวยหรูชั่วคราวว่า ‘สัฐมาลัย’ คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์)
แต่ก็ในตอนนี้อีกนั่นแหละที่ระเบิดเวลา ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ถูกวางไว้อย่างเงียบๆ กล่าวคือ ตัวปราสาทหาได้ถูกคืนไปไม่ และต่อมารัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยุ่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497 (1954)
กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆไป

(7)
ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง ‘กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช’ และ ‘นักราชาชาตินิยม’ ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน ‘รักชาติ’ บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)
ศาลโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 (1962) ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยามและเจ้าหน้าที่ออกนอกบริเวณ ศาลโลกครั้งนั้นประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 นาย จาก 12 ประเทศ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี
ส่วนอีก 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต (ลี้ภัยการเมือง) และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น
ว่าไปแล้วรัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและแผนที่ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 นั่นเอง แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส หาได้ใช้หลักทางภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ หรือทางขึ้นไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ ‘กฎหมายปิดปาก’ ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง (โปรดดูสรุปย่อคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษได้จาก http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf

(8)
กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์ ทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ และ ‘การเสียดินแดน’
ขอกล่าวขยายความไว้ตรงนี้ว่าวาทกรรมของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ และ ‘การเสียดินแดน’
ถูกสร้างและ ‘ถูกผลิตซ้ำ’ มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าเขาและปราสาทพระวิหารเป็น ‘ของไทย’ หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า ‘ขอมไม่ใช่เขมร’ ดังนั้น เมื่อ ‘ขอม’ มิได้เป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือขะแมร์กัมพูชา ประเทศนั้นก็ไม่ควรมีสิทธิจะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร
วิธีการตีความประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกว่าเป็น ‘ของไทย’ แบบนี้ จะพบในงานเขียนมากมายของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ ปรีดา ศรีชลาลัย, น. ณ ปากน้ำ, พลูหลวง รวมทั้งของบุคคลสำคัญที่มีงานเขียนเชิงโฆษณาชวนเชื่อ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ เช่น ‘นายหนหวย’ เป็นต้น และยังถูกถ่ายทอดต่อมาในวงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของหลายสถาบัน รวมทั้งปรากฏอยู่เป็นประจำในงานสื่อสารมวลชน นสพ. รายวัน รายการวิทยุและทีวีโดยทั่วๆไปอีกด้วย

(9)
สรุป
เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ และ ‘การเสียดินแดน’ นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็น ‘ร้อนแรง-ดุเดือด-เลือดพล่าน’ จุดปุ๊บติดปั๊บขึ้นมาทันที ‘5 พันธมิตรฯ’ ดูจะได้อาวุธใหม่และพรรคพวกเพิ่มในอันที่จะรุกรบให้แพ้ชนะกันให้เด็ดขาด นำเอาเวอร์ชั่นของ ‘อำมาตยาเสนาชาตินิยม’ มาคลุกผสมกับ ‘ราชาชาตินิยม’ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลสมัคร (ที่เป็นนอมินีทั้งของทักษิณ และเป็นนอมินีของอีกหลายๆฝ่ายหลายๆสถาบัน ที่เรามักจะคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป) ก็ดูจะขาดความสุขุมรอบคอบและความละเอียดอ่อนทางการทูตในการบริหารจัดการกับปัญหากรณีเกี่ยวกับเรื่องปราสาทและเขาพระวิหาร

ดังนั้น ในเมื่อเขาพระวิหารได้ถูกทำให้กลายเป็นการเมืองร้อนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล คำถามของเราในที่นี้ คือ

ในแง่ของการเมืองภายใน
-รัฐบาลสมัครจะล้มหรือไม่
-รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่
-พันธมิตรจะรุกต่อหรือต้องถอย
-จะเกิดการนองเลือดหรือไม่
-ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจอีกหรือไม่
หรือจะ ‘เกี้ยเซี้ย’ รักสามัคคี สมานฉันท์ แตกต่าง หลากสีกันได้ ไม่มีเพียงแค่สีเหลือง กับสีแดง
คนไทยได้ผ่านเหตุการณ์ทั้งที่วิปโยคและปลื้มปิติกันมาแล้วเป็นเวลากว่า 70 ปี
ทั้งการปฏิวัติ 2475
ทั้งกบฏบวรเดช 2476
ทั้งรัฐประหาร 2490
ทั้งปฏิวัติ 2500-2501
ทั้งการลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516
ทั้งการรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519
ทั้งพฤษภาเลือด (ไม่ใช่ทมิฬ) 2535
และท้ายสุดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ประสบการณ์และเหตุการณ์ดังกล่าวพอจะเป็นตัวอย่าง เป็นบทเรียนได้หรือไม่
หรือจะต้องรอให้สึนามิทางการเมืองถล่มทับสยามประเทศ (ไทย) ของเราให้ย่อยยับลงไป

ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ
เรื่องของเขาและปราสาทพระวิหาร
จะบานปลายไปเป็นการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่
รุนแรงจนขั้นแบบเผาสถานทูตหรือไม่
จะมีการปิดการค้าชายแดนหรือไม่
จะกลายเป็นประเด็นสาดโคลนการเมืองภายในของกัมพูชา
(ที่จะมีการเลือกตั้ง 27 กรกฏานี้) หรือไม่
หรือว่าทั้งไทยกับกัมพูชา จะตระหนักว่าต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนยาว 800 กม. เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน
จะตกลงเสนอทั้งปราสาทและทั้งเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกร่วมกัน
บริหารจัดการและ (เอี่ยว) แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อคนไทย คนกัมพูชา คนลาว คนกูย คนขะแมร์อีสานใต้ คนกำหมุ คนแต้จิ๋ว คนไหหลำ คนฮกเกี้ยน คนกวางตุ้ง คนปาทาน ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นประชากรอันหลากหลายของรัฐชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์นี้

คำตอบไม่น่าจะอยู่ในสายลม มิใช่หรือ

อังกุศ: หากพิจารณาบทความนี้กับบทความที่ยกมาครั้งก่อนๆ จะพบกับข้อมูลใหม่ (สำหรับผม) คือ สยามในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเสนาบดีมหาดไทย ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าประสาทเขาพระวิหาร (อ.ชาญวิทย์ใช้คำนี้) ขึ้นกับฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว

และมีข้อมูลบางจุดที่เหลื่อมกันอยู่ คือในบทความก่อนหน้านี้ได้กล่าวว่า ภายหลัง (ในสมัยรัชกาลที่ 7) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงตำแหน่ง อภิรัฐมนตรี (เทียบได้กับองคมนตรีในปัจจุบัน) ทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการขึ้นไปทอดพระเนตรปราสาทเขาพระวิหาร ภายได้ธงฝรั่งเศส
โดยบทความก่อนหน้านี้กล่าวว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพดำรงตำแหน่งนายกของราชบัณฑิตยสถาน
แต่ในข้อที่เหลื่อมกันอยู่นี้ไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะอาจจะถูกได้ทั้งคู่ คือทั้งสองตำแหน่งต่างก็ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสมเด็จฯท่านอาจจะดำรงตำแหน่งทั้งสอง และการเสด็จฯครั้งนั้นไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งไหน ก็ได้เป็นเหตุให้ถูกพิจารณาว่าเป็นการรับรองอธิปไตยของกัมพูชาไปแล้ว

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า สยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยอมรับเขตแดนนั้นไปแล้วจริงหรือ ซึ่งจะต้องค้นคว้าต่อไป
แต่ก็น่าสังเกตว่าหากมีการยอมรับอย่างชัดเจนและเป็นทางการเช่นนั้น จนถึงขนาดที่สมเด็จฯต้องขออนุญาตจากฝรั่งเศส ซึ่งจะต้องมีหนังสือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอ้างอิงได้ และน่าจะมีบันทึกถึงพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนเช่นเขาพระวิหาร (จุดเล็กๆบนแผนที่ซึ่งเส้นบนแผนที่จะมีขนาดใหญ่จนกินอาณาบริเวณทั้งหมดได้) ว่าอยู่ในเขตของใคร ทำไมศาลโลก (และกัมพูชา) จึงไม่ใช้ประเด็นนี้ ซึ่งหากเป็นจริงก็จะชัดเจนจนไม่มีข้อโต้แย้งอยู่แล้ว

หากมองในแง่ของกระแสชาตินิยม ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจกันในขณะนี้ บทความของอ.ชาญวิทย์ก็ได้ชี้ด้วยเช่นกันว่า การนำกรณีปราสาทเขาพระวิหารขึ้นสู่ศาลโลกโดยพระเจ้านโรดม สีหนุ ก็เป็นเรื่องของนโยบายชาตินิยมไม่ต่างกัน
เรื่องนี้จึงเกิดขึ้นจากนโยบายชาตินิยมของทั้งสองฝ่าย และน่าจะหาข้อยุติร่วมกันได้ยากหากจะกล่าวว่าฝ่ายไดมีอธิปไตยเหนือพื้นที่นี้

ยังคงต้องรอข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งอยู่เช่นเดิมคือ มติของคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าคัดค้านหรืออมรับคำตัดสินของศาลโลกในระดับไหน ปัจจุบันยังเป็นเพียงการกล่าวขึ้นลอยๆ ทั้งๆที่มติคณะรัฐมนตรีเป็นเอกสารที่สามารถนำมายืนยันได้

ทางออกในขั้นนี้จึงน่าจะเป็น ทำอย่างไรจึงจะให้พื้นที่นี้อยู่ในสถานะกลางๆและสามารถอนุรักษ์ได้ต่างหาก ไม่ใช่การตกลงเรื่องเขตแดนหรือการให้ฝ่ายไดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์

19 June 2008

ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร

ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล

ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมขอแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับข่าวสารและคำวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ ที่พาดพิงถึงคดีปราสาทพระวิหารอย่างคลุมเครือ และโดยที่ผมบังเอิญมีส่วนใกล้ชิดและอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มมีปัญหาขัดแย้งอันส่งผลไปถึงข้อพิพาทซึ่งเป็นคดีความในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

ก่อนอื่น ผมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพื้นฐานบางประการที่อาจอำนวยความกระจ่างแจ้งแก่ประชาชนชาวไทยเกี่ยวกับสถานภาพและผลทางกฎหมายของคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 ในคดีปราสาทพระวิหาร ตลอดจนปฏิบัติการและท่าทีของไทยรวมทั้งการคัดค้านคำพิพากษาและข้อสงวนซึ่งไทยได้แถลงต่อคณะกรรมการที่ 6 (กฎหมาย) ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ 17 ในปีเดียวกัน

1. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต่างกับศาลภายในในข้อที่ศาลระหว่างประเทศไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากจะได้รับความยินยอมจากรัฐคู่กรณี ในคดีปราสาทพระวิหาร ไทยได้คัดค้านอำนาจศาลแล้วแต่แรกเริ่ม แต่ศาลได้มีคำพิพากษาเบื้องต้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1961 ยืนยันอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทั้งๆที่ได้เคยมีการกล่าวอ้างในศาลในคดีอื่นก่อนหน้านั้นว่าคำรับอำนาจศาลถาวรของไทยฉบับแรกมิได้โอนย้ายมาใช้ในศาลยุติธรรมปัจจุบันซึ่งรับช่วงปฏิญญารับอำนาจศาลจากศาลถาวรภายใต้องค์การสันนิบาตชาติตามความในข้อ 36 วรรค 5 แห่งธรรมนูญศาลปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากไทยมิได้เป็นสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งสหประชาชาติมาแต่แรกเริ่มเมื่อ ค.ศ.1945
2. คำฟ้องของกัมพูชาระบุเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ มิอาจขยายให้กว้างออกไปนอกพื้นที่จนครอบคลุมเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดงรัก ฉะนั้น การกล่าวถึงข้อพิพาทในคดีว่าเป็น ‘คดีเขาพระวิหาร’ หรือ ‘คดีปราสาทเขาพระวิหาร’ จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ที่ถูกต้องคือ ‘คดีปราสาทพระวิหาร’
โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ตั้งของปราสาท
3. คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงจำกัดเฉพาะภายในกรอบคำร้องที่กัมพูชายื่นฟ้องโดยไม่อาจขยายพื้นที่นอกเหนือจากบริเวณที่ตั้งของปราสาท
4. ข้อ 59 แห่งธรรมนูญศาลกำหนดไว้ว่า คำพิพากษาของศาลไม่มีผลผูกมัดผู้หนึ่งผู้ใดยกเว้นคู่กรณี ได้แก่ไทยและกัมพูชา และเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นในข้อพิพาทเท่านั้น
ฉะนั้น คำพิพากษาจึงไม่อาจขยายไปถึงคำขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และไม่ผูกพันองค์การยูเนสโกหรือทบวงการชำนัญพิเศษอื่นๆ รวมทั้งศาลซึ่งเป็นองค์กรของสหประชาชาติและศาลระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ ศาลกฎหมายทะเล
5. คำพิพากษาของศาลไม่มีกลไกบังคับคดี ในทางปฏิบัติจึงไม่อาจนำมาบังคับคดีได้ แต่ไทยก็ได้ปฏิบัติตามโดยไม่ขัดขืนหรือละเมิดคำพิพากษา ไทยได้ถอนบุคคลากรไทยผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาปราสาทพระวิหาร ย้ายเสาธงชาติไทยออกมานอกพื้นที่ปราสาทพระวิหารและสร้างรั้วล้อมตัวปราสาทไว้ เป็นการถอนการครอบครองปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษา
6. เนื่องจากไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาและยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวและตั้งข้อสงวนไว้ โดยไทยถือว่าปราสาทพระวิหารยังอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีกเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง
7. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไทยจึงไม่สมควรเปลี่ยนท่าทีหรือยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับรัฐบาลและประชามติ
6. หากพิจารณาตามความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ กัมพูชาไม่อาจเข้ามาครอบครองปราสาทพระวิหารได้โดยง่าย เพราะทางขึ้นเป็นหน้าผาสูงชัน การเดินทางไปปราสาทพระวิหารของชาวกัมพูชาจึงจำเป็นต้องใช้เส้นทางที่ผ่านประเทศไทย
อย่างไรตาม ปัจจุบันปรากฏว่าไทยได้ปล่อยปละละเลยและไม่เข้มงวดในการสงวนเส้นทางซึ่งเป็นของไทย และปล่อยให้ชาวกัมพูชาผ่านไปมาได้โดยเสรีไม่มีการตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือเก็บค่าผ่านทางแต่ประการใด ฉะนั้น จึงสมควรที่จะนำมาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเข้าออกประเทศมาใช้อย่างเข้มงวด
เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเข้าใจผิดและถือสิทธิ์อันมิชอบ ทั้งนี้ โดยยึดหลักการปักปันเขตแดนดังเดิมตามเส้นสันปันน้ำซึ่งไม่มีการทับซ้อนโดยเด็ดขาด
7. คำพิพากษาของศาลในคดีนี้มิได้เป็นคำพิพากษาเอกฉันท์ เนื่องจากมีเสียงข้างมากเพียง 9 ต่อ 3 และ 7 ต่อ 5 ในบางประเด็น จึงถือได้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของศาลยังมีความเห็นว่าไทยสมควรมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้โดยที่กฎหมายระหว่างประเทศมีการพัฒนาก้าวหน้าต่อเนื่อง จึงเป็นไปได้ที่ความเห็นจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
ซึ่งหมายถึงคำพิพากษาแย้งที่มีเหตุผลอาจเป็นที่ยอมรับนับถือและปฏิบัติตาม
8. หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าศาลเชื่อในหลักการว่าเส้นสันปันน้ำยังคงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณเทือกเขาดงรัก เส้นสันปันน้ำที่เขาพระวิหารอยู่ที่ขอบหน้าผา ฉะนั้น ถ้าจะมีการสำรวจใหม่ เส้นแบ่งเขตน่าจะเป็นเช่นเดิมโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก ปราสาทพระวิหารจึงยังอยู่ในเขตแดนไทย
9. เพื่อความเข้าใจในคำพิพากษาอย่างแจ่มแจ้ง จำเป็นต้องศึกษาโดยอ่านอย่างละเอียดเริ่มแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ในกรณีพิพาทคดีปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่หน้า 1 ถึงหน้า 146 เป็นคำพิพากษาโดยรวม ประกอบด้วยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาแย้งและคำพิพากษาเอกเทศ จึงจำเป็นต้องอ่านโดยตลอดจึงจะเห็นภาพรวมที่สมบูรณ์
ผมได้ตั้งข้อสังเกตข้างต้นเพื่อให้ประชาชนชาวไทยเข้าใจภูมิหลัง จุดยืนและข้อเท็จจริงตลอดจนหลักกฎหมายที่ถูกต้องในส่วนของไทยก่อนที่จะชี้แจงหรือโต้แย้งกับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งต้องดำเนินตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทยและอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของไทย โดยที่กัมพูชาเป็นสมาชิกใหม่ของสมาคมอาเซียน
จึงควรที่จะเปิดการเจรจาอย่างสันติวิธีและเที่ยงธรรมโดยอาศัยกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก

อนึ่ง ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นคดี ‘ปราสาทพระวิหาร’ ทั้งในภาษาไทย อังกฤษและฝรั่งเศส หาใช่คดี ‘เขาพระวิหาร’ หรือ ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ไม่

อังกุศ: จากประเด็นนี้ จึงไม่น่าจะต้องมีการนำเรื่องของเขตแดนมาเจรจาอีก และหากจะเจรจา ก็น่าจะเป็นการเจรจาเพื่อให้ปราสาทอยู่ในเขตแดนไทย และไม่ควรจะต้องไปรับรองแนวเขตแดนตามคำพิพากษานี้
ส่วนเรื่องมรดกโลก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ท้ายเรื่อง: ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทย
http://www.thaiembassy.jp/rte0/content/view/846/227/

เปิดแฟ้มคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร 15 มิถุนายน พ.ศ.2505


คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร แปลโดยกระทรวงต่างประเทศ

10 January 2008

ปาฐกถา: เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน

ปาฐกถานำสำหรับการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8

โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


13 ธันวาคม 2550


หอประชุม ไบเทค บางนา


ท่านประธาน ท่านคณบดี มิตรสหายในวงวิชาการ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

ก่อนอื่น คงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติผมเป็นผู้แสดงปาฐกถานำสำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้
เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมานับเป็นวิกฤตหนักหน่วงและส่งผลกระทบถึงผู้คนทุกหมู่เหล่า ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงรู้สึกคล้ายกัน คืออยากให้บ้านเมืองของเราคลี่คลายไปสู่สภาวะปกติสุขโดยเร็ว ในฐานะนักวิชาการ ทุกท่านคงมุ่งหวังมาร่วมกันค้นหาความจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ตลอดจนช่วยกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติ ด้วยความปรารถนาดี

อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าในฐานะคนๆ หนึ่ง ผมมีความรับรู้จำกัดเกินกว่าจะชี้ชัดคำตอบในเรื่องใด และคงทำได้เพียงแค่สมทบส่วนในการตั้งข้อสังเกตหรือจุดประเด็นให้ท่านทั้งหลายนำไปช่วยพิจารณา

กล่าวสำหรับการทำความเข้าใจสถานการณ์ ผมขออนุญาตเสนอหลักธรรมในการค้นหาความจริงสักสองสามข้อ ซึ่งแม้จะไม่ได้มาจากทฤษฎีรัฐศาสตร์โดยตรง แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย


หลักธรรมข้อแรกเป็นจุดเน้นของพุทธศาสนานิกายเซน ท่านสอนให้มองความจริงตามที่มันเป็นอยู่โดยไม่ใส่ทัศนะ ทฤษฎี หรือจินตภาพใดๆ เข้าไปปะปน พูดอีกแบบคือ อย่ารีบจับความจริงมาใส่กรอบคิด เพราะจะได้ความจริงไม่ครบ เมื่อข้อมูลหลายอย่างถูกสกัดโดยตะแกรงความคิด สุดท้ายก็จะเห็นโลกที่เราอยากเห็น ไม่ใช่โลกที่คลี่คลายอยู่ในความเป็นจริง หรือพอโลกไม่เป็นไปตามที่คิด ก็จะเกิดอาการผิดหวังไม่พอใจ

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักรัฐศาสตร์อย่างพวกเรา ลำพังปัจเจกบุคคลคิดอะไรไม่สอดคล้องกับความจริง ความทุกข์อาจตกอยู่กับเจ้าตัว แต่ยามใดที่ปัญญาชนชี้แนะเรื่องการเมืองขัดแย้งกับความเป็นจริง ผลกรรมและความทุกข์ย่อมไม่ตกอยู่กับตัวท่านเพียงผู้เดียว หากยังส่งต่อไปยังผู้อื่นทั้งแผ่นดิน

ถามว่าแล้วตอนนี้ ตัวละครทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าฝ่ายค้านฝ่ายปกครอง ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจ ฝ่ายที่กำลังกุมอำนาจ ตลอดจนฝ่ายที่อยากขึ้นสู่อำนาจ พร้อมด้วยเพื่อนมิตร บริวาร และผู้สนับสนุนของทุกฝ่าย คิดสอดคล้องกับความจริงมากน้อยแค่ไหน?

เรียนตรงๆ ว่า โดยลักษณะของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ (หรือการแสดงอำนาจของตนด้วยการต่อต้านอำนาจอื่น) สัจธรรมย่อมถูกทำลายไปตั้งแต่แรกแล้ว ตราบใดที่ทุกฝ่ายต่างชูธง ผูกขาดความถูกต้อง ยกความเห็นเป็นความเชื่อ ยึดความเชื่อเป็น ความจริง โดยวิธีคิดย่อมไม่อาจสะท้อนโลกได้อย่างแจ่มกระจ่างและครบถ้วน

เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ในโลกของการเมือง ผู้คนไม่เพียงมีอุปทานในความคิดของตน หากดูแนวโน้มที่ผ่านมาแล้วการผสมความจริงเข้ากับความเห็น ดูจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกแบบนั้นด้วย


ต่อมาเป็นหลักธรรมข้อที่สอง ซึ่งพระท่านสอนไว้ว่าในการพิจารณาปรากฏการณ์ใดๆ เราควรมองเห็นความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์นั้นๆ ไม่ใช่มองอย่างแยกส่วนซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินผิดถูกแบบตัดตอน

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับพระธรรมคำสอนในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุก็เน้นนักเน้นหนาว่า หลักอิทิปปัจจยตา มีความสำคัญถึงขั้นเป็นหัวใจของพุทธศาสนาเลยทีเดียว (พุทธทาสภิกขุ 2549 น.9)

การมองโลกแบบแยกส่วนและตัดตอน ไม่เพียงทำให้บุคคลชอบตั้งตนเป็นแกนหมุนของจักรวาลเท่านั้น (ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว) หากยังนำไปสู่ทัศนะแบบขาวล้วนดำล้วน แยกคนแยกโลกออกเป็นสองส่วนเสมอ

จริงอยู่ ในทางปฏิบัติมุมมองแบบทวิลักษณะหรือจับคู่ขัดแย้ง (Dualism) อาจจะจำเป็นอยู่บ้าง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าขยายความจนเลยเถิด ก็จะหลุดลอยจากภาพรวมของความจริง ซึ่งเกาะเกี่ยวกับทุกชิ้นส่วน และไม่เคยหยุดนิ่งให้ยึดติด

ตามหลักอิทัปปัจจยตา ไม่มีสิ่งใดในโลก ไม่ว่าคน สัตว์ พืช สิ่งของ เหตุการณ์ สถานการณ์ ฯลฯ สามารถเกิดขึ้นได้ลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป ยกเว้นตัวหลัก อิทัปปัจจยตา ซึ่งเกิดเองมีเองเป็นอสังขตะธรรม

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับไป" (เล่มเดียวกัน น.3) พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเงื่อนไขขับเคลื่อน ผลมาจากเหตุ ถ้าเหตุหมดไป ผลของมันก็หมดไป ในโลกไม่มีเรื่องบังเอิญ


สำหรับหลักธรรมข้อที่สาม ผมคงต้องขออนุญาตเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน คือโดยหลักอนิจจัง ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์ เราควรต้องมองเห็นการแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลของสรรพสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นสถานการณ์การเมือง อย่าไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องไม่ดีตลอดเวลา กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่ควรมองคำนิยาม คุณค่าความหมาย หรือบทบาท ตัวแสดง ตลอดจนองค์ประกอบทางการเมืองทั้งหลายอย่างหยุดนิ่งตายตัว


การเมืองไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบหรือไม่ สามารถตีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเป็นระบอบอะไรได้แค่ไหน หรือว่าในความเป็นจริง สัมพันธภาพของผู้คนในประเทศนี้ล้วนล่องลอยไปในสายธารของเหตุการณ์ มีตัวบุคคลตลอดจนพลังต่างๆ ผุดโผล่และถอยจมไปตามคลื่นลมกระแสน้ำ หาได้มีฉากใดหยุดนิ่งให้นิยาม และยิ่งไม่มีรูปนามให้ยึดถือ ในเมื่ออำนาจคือกระบวนการที่คนบังคับคนไฉนจึงต้องหาคำแก้ตัวที่ต่างกัน?

คำถามเหล่านี้ แค่พวกเราฉุกคิดขึ้นมาเป็นระยะๆ บางทีอาจช่วยให้โลกร้อนน้อยลง


ท่านผู้มีเกียรติครับ

ผมทราบดีว่า หลักธรรมทั้งสามข้อ ... ทั้ง อนิมิตตา อิทัปปัจจยตา และหลักอนิจจา ที่ผมนำมาทบทวนสู่กันฟังนั้น ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่ที่หยิบยกขึ้นมาในที่นี้ ก็เพียงเพราะอยากชวนเชิญทุกท่านรวมทั้งตัวเอง มาร่วมกันพิจารณาสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความสงบเยือกเย็น

ในระยะประมาณสองปีมานี้ เราคงต้องยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพลังทางการเมืองต่างๆ ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้อ่านความจริงอย่างครบถ้วนเท่าใด ผู้คนทุกหมู่เหล่ากลายเป็นเป้าหมายที่ถูกชักชวนให้มาเลือกข้างขัดแย้งกันในทุกประเด็น จนเกิดเป็นความสับสนหาคำตอบแทบไม่ได้

ดังที่ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ได้ชี้ไว้ในระหว่างแสดง ปาฐกถา 14 ตุลาคม 2550’ เมื่อสองเดือนก่อน ท่านปรารภว่าสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่เพียงแต่เป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงในรอบ 15 ปี สำหรับกระบวนการสร้างประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาฯ 2516 หากยังเป็นช่วงแห่งความอึมครึมสับสนทางอุดมการณ์ การเมือง และศีลธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 34 ปีของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ .... น้อยครั้งนักที่ขาวกับดำจะคลุมเครือกลืนเข้าหากันเป็นเทาไปทั่วขบวนการประชาชนเท่าครั้งนี้" (เกษียร เตชะพีระ, ปาฐกถา 14 ตุลาประจำปี 2550


แน่นอน เราคงต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความขัดแย้งที่ล้อมรอบการตีความสาระของประชาธิปไตย คือประเด็นเรื่องอำนาจ เพราะฉะนั้น หากจะเข้าใจสถานการณ์จากจุดใจกลาง ก็คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะไปวิเคราะห์หลักการหรือทฤษฎีที่แต่ละฝ่ายประดิษฐ์ขึ้น


เมื่อพูดถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับอำนาจในสังคมไทย ในเบื้องแรกคงต้องยอมรับว่าประเทศเรามีศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมายาวนาน มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดหรืออาจจะทั่วทั้งทวีปเอเชีย จนสามารถกล่าวได้ว่าอำนาจรัฐปัจจุบันเป็นอำนาจรัฐที่วิวัฒน์มาอย่างไม่ขาดตอน จากศูนย์อำนาจธนบุรี-รัตนโกสินทร์ ซึ่งก่อรูปขึ้นแทนรัฐอยุธยาเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 แม้ว่าในห้วงเวลาเกินสองร้อยปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในรูปแบบของรัฐ ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ในกระบวนทัศน์ว่าด้วยอำนาจการปกครองหรือในองค์ประกอบของชนชั้นนำที่มีบทบาททางการเมืองก็ตาม

ข้อเท็จจริงสำคัญประการที่สอง การที่ประเทศไทยยอมเปิดประเทศให้ทุนนิยมโลกเข้ามาในปี พ.ศ.2398 ตามสนธิสัญญาบาวริงและสัญญาอื่นๆ ทำให้มหาอำนาจตะวันตกทั้งหลายปล่อยให้รัฐไทยปรับโครงสร้างการปกครองของตนเองไปตามสะดวก เช่นนี้แล้ว ราชอาณาจักรสยามจึงสามารถเข้าสู่สมัยใหม่ พร้อมด้วยมรดกทางการเมืองและวัฒนธรรมดั้งเดิมหลายอย่าง ซึ่งทำให้แตกต่างกับประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมอยู่พอสมควร

จริงอยู่ สภาพดังกล่าวเท่ากับว่าประวัติศาสตร์กำหนดเส้นทางให้เราต้องขัดแย้งกันเองมากกว่าขัดแย้งกับคนอื่น ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การที่ชนชั้นนำเดิมของไทยได้ยอมรับระบบทุนนิยมมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามหลังจึงมักเป็นประเด็นจัดฐานะทางการเมืองเสียมากกว่าขัดแย้งในเรื่องวิถีการผลิต (Mode of Production) อันนี้ส่งผลให้ไม่มีการหักล้างกันรุนแรงนัก ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ซึ่งหลังจากผ่านระยะกระทบกระทั่งในช่วงเวลาหนึ่งแล้วทุกฝ่ายต่างก็มีที่อยู่ฐานะของตน

หลังรัฐประการ พ.ศ.2500 มหาอำนาจตะวันตกไม่เพียงเห็นชอบกับอำนาจการนำของกองทัพ หากยังเป็นฝ่ายหนุนให้ชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการบ่มเพาะชนชั้นนายทุนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางด้วยมือของตนเอง แม้ว่าต่อมาในปี 2516 พลังใหม่ๆ นอกระบบราชการเหล่านี้จะปฏิเสธฐานะนำของข้าราชการและเรียกร้องให้มีพื้นที่ทางการเมืองของตน แต่ถ้าไม่นับกระแส ซ้าย ในช่วงสามสิบปีหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม ตลอดจนสงครามประชาชนอีก 4-5 ปีหลังกรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคมแล้ว ก็อาจพูดได้ว่าความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยเป็นเรื่องการจัดฐานะทางการเมืองในกรอบทุนนิยมเท่านั้น กระทั่งในการปะทะรุนแรงเมื่อปี 2535 ก็ไม่มีประเด็นวิถีการผลิตแต่อย่างใด

ล่วงเลยมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำต่างกลุ่มยังคงอยู่ในแบบแผนเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่างคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ทั้งที่ลงมือเองและให้การสนับสนุน) กับคณะบุคคลที่ครองอำนาจด้วยวิธีเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 ก็คล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2540 กับฉบับ 2550 คือมีส่วนต่างกันอยู่บ้างในเรื่องที่มาและเนื้อหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่ไม่ได้ต่างถึงขั้นขาวล้วนดำล้วนดังที่บางฝ่ายพยายามจะบอกเรา

ที่สำคัญ คือแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับต่างก็ยืนยันที่จะอยู่ในกรอบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ (มาตรา 87 ในรัฐธรรมนูญ 2540 และมาตรา 82 กับมาตรา 84 ในรัฐธรรมนูญ 2550) ซึ่งหมายถึงว่าในมิติทางเศรษฐกิจ ระบอบไทยรักไทยกับระบอบ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ไม่ได้มีอะไรต่างกันโดยพื้นฐาน ส่วนใครจะบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก

คงต้องขออนุญาตอ้างอาจารย์เกษียร เตชะพีระ อีกสักครั้ง เพราะท่านชี้ไว้ถูกต้องแล้วว่า ณ จุดใดจุดหนึ่งราวกลางพุทธศตวรรษที่ 2530 นั้น ชนชั้นนำไทยได้บรรลุฉันทามติทางยุทธศาสตร์ที่จะพาประเทศไทยไปสู่เส้นทางโลกาภิวัตน์/เสรีนิยมใหม่ (เกษียร เตชะพีระ ปาฐกถา 14 ตุลา 2550) เหตุการณ์นั้นทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ล้วนสะท้อนว่าข้อสังเกตดังกล่าวเป็นความจริง


คำถามมีอยู่ว่า ในเมื่อทุกฝ่ายยอมรับที่จะเดินตามหนทางโลกาภิวัตน์ในกรอบลัทธิเสรีนิยมใหม่โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว อะไรเล่าคือจุดต่างและประเด็นขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำไทย?


จุดนี้นี่เองที่เป็นความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย กล่าวคือ แม้ชนชั้นนำไทยจะมีหลายหมู่เหล่า และไม่ได้แตกต่างขัดแย้งกันในระดับแนวทางเศรษฐกิจสังคมอย่างแท้จริง แต่ประเด็นหลักของการกระทบกระทั่งก็ยังเหลืออยู่ที่การจัดฐานะในความสัมพันธ์ทางอำนาจ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ลงตัว

ปัญหาดังกล่าวถูกเสริมขยายด้วยความจริงที่ว่าสังคมไทยของเรามีแหล่งของอำนาจหลายแบบ เนื่องจากสภาพที่ด้านหนึ่งเปลี่ยนแปลง ด้านหนึ่งสืบทอดวิวัฒน์มาจากศูนย์อำนาจโบราณ ทำให้องค์ประกอบของสังคมไทย ซึ่งรวมทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจ (concept of power) และความสัมพันธ์ทางอำนาจ (power relations) ด้วย มีส่วนผสมของลักษณะต่างๆ จากยุคสมัยที่ไม่เหมือนกัน

กล่าวคือ เรามีทั้งวัฒนธรรมจารีตประเพณีตลอดจนสถาบันทางการเมืองและสังคมอันเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคก่อนสมัยใหม่ (pre modern) เข้ามาเป็นองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 75 ปีแล้ว นอกจากนี้ในระยะหลังสังคมไทยยังถูกดัดแปลงแต่งเสริมด้วยวัฒนธรรมแบบไร้รากและรูปการจิตสำนึกแบบไร้พรมแดน ซึ่งมากับยุคหลังสมัยใหม่ (post modern) อีกชั้นหนึ่ง สภาพดังกล่าวยิ่งเพิ่มความซับซ้อนสับสนในเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจและจินตภาพเกี่ยวกับอำนาจให้หนักหน่วงกว่าเดิม


ประเด็นที่จะต้องตระหนักคือ องค์ประกอบจากทั้งสามยุคสมัยล้วนดำรงอยู่ในห้วงเวลาและพื้นที่เดียวกัน คือ เดี๋ยวนี้และที่นี่ ซึ่งหมายถึงว่าสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับมโนทัศน์ (Ideals) และกระบวนทัศน์ทางการเมือง (Paradigm) ได้


พูดให้ชัดขึ้นคือ ในเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้น เราจะพบว่าในประเทศไทยมีการใช้หลักความชอบธรรมของอำนาจ (political legitimacy) ทั้งแบบจารีตประเพณี ซึ่งเน้นคุณธรรมหรือราชธรรม และแบบสมัยใหม่ซึ่งเน้นฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งตลอดจนความเสมอภาคทางการเมือง (นอกจากนี้ยังมีบางด้านของแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ซึ่งไม่เชื่อในความชอบธรรมของอำนาจแบบไหนทั้งสิ้น)

ในยามที่เราสามารถถักทอองค์ประกอบเหล่านี้เข้าหากันได้ก็ไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไร แต่ในยามที่ผสมผสานไม่ลงตัวก็สามารถกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ เนื่องจากทุกหลักการและจินตนาการต่างก็มีพลังทางสังคมขับเคลื่อน มีทั้งชนชั้นกำกับ และมีมวลชนชั้นล่างร่วมขบวน

แน่ละ สภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีทั้งอำนาจที่เป็นทางการและอำนาจที่ไม่เป็นทางการดำรงอยู่ขนานกัน และบางทีก็ทับซ้อนกันจนแยกไม่ออก ดังนั้น การก้าวขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องยากลำบากเป็นพิเศษ จำเป็นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ละเอียดอ่อนประณีต และจำเป็นต้องเฉลี่ยความพอใจทางการเมืองไปตามบรรทัดฐานและความคาดหวังหลายแบบ ที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ นี่คือ ภูมิประเทศทางการเมือง ซึ่งผู้ที่มองข้ามมักต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอันแสนแพง

ใครก็ตามที่เข้าใจว่าแหล่งที่มาของอำนาจอยู่ที่ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นับว่าเข้าใจอำนาจได้ไม่ครบถ้วน และยิ่งย่อความว่าเงินเท่านั้นคืออำนาจ ก็ต้องถือว่าเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง ทรัพยากรแห่งอำนาจ (resources of power) นั้นมีหลายอย่าง เงินเป็นเพียงอย่างหนึ่ง พ้นจากนั้นยังมีความรู้ เกียรติภูมิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิ คุณธรรมความดี บารมีทางสังคม และอย่างอื่นๆ อีกที่สามารถเป็นทรัพยากรแห่งอำนาจได้ ขึ้นอยู่กับว่าสังคมที่รองรับความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้นยอมรับนับถือในสิ่งใดบ้าง


ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นได้ว่าอำนาจเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากวัฒนธรรม และความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมล้วนมีนัยทางอำนาจ


ความผิดพลาดสำคัญอย่างหนึ่งของกลุ่มทุนใหญ่ที่ขึ้นมากุมอำนาจภายใต้กฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 คือใช้อำนาจโดยแยกออกจากฉันทามติทางวัฒนธรรมมากเกินไป ดังนั้น จึงถูกต่อต้านโดยคนจำนวนไม่น้อย ทั้งๆ ที่อำนาจที่ใช้นั้นอาจจะถูกต้องตามกฎหมาย (พวกเขาไม่เข้าใจว่าบางทีการใช้อำนาจมากจะเท่ากับมีอำนาจน้อย และการใช้อำนาจแต่น้อยกลับแสดงอำนาจได้มากกว่า)

นอกจากนี้ เรายังควรเข้าใจด้วยว่าโดยกฎเกณฑ์อันเป็นธรรมชาติของมัน ความชอบธรรมของอำนาจนั้นมีหลายมิติและหลายขั้นตอน กล่าวคือ ต้องประกอบด้วย 1.มีที่มาอันชอบธรรม 2.มีจุดหมายชอบธรรม และ 3.วิธีการใช้อำนาจต้องชอบธรรมด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ที่มาชอบธรรมแล้วทำอะไรก็ได้


อันที่จริง การเอาตัวเลขเสียงข้างมากที่ได้จากการเลือกตั้งมาอ้างเป็นฉันทานุมัติในการใช้อำนาจทุกเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการอ้างดังกล่าวไม่ได้ช่วยอธิบายปัญหาที่กำลังก่อให้เกิดความไม่พอใจทางการเมือง และไม่ได้ช่วยให้เกิดความชอบธรรมที่ตรงประเด็น แม้ผู้กุมอำนาจจะได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง แต่เวลาใช้อำนาจจริงๆ ผู้ลงคะแนนเหล่านั้นก็ไม่ได้จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้

ตามความเข้าใจของผม สภาพที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2549 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 19 กันยายนของปีกลาย ขณะเดียวกันก็อาจช่วยอธิบายได้บางส่วนว่าทำไมนับหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรัฐบาลของคณะรัฐประหารจึงไม่สามารถกุมอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีฝ่ายไหนรักษาความชอบธรรมได้ครบทุกแบบ แต่ละฝ่ายอาจมีความชอบธรรมในบางแง่มุม และขาดความชอบธรรมในอีกบางแง่มุม

ในระยะหนึ่ง การช่วงชิงฐานะนำ (hegemony) ในพันธมิตรผู้ปกครอง (power coalition) ระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจเอกชนนับว่ามีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้หลักความชอบธรรมของอำนาจหลายแบบถูกนำมาผสมผสานในสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่หลัง พ.ศ.2521 เรื่อยมา<1> ดูเหมือนจะมีข้อตกลงเงียบๆ ในหมู่ชนชั้นนำไทยว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นกรอบใหญ่ จากนั้นประเด็นจึงวนเวียนล้อมกรอบอยู่ที่คำนิยามของระบอบดังกล่าวว่าแบบไหนจะเปิดพื้นที่และจัดวางฐานะทางการเมืองให้กับใครมากน้อยอย่างไร


ดังนั้น เราจะเห็นได้ชัดว่า ระบอบประชาธิปไตยมิได้เป็นเพียงทฤษฎีทางการเมืองที่ตั้งอยู่ลอยๆ และมีเนื้อหาสาระตายตัว หากโดยแก่นแท้แล้วนับเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีมาตรฐานขั้นต่ำหรือมีหลักการรองรับ แต่ก็สามารถโน้มเอียงไปมาได้ ทั้งนี้ ขึ้นต่อดุลกำลังเปรียบเทียบของพลังต่างๆ ที่เข้ามาแย่งชิงพื้นที่กัน


แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจจะไม่เกี่ยวข้องเลย ตรงกันข้าม การต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความไม่ยินยอมต่อการกดขี่ข่มเหงของประชาชนในหลายครั้งหลายหน นับว่ามีส่วนอย่างสูงในการทำให้ชนชั้นนำทุกฝ่ายต้องจัดวางฐานะทางอำนาจของตนไว้ในกรอบประชาธิปไตย

แต่ก็อีกนั่นแหละ ในความเป็นจริงประชาชนส่วนที่ไม่สู้ก็มี ส่วนที่ยอมให้ชนชั้นนำฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ครอบงำก็มี และส่วนที่ไม่เอาธุระอะไรเลยก็มี เพราะฉะนั้น ในสมการประชาธิปไตยชุดต่างๆ พื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายประชาชนจึงมักไม่ขยายตัวเต็มฐานะสักที

สภาพดังกล่าวยิ่งหมายถึงว่าคุณลักษณะของระบอบประชาธิปไตย (หรือระบอบการเมืองใดก็ตาม) ล้วนไม่ได้มีการดำรงอยู่โดยธรรมชาติ หากเป็นสมมติสัจจะที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยการค้ำจุนจากฉันทามติของผู้คนในสังคม

อันที่จริง ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยอย่างเดียว แม้ศูนย์อำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบอื่นก็เช่นกัน จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความเห็นชอบจากทุกภาคีที่เกี่ยวข้อง ยามใดที่ความเห็นพ้องดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปหรือสิ้นสุดลง ก็ย่อมส่งผลต่อศูนย์อำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เคยลงตัวอย่างเลี่ยงไม่พ้น

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทยว่าเกิดจากเหตุปัจจัยใด (เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษาของประชาชน ปัญหาวัฒนธรรมหรือคุณธรรมของนักการเมือง เป็นต้น) ความจริงข้อหนึ่งมีอยู่ว่า ตราบใดที่ประชาธิปไตยยังคงเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนบางส่วนและปิดสำหรับคนบางส่วน ตราบนั้น ก็ต้องมีพลังอื่นเคลื่อนไหวทับซ้อนกับระบอบนี้ ซึ่งสามารถออกมาได้ทั้งในรูปการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หรือดัดแปลงมันเสียใหม่ให้เปิดพื้นที่สำหรับคนจำนวนมากขึ้น


เช่นนี้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่บรรดาปัญญาชน นักวิชาการและผู้มีชื่อเสียงทางสังคมหลายท่านต่างแสดงความผิดหวังในรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น กระทั่งวางเฉยกับรัฐประหาร 19 กันยายน ทั้งๆที่ท่านเหล่านี้เป็นกลุ่มชนที่ไม่ได้นิยมระบอบเผด็จการแต่อย่างใด<2> ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าก่อนเกิดรัฐประหารมีขบวนการนักธุรกิจตลอดจนคนชั้นสูงและคนชั้นกลางเรือนแสนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างเอาเป็นเอาตาย

ในวิชารัฐศาสตร์ เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นวิกฤตฉันทานุมัติซึ่งเกิดขึ้นระดับระบอบ แต่แน่ละ บทบาทของผู้นำการเมืองก็มีส่วนสำคัญที่จะให้มันเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วแก้ไขได้หรือไม่ อันที่จริง ในกรณีทั่วไป ระบอบที่อ่อนแอจะขึ้นต่อบทบาทของบุคคลค่อนข้างมาก ในทางกลับกัน ถ้าตัวระบอบมีความเข้มแข็งหยั่งรากลึกพอ หรือมีพลวัต (Dynamism) พอที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้ แม้ผู้นำทำผิดพลาด การหักล้างเผชิญหน้าก็คงไม่เกิดขึ้น


แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สถานการณ์ก็อาจกระตุ้นให้มีการอาศัยพลังนอกระบอบ (หรือที่บางคนเรียกว่านอกรัฐธรรมนูญ) มาขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

คำถามมีอยู่ว่าเราจะหมุนวนอยู่กับสภาพเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ?


ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ

อันที่จริง วิกฤตฉันทานุมัติในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องแก้ไขได้ ถ้าเรารู้จักเก็บบทเรียนโดยเสริมความระมัดระวังในการออกแบบระบอบการเมือง ไม่ให้เป็นแค่เวทีอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่ม ซึ่งมักปิดกั้นพื้นที่ทางการเมืองทั้งของชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ และของมวลชนชั้นล่างไปในเวลาเดียวกัน

กล่าวเฉพาะประเด็นนี้ ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 สะท้อนความพยายามที่จะแก้ปัญหาข้างต้นอยู่พอสมควร<3>

เราทุกคนทราบดีว่า โดยพื้นฐานแล้วรัฐธรรมนูญถือเป็นแผนผังการใช้อำนาจในสังคม ที่ยังยึดถือในอำนาจรัฐร่วมกัน ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงประกอบด้วยเรื่องสำคัญสองส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งได้แก่ ข้อตกลงว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันการปกครองต่างๆ ซึ่งมีนัยเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำที่มีอยู่หลายกลุ่ม สำหรับส่วนที่สอง เป็นข้อตกลงความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวรัฐกับสังคม หรืออาจจะพูดได้ว่าระหว่างผู้กุมอำนาจ กับประชาชนธรรมดาทั่วไป

แน่ละ รัฐธรรมนูญที่จะใช้งานได้ คงต้องสะท้อนความจริงในสังคมว่ามีความเป็นจริงทางอำนาจแบบไหน มีภูมิประเทศทางการเมืองแบบใด แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราปล่อยไปเช่นนั้นทั้งหมด ก็จะไม่มีด้านที่เป็นอุดมคติหรือด้านที่เป็นหลักการเหลืออยู่เลย มันเท่ากับว่าเราเขียนกฎหมายยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจ ดังนั้น รัฐธรรมนูญถ้าจะให้ดี ต้องมีด้านที่สอง ซึ่งเป็นอุดมคติทางการเมืองของสังคมด้วย เราต้องรักษาความสมดุลตรงนี้ไว้เสมอ


พูดอีกแบบหนึ่งคือ แม้รัฐธรรมนูญควรต้องสะท้อนความจริงทางการเมือง ให้พลังต่างๆ ในสังคมมีที่อยู่ที่ยืน มีพื้นที่ของตนในแผนผังการจัดสรรอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งก็จะต้องมีหลักการที่เกื้อกูลประคับประคองผู้ด้อยอำนาจให้มีฐานะทางการเมืองด้วย พวกเขาจะได้ไม่ถูกข่มเหงรังแกและมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลตอบสนองจากรัฐตามความเหมาะควร

เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่จะให้เกื้อหนุนการอยู่ร่วมกันในสังคมจริงๆ ก็คงต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไม่ทิ้งใคร ไม่ทิ้งใครหมายความว่า จัดที่นั่งให้ทุกฝ่ายตั้งแต่ประชาชนธรรมดาสามัญ ไปจนกระทั่งคนที่เป็นชนชั้นนำระดับสูง เป็นแผนผังทางอำนาจซึ่งมีที่นั่งให้ทุกฝ่าย จะได้ไม่มีใครถูกกันออกนอกระบบและต้องใช้วิธีการนอกระบบมาแก้ปัญหา


อย่างไรก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมพูดถึงการแก้ปัญหาฉันทานุมัติทางการเมืองในระดับระบอบเท่านั้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงในเรื่องอื่นๆ ก็ได้ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแก้ปัญหาหรือก่อปัญหาอะไรขึ้นมาบ้าง

ในความเห็นของผม เรื่องที่น่าห่วงกว่าคือแท้จริงแล้ววิกฤตฉันทานุมัติในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นที่ระดับของระบอบการเมืองเท่านั้น หากยังมีปัญหาในระดับอำนาจรัฐด้วย


ทั้งนี้ เนื่องจากหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 แรงกดดันของระบบทุนนิยมโลกก็ดี ข้อผูกมัดรัฐไทยที่ถูกกำหนดโดยไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund) ก็ดี ตลอดจนวัฒนธรรมแบบไร้รากไร้พรมแดนที่เจาะซึมเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกระแสโลกาภิวัตน์ก็ดี ล้วนนำไปสู่สภาพที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาติในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น ทำให้รัฐอ้างชาติหรือผลประโยชน์แห่งชาติมาประกอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจน้อยลง


อันนี้หมายถึงว่า ทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบรัฐชาติ (หรือแบบสมัยใหม่) ในประเทศไทยกำลังอ่อนพลังลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เดิมก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นความเสื่อมทรุดดังกล่าวยังดำเนินไปอย่างค่อนข้างไร้ทิศทาง กระทั่งขาดความตระหนักตื่นรู้ในหมู่ชนที่เกี่ยวข้อง

ข่าวการรวมกลุ่ม ย้ายพรรค หรือจัดกำลังตั้งพันธมิตรเพื่อชิงชัยในการเลือกตั้งของบรรดานักการเมืองนั้น ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นความคึกคักของบรรยากาศห้วงกลับสู่ ประชาธิปไตย แต่ถ้าเพ่งลึกไปกว่านี้ก็น่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าท่านทั้งหลายกำลังจะพาบ้านเมืองไปสู่ที่ใด วิกฤตการเมืองที่กดดันประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิกฤตที่ทั้งลงลึกถึงรากและซับซ้อนซ่อนปมอย่างยิ่ง มันหนักหน่วงเกินกว่าจะแก้ไขด้วยการเอาคนหน้าเก่าไม่กี่พันคนมาแข่งขันกันในเวทีเลือกตั้ง หรือแก้ไขด้วยการยกกองทัพมาขับไล่คนเหล่านี้เป็นบางส่วน


ที่ว่าลงลึกถึงรากก็เพราะว่าเงื่อนไขแวดล้อมของความขัดแย้งเรื่องอำนาจมิได้มีแต่ปัจจัยภายในล้วนๆ หากยังมีการผ่านพ้นของยุคสมัยเข้าเข้ามาเป็นบริบทสำคัญ กล่าวคือ ทั้งอำนาจที่ใช้ในการปกครอง และผู้ที่ถูกปกครองล้วนเปลี่ยนไปจากเดิม


ประการแรก อำนาจรัฐที่ใช้ปกครองสังคมไทยนั้น ถึงวันนี้ไม่ทราบว่ามีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน เพียงใด แต่ที่แน่ๆ คือในด้านเศรษฐกิจรัฐไทยคงใช้อำนาจอะไรไม่ได้มากนัก เพราะไปตกลงกับรัฐอื่นๆ ตลอดจนองค์กรทุนนิยมโลกไว้หมดแล้วว่าจะปล่อยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดำเนินไปตามกลไกตลาด ซึ่งไร้พรมแดน ไร้สัญชาติ และอาศัยการลงทุนของเอกชนเป็นพลังขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว

ลำพังยึดถือตามกติกาข้อนี้ อำนาจการปกครองไทยก็หมดสภาพความเป็นรัฐชาติไปครึ่งค่อนแล้ว เพราะไม่เพียงต้องอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของผลประโยชน์จากที่อื่นเท่านั้น หากบางครั้งยังต้องช่วยกำราบกลุ่มชนพื้นเมืองที่บังอาจมาขัดแย้งกับนักลงทุนจากต่างชาติด้วย อันที่จริงเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เคยเกิดขึ้นในหลายที่หลายแห่งและไม่มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก<4>

ปัญหามีอยู่ว่าคนที่เดือดร้อนหรือถูกคัดออกจากการระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนยากจนในชนบท ซึ่งเป็นผู้แพ้ในกระบวนการพัฒนาประเทศมาก่อน ถึงตอนนี้จะอาศัยอำนาจรัฐไปเยียวยาพวกเขาอย่างเป็นระบบ กลับยิ่งทำไม่ได้ เพราะตลาดเสรีไม่เห็นด้วยให้รัฐไปอุ้มชูคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็นผู้เสียเปรียบก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่ง ในระบอบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองจะไม่ทำอะไรเลยเกี่ยวกับมวลชนระดับรากหญ้าก็ไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้คือคะแนนเสียง สุดท้ายสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกันแข่งขันทางการเมืองทำได้อย่างมากคือ ประกาศนโยบายอุปถัมภ์ชาวบ้านในรูปแบบที่เรียกกันว่า ประชานิยมซึ่งไม่การปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมอย่างถึงราก หรือแก้ปัญหาด้อยโอกาสของคนส่วนใหญ่ในระดับโครงสร้าง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลของนักการเมือง หากแก้ปมเงื่อนนี้ไม่ออกก็ล้วนไม่มีอะไรต่างกัน


ประการต่อมา เมื่อพูดถึงผู้คนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐไทย ถึงตอนนี้ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหลือคนที่ยึดถือใน ความเป็นชาติ จริงๆ มากน้อยแค่ไหน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งนักธุรกิจและแรงงานต่างชาตี่เข้ามาอยู่ร่วมเป็นเรือนล้าน

ในยุค สังคมข่าวสาร และโลกไร้พรมแดน มีเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวอยู่เงียบๆ คือ สูญเสียศักยภาพในการส่งทอดวัฒนธรรมของตนให้ชนรุ่นหลัง ดังเราจะเห็นได้จากงานวิจัยของอาจารย์สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ซึ่งพบว่าเยาวชนคนชั้นกลางในปัจจุบันเห็นแก่ส่วนตัวมากกว่าร่วมรวม นอกจากนี้ยังขาดรากเหง้าทางศีลธรรม ศาสนา และวัฒนธรรม และสูญสิ้นความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย แต่กลับมีวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมญี่ปุ่นสอดแทรก ยึดติด เกิดความนิยมคลั่งไคล้ในรูปของการแต่งกาย ภาษาที่ใช้ การดำเนินชีวิต และค่านิยมที่ยึดติดกับเปลือกวัฒนธรรมภายนอกมากขึ้น (มติชน 24 ต.ค.2545)

คงจะไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายจนเกินไปนัก ถ้าจะบอกว่าคนเหล่านี้จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของใครทั้งสิ้นไม่ว่าพ่อแม่หรือรัฐบาล ไม่ว่าระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตย หากอยู่ในโลกส่วนตัวของตนตลอดเวลา

กรณีเด็กหนุ่มคนหนึ่งฆ่าตัวตายในฤดูสอบเอ็นทรานซ์ที่ผ่านมานับว่าน่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ใช่คนหมดโอกาสเรียนต่อ หากผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งแม้จะเป็นสถาบันของรัฐที่มีเกียรติภูมิสูง แต่ก็ยังไม่ถูกใจเพราะเขาไม่ได้เลือกไว้เป็นอันดับแรก

พูดกันตามความจริง ปัจจุบันเยาวชนไทยมิได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องสถาบันที่สังกัดเท่านั้น หากประกวดประชันกันในแทบทุกเรื่อง ตาม สปิริต ของยุคการค้าเสรี การบริโภคเสรีและการแข่งขันเสรี สิ่งนี้ทำให้โดยเนื้อในแล้วพวกเขามีชีวิตที่ตึงเครียดรุ่มร้อนอย่างยิ่ง เพราะมันเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้ อีกทั้งแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ยากจะสร้างความพอใจให้อย่างยั่งยืน

บางทีอาจเป็นเพราะวิถีชีวิตเช่นนี้เองทำให้วัยรุ่นไทยฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นปีที่แล้ว มีเด็กวัยรุ่นอายุ 14-19 พยายามฆ่าตัวตาย 7,800 คน หรือวันละ 21 คน ที่ฆ่าตัวเองสำเร็จตกปีละราว 800 หรือวันละประมาณ 2 คน (ไทยรัฐ 24 พ.ค.2550)

แน่นอน สภาพการแยกตัวทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ย่อมส่งต่อความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น มันหมายถึงว่าฐานความคิดและวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้คนยอมรับการดำรงอยู่ของส่วนรวมที่เรียกว่าชาติ และอำนาจการปกครองของรัฐชาติได้หายไปแล้ว ในหมู่คนจำนวนไม่น้อย

ผลกระทบด้านจิตวิญญาณของยุคโลภาภิวัตน์นั้นหนักหน่วงรุนแรงยิ่ง และส่งต่อแรงกระแทกไปยังวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยโดยตรง ดังเราจะเห็นได้จากโพลสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อเดือนกันยายน ศกนี้ ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.2 มีความเอนเอียงที่จะยอมรับได้หากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข <5> สภาพเช่นนี้เมื่อผนวกกับปัญหาวัฒนธรรมเดิมๆ อย่างการซื้อสิทธิขายเสียง ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศไทยหากฎเกณฑ์รองรับเกือบไม่ได้<6>

เท่านั้นยังไม่พอ หากเราพิจารณาถึงว่ามาบัดนี้คนอีกส่วนหนึ่ง (เช่น นักธุรกิจและคนชั้นกลาง) ได้ก้าวข้ามพรมแดนไปโยงใยความรุ่งเรืองของตนไว้กับระบบทุนนิยมโลกแล้ว ขณะคนอีกส่วนหนึ่ง (เช่น กรรมกรและเกษตรกรบางกลุ่มตลอดจนชุมชนท้องถิ่นหลายแห่ง) เริ่มระแวงการใช้อำนาจรัฐเพราะไม่แน่ใจในข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม นับวันก็ยิ่งทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปราศจากฉันทานุมัติในการใช้อำนาจ หรือกำลังกลายเป็นสังคมที่ไม่มีใครสามารถปกครองได้นั่นเอง


ประการที่สาม เมื่อเรานำสภาพสองอย่างแรกมาบวกรวมกับลักษณะชนชั้นนำบนเวทีเลือกตั้ง ก็จะยิ่งพบว่า (อย่างน้อยที่ผ่านมาในระยะ 4-5 ปีก่อนรัฐประหาร) วิกฤตฉันทานุมัติในระดับอำนาจรัฐ ไม่อาจถูกชดเชยด้วยความชอบธรรมทางการเมืองอันพึงมีในระบอบประชาธิปไตยได้เท่าที่ควร ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงมาแต่เดิม ประกอบกับสถานการณ์หลังวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 ได้ทำให้กลุ่มผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบทุนโลกาภิวัตน์กับกลุ่มผู้ชนะในการแข่งขันทางการเมืองแบบเลือกตั้งกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน ในลักษณะที่เกือบอัตโนมัติ

ประชาธิปไตยซึ่งแต่เดิมก็เป็นเวทีการเมือของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจสังคมอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งหดแคบกลายเป็นเวทีการเมืองของกลุ่มที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย ช่องว่างทางฐานะระหว่างผู้แทนกับผู้ถูกแทนวัดเป็นเม็ดเงินได้ถึงนับแสนล้านบาท<7> จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้กุมอำนาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ และเป็นเรื่องยากพอๆ กันที่ผู้ไม่ได้กุมอำนาจจะยอมรับ

กล่าวเช่นนี้มิดได้หมายความว่าเราจะต้องพุ่งเป้าไปเพ่งเล็งกลุ่มผู้กุมอำนาจชุดก่อนรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา แต่หมายความว่าเราควรมองให้ออกว่าสังคมไทยยังคงมีสภาพสุดขั้วอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าตัวบุคคลจะเป็นไปเป็นใครก็ตาม<8>


สรุปสั้นๆ ในชั้นนี้ก็คือ ระบบทุนนิยมโลกยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ความได้เปรียบทางด้านความชอบธรรมและความหนักแน่นของฉันทานุมัติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอ่อนด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย และที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์ถือประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขการยอมรับทางการเมือง อีกทั้งมีส่วนอย่างยิ่งในการกดดันไม่ให้ประเทศไทยหวนกลับไปสู่ระบอบอำนาจนิยมแบบเต็มรูป แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ควักไส้ในระบอบประชาธิปไตยทิ้งไปตั้งแต่ต้นแล้ว


อันที่จริง ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 และการกดดันของไอเอ็มเอฟ รัฐบาลของผู้แทนก็มีวิกฤตความชอบธรรมอยู่แล้วเป็นระยะๆ เนื่องจากไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนแท้จริง ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม มันยังคงเป็นระบอบที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ปัญหาใหญ่ข้อที่สองคือมันเป็นมายาคติของความเสมอภาคทางการเมือง ซึ่งไม่เคยปรากฏเป็นจริงเพราะถูกหักล้างด้วยความเหลื่อมล้ำสุดขั้วในทางเศรษฐกิจสังคม

สภาพเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทย (เช่นเดียวกับประชาธิปไตยในประเทศโลกที่สามอีกหลายแห่ง) ต้องพบกับดักระดับโครงสร้าง 2 อย่างอยู่เสมอมาคือ 1) รัฐต้องอุปถัมภ์เครือข่ายของตนเพื่อผลสำเร็จในการแข่งขันชิงอำนาจ (รวมทั้งการใช้เงินหว่านซื้อฐานเสียงด้วย) ทั้งหมดนี้หมายความว่ายิ่งมีระบอบประชาธิปไตยยิ่งมีฐานะครอบงำเพิ่มขึ้น และสังคมยิ่งอ่อนแอลง

ถามว่าเช่นนี้แล้ว การมีอยู่ของนักการเมือง และพรรคการเมือง ตลอดจนการเลือกตั้งที่กำหนดไว้อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะช่วยอะไรได้บ้าง?


ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน คือ เราคงต้องถือเป็นเรื่องดีที่มีการเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยที่สุดมันทำให้การเปลี่ยนรัฐบาลในประเทศนี้สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี แน่ละ โดยปกติแล้วการเลือกตั้งไม่ใช่ปรากฏการณ์แปลกใหม่ในระบอบประชาธิปไตยถึงขั้นทำให้ต้องตื่นเต้นดีใจ แต่เมื่อพิจารณาถึงความตึงเครียดในประเทศไทยในระยะกว่าหนึ่งปีมานี้ มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ ต้องนับเป็นเรื่องน่าดีใจ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางดีมากน้อยแค่ไหน จนถึงขึ้นแก้ปัญหาได้ทั้งในระยะยาวและระยะสั้นได้หรือไม่ ยังต้องขึ้นต่อวิสัยทัศน์ มุมมองและความเข้าใจสถานการณ์ของนักการเมืองเป็นสำคัญ สำหรับตรงนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรสิ้นหวัง แม้ว่าคนเล่นการเมืองจำนวนหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจว่าเรากำลังคุยกันเรื่องอะไรก็ตาม

แน่ละ ถ้าพวกเขาแค่เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางไปสู่อำนาจวาสนาเฉพาะตัว และงัดกลยุทธ์สารพัดมาใช้เพื่อจุดหมายแบบนั้นเพียงอย่างเดียว บ้านเมืองก็คงจมดิ่งลงสู่วิกฤตต่อไป และคงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก

หากกล่าวเฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ถึงตอนนี้คงมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยแล้วที่อ่านสถานการณ์ออกว่าพื้นที่ของผู้นำการเมืองแบบเลือกตั้งนั้นในความเป็นจริงมีอยู่แค่ไหน และคงไม่อยากสร้างเรื่องกระทบกระทั่งกับสถาบันการเมืองการปกครองระดับสูงตลอดจนชนชั้นนำดั้งเดิมโดยไม่จำเป็น สภาพเช่นนี้เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับความอิหลักอิเหลื่อของรัฐบาลทหารในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็อาจทำให้รัฐประหารไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดสำหรับชนชั้นนำภาครัฐ ไม่ว่ารัฐบาลนักการเมืองจะล้มเหลวในการแก้ปัญหาบ้านเมืองแค่ไหนก็ตาม หากเลือกได้ทหารคงไม่อยากออกหน้าเอง

แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ หากกินลึกถึงขึ้นการดำรงอยู่ของอำนาจการปกครอง

ถ้าเรายอมรับว่าอำนาจการเมืองนั้นไม่เหมือนอาจบังคับดิบๆ หากจะต้องตั้งอยู่บนฐานความคิดความเชื่อร่วมกันบางอ่างระหว่างผู้ใช้อำนาจกับผู้อยู่ใต้อำนาจ เช่นเชื่อในผลประโยชน์ร่วมกัน เชื่อในเรื่องผิดถูกดีชั่วชุดเดียวกัน หรือเห็นตรงกันในความจำเป็นของสถานการณ์ที่ทำให้ต้องใช้อำนาจ ฯลฯ ก็คงต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้มีอำนาจสำเร็จรูปรออยู่สักเท่าใด


ความที่รัฐไทยผูกมัดตัวเองไว้กับพลังภายนอกก็ดี และการที่ชนชั้นนำทางการเมืองมักสร้างความชอบธรรมทางอำนาจได้ไม่ครบถ้วนก็ดี ทำให้ในยุคนี้แทบไม่มีใครสามารถปกครองประเทศในส่วนทั้งหมดได้ ผลที่ส่งกลับมักตัวรัฐคือทำให้ในยุคนี้รัฐไม่อาจทำหน้าที่ศูนย์อำนาจได้อย่างเต็มฐานะเหมือนก่อน ดังเราจะเห็นได้จากการที่ทั้งระบอบทักษิณและระบอบ คมช.ต่างก็ถูกต่อต้านโดยพลังผู้คัดค้านในรูปแบบต่างๆ พูดง่ายๆ คือในยุคสมัยปัจจุบันรัฐที่ถูกยึดกุมโดยคนส่วนน้อยบางกลุ่ม (ไม่ว่าแขวนป้ายระบอบใด) มักจะกลายเป็นแค่ผู้แสดงคนหนึ่งบนเวทีการเมืองเท่านั้นเอง (แม้จะเป็นตัวสำคัญ) ท่ามกลางผู้แสดงอีกหลายราย


ดังนั้น ต่อให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้เสียงข้างมากเด็ดขาด หรือสร้างความ สมานฉันท์’ ในหมู่ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ได้สำเร็จ ก็อาจพบกับความว่างเปล่าของอำนาจได้ ถ้ามองไม่เห็นสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถึงรากของสังคม

ในทางกลับกัน ถ้านักการเมืองเข้าใจสภาพอันเกิดจากความเสื่อมทรุดของรัฐชาติ และจับประเด็นปัญหาของประชาชนได้ทุกจุด พวกเขาก็อาจสร้างอำนาจการนำของตนขึ้นมาได้ อีกทั้งยังสร้างความหมายของการเมืองการปกครองให้แตกต่างไปจากความน่าเบื่อแบบเดิมๆ

ที่แล้วมา นักการเมืองมักใช้ฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งครั้งเดียว ซึ่งไม่พอ ความจริงการเลือกตั้งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ เป็นการขอฉันทานุมัติสังคมมาตั้งรัฐบาล จากนั้นเวลาจะทำเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ยังต้องขอฉันทามติจากชาวบ้านเป็นเรื่องๆ ไป จะอ้างชาติอ้างประชาชนลอยๆ เหมือนสมัยก่อนไม่ได้ เพราะในยุคปัจจุบันผู้คนไม่ได้มีผลประโยชน์เหมือนกัน และไม่ได้ยึดโยงกันโดยอัตโนมัติ ประชาชนไม่ใช่นามธรรม


เวลาเราพูดว่า คนไทยทั้งประเทศ แท้จริงเรากำลังพูดถึงกลุ่มอาชีพและวิถีชีวิตนับพันนับหมื่น ซึ่งส่งผลทำให้จินตนาการเรื่องผลประโยชน์และมาตรฐานเรื่องผิดถูกดีชั่วแตกต่างกันมากเพราะฉะนั้นคำว่า ผลไม่ประโยชน์แห่งชาติจึงต้องเป็นรูปธรรม แล้วสิ่งไหนที่ไม่ใช่ ก็อย่าไปอ้างว่ามันใช่ เพราะอำนาจที่ใช้จะถูกต่อต้าน

นอกจากนี้ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือผู้ที่จะมารับผิดชอบบ้านเมืองในอนาคตอันใกล้ควรจะต้องมองให้ออกว่าเรามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องถ่วงดุลอำนาจภายนอก ด้วยการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในให้ประชาชนมีอำนาจตรงมากขึ้น และให้ท้องถิ่นเข้ามารับมอบมรดกทางอำนาจจากรัฐชาติมากขึ้น อย่าปล่อยให้กระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาแปรรูปรัฐไทยแบบตามบุญตามกรรม


ภายใต้เงื่อนไขของทุนนิยมโลกยุคนี้รัฐไทยไม่ควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับพลังภายนอกฝ่ายเดียว เพราะจะกลายเป็นรัฐของนายทุนอย่างทั่วด้าน หากต้องเปิดพื้นที่ให้ตัวแสดงทางการเมือง (political actors) ที่มาจากภายในประเทศมากขึ้น ในยุคที่รัฐชาติถูกบั่นทอนด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ แม้ความคิดรักชาติจะยังมีอยู่ แต่จะเกิดช่องว่างกับความเป็นจริงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจะอาศัยแค่กระแสชาตินิยมมาต้านการครอบงำจากภายนอกไม่ได้ ต้องปรับโครงสร้างอำนาจเพื่อความเป็นธรรมในบ้านตัวเองมากขึ้น และอยู่ร่วมกับโลกไร้พรมแดนอย่างมีเงื่อนไขป้องกันตัว


เพื่อนนักวิชาการทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

ถ้าเรายอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างล้วนดำเนินไปจากสภาพปัจจุบันก็คงต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นับเป็นเรื่องสำคัญมิใช่น้อย และเป็นโอกาสอย่างหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นประเด็นสรรหาผู้นำซึ่งจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าผู้ใด

โดยทั่วไปแล้วในระยะเปลี่ยนผ่าน เงื่อนไขหลายอย่างมักไม่พร้อม ระบบต่างๆ ไม่ลงตัว การแก้ปัญหาทั้งปวงจึงขึ้นต่อความสามารถและคุณสมบัติของบุคคลมากกว่าในสถานการณ์ปกติธรรมดา ซึ่งสำหรับผู้นำการเมือง คุณสมบัตินั้นจะต้องรวมถึงการเสียสละอุทิศตัวโดยปราศจากผลประโยชน์แอบแฝงด้วย

ในจุดนี้ ผมเองไม่ได้คิดแบบเพื่อนนักวิชาการบางท่าน ที่เห็นว่าการเรียกร้องคุณธรรมจากนักการเมืองอาจยิ่งไปทำลายความน่าเชื่อถือของระบอบประชาธิปไตยหรือเปิดทางให้กับระบอบเผด็จการ ตรงกันข้าม ผมคิดว่าความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยต้องสร้างด้วยความน่าเชื่อถือของนักการเมืองที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเมืองก่อนสิ่งอื่นใด

อันที่จริง ข้อเรียกร้องเรื่องคุณธรรมของผู้นำการเมืองนั้น นับพันปีมานี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ส่วนเรื่องความรู้ความสามารถอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยบ้าง

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เข้าใจว่าคงเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามถึงที่สุดแล้วนับเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แน่นหนายิ่ง อำนาจของผู้นำเป็นอำนาจที่มีพลังศรัทธารองรับมากที่สุด ซึ่งถ้าหากไม่มีหลักธรรมกำกับก็อาจเบี่ยงเบนไปในทางเสื่อมโดยง่าย สังคมที่ต้องการหลีกเลี่ยงหายนะ ไม่อาจเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยการเพิกเฉยหรือปฏิเสธประเด็นนี้ได้

ตามคัมภีร์อัคคัญสูตรในพระไตรปิฏก (พระสุตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค) ผู้นำมีฐานะเป็นมหาชนสมมติ ซึ่งหมายถึงว่าถูกคัดสรรมาดำรงตำแหน่งโดยมหาชน และได้รับการตอบแทนเลี้ยงดูโดยมหาชน หน้าที่ของผู้นำคือตัดสินคดีความและลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อสร้างสันติภาวะให้แก่สมาชิกของสังคม ซึ่งก่อนหน้านั้นล้วนจมปลักอยู่กับการวิวาทบาดหมาง จนไม่สามารถมีชีวิตเป็นปกติ (สมบัติ จันทรวงศ์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช 2525 น. 33)

เมื่อพิจารณาความเก่าแก่ของพุทธคัมภีร์ฉบับนี้แล้ว แม้เราจะไม่กล้าตีความถึงขั้นสรุปว่า นี่คือทฤษฎีประชาธิปไตยตามที่ยึดถืออยู่ในปัจจุบัน แต่ในแง่ของความเป็นอุดมคติทางการเมือง ที่ระบุความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้นำกับประโยชน์สุขของสังคม ก็พอจะพูดได้ว่าพระศาสดาทรงชี้ทางไว้เช่นนั้น

ในส่วนของโลกตะวันตกก็เช่นเดียวกัน แนวคิดของปราชญ์กรีกเพลโตในหนังสือชื่อ The Republic แม้จะปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ กระทั่งปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา แต่เพลโตก็ชดเชยให้ด้วยการเสนอผู้ปกครองที่ทรงภูมิปัญญาและปราศจากผลประโยชน์ส่วนตัวในทุกกรณี อีกทั้งยืนยันด้วยว่าการปกครองจะต้องดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้น ไม่มีผลประโยชน์แยกต่างหากของบุคคลที่กุมอำนาจ


อย่างไรก็ดี ในบรรดาภูมิปัญญาโบราณว่าด้วยอำนาจและการนำนั้น ผมเห็นว่าคำสอนของปรมาจารย์ เหล่าจื๊อ น่าจะลึกซึ้งคมคายที่สุด แม้ข้อความดังกล่าวจะถูกจดจารไว้นานนับพันปีแล้ว แต่ก็ยังคงซึ่งพลังแห่งสัจจะ


ท่านกล่าวว่า ...

ในการปกครองชั้นเยี่ยม ผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง ในการปกครองชั้นดี ผู้คนจะชื่นชอบ ในการปกครองชั้นต่ำ ผู้คนจะเกรงกลัว ในการปกครองชั้นต่ำสุด ผู้คนจะชิงชัง ผู้ที่ไม่นับถือราษฎร จะไม่ได้รับการนับถือ ... (คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง)<9>


เราอาจกล่าวได้ว่า ตำรารัฐศาสตร์นับร้อยเล่มถูกย่อไว้ในถ้อยคำสองสามบรรทัดเหล่านี้ เพราะมันคือความจริงที่ทั้งอยู่เหนือและอยู่ในทุกระบอบการเมืองการปกครอง ความจริงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แทงทะลุข้ออ้างและอุปทานรวมหมู่ทั้งปวง

อำนาจคืออันใดหากมิใช่ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นทำตามเจตจำนงของตน เช่นนี้แล้วอำนาจจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอันสลับซับซ้อนยิ่ง การที่คนผู้หนึ่งจะทำตามเจตจำนงของคนอีกผู้หนึ่งไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุที่เหมือนกันในทุกกรณี

แต่ก็แน่ละ ผู้คนในสังคมใดจะยอมรับแหล่งที่มาของอำนาจแบบไหน ย่อมขึ้นต่อความคิดความเชื่อของคนในสังคมนั้น ในหมู่ชนที่นับถือเงินเป็นพระเจ้า คนมีเงินมากกว่าผู้อื่นย่อมมีอำนาจ ในสังคมที่บูชาความกล้าหาญ นักรบย่อมได้รับความเชื่อถือ ส่วนในสังคมที่ยึดหลักคุณงามความดีและความรู้ นักปราชญ์ นักพรตย่อมมีผู้น้อมรับคำชี้นำ ครั้นว่าในสังคมเดียวกัน ผู้คนยอมรับนับถือคุณค่าหลายอย่าง ผู้มีอำนาจและอิทธิพลก็ย่อมมีหลายกลุ่มไปตามกัน

กล่าวสำหรับบรรดาผู้ต่ำต้อยนั้น มีบ่อยครั้งที่อาจต้องขึ้นต่ออำนาจหลายแบบ และถูกกดดันจากหลายทิศทาง อย่างไรก็ดี อำนาจที่ใช้ได้กับบางคนอาจใช้ไม่ได้กับบางคน เพราะความสัมพันธ์ทางอำนาจเป็นการจราจรสองทางจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจด้วย

ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างอำนาจดิบๆ กับอำนาจที่ชอบธรรม และนำไปสู่ความแตกต่างระหว่างผู้กุมอำนาจธรรมดาๆ กับผู้นำที่แท้จริง


ทำไมเหล่าจื้อจึงกล่าวว่า ในการปกครองชั้นเยี่ยมผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครองทำไมท่านจึงสอนว่า ผู้(นำ)ที่ไม่นับถือราษฎรจะไม่ได้รับการนับถือคำตอบคือมีแต่ผู้นำที่ใกล้ชิดมวลชน ทั้งในด้านจุดหมายและวิธีการใช้อำนาจเท่านั้น ที่จะประสบความสำเร็จในการปกครอง

คำสอนของเซนก็เป็นเช่นเดียวกัน ดังคำพูดที่ว่า ผู้นำที่ดีถือจิตใจของชุมชนเป็นจิตใจของตนดีและเลวสำหรับผู้นำก็คือดีและเลวต่อชุมชน (เดชา ตั้งสีฟ้า 2545 .9) พูดกันสั้นๆ ง่ายๆ กฎข้อแรกของ การปกครองชั้นเยี่ยมคือผู้นำจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ตาม ผู้นำจะต้องไม่มีผลประโยชน์แยกต่างหากออกจากผลประโยชน์ของผู้ถูกนำ


เท่านั้นยังไม่พอ ท่านเหล่าจื๊อยังบอกว่า ปกครองบ้านเมืองต้องใช้วิธีการบริสุทธิ์ยุติธรรม ส่วนทำสงครามต้องใช้กลอุบายพลิกแพลง(คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง) คำสอนดังกล่าวเท่ากับยืนยันว่า ผู้นำประเทศจะต้องมองประชาชนเป็นมิตรและจริงใจต่อประชาชน จะใช้เล่ห์เพทุบายหลอกล่อประชาชนเหมือนยุทธวิธีทางการทหารที่จะดำเนินการต่อข้าศึกไม่ได้


ท่านกล่าวเตือนทุกฝ่ายไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า

บ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า ไม่อาจครองด้วยกำลัง ไม่อาจยึดถือเป็นของส่วนตัวได้ ผู้ที่ใช้กำลังเข้าครองจะต้องพ่ายแพ้ ผู้ที่ยึดถือเป็นส่วนตัวจะต้องสูญเสียอำนาจไป(เล่มเดียวกัน)

ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นบทเรียนที่ประเทศไทยล้วนเคยผ่านมาแล้วทั้งสิ้น?

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเด็นคุณธรรมของผู้นำ ซึ่งเราไม่ควรเลิกคาดหวังเพียงเพราะผู้ถูกคาดหวังเป็นนักการเมือง


เพื่อนนักวิชาการทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

ผมมั่นใจว่า เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่านยังมีประเด็นให้พิจารณาอีกมาก และที่กล่าวมายังไม่สามารถครอบคลุมเรื่องราวได้ทั้งหมด แต่ก็คงต้องยอมรับว่าผมพูดคนเดียวนานเกินไปแล้ว

ผมขอยอมรับผิดว่าไม่สามารถวางอุเบกขาได้ครบถ้วน ทั้งๆ ที่ในเบื้องต้นได้ชวนเชิญท่านทั้งหลาย มาทบทวนหลักพุทธรรมในการสำรวจสภาพความจริง ท้ายที่สุดในฐานะปุถุชนคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะแสดงทัศนะของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าเรายังต้องรักษาวินัยทางปัญญาไว้ให้มากที่สุด เพื่อเจาะทะลุสมมติสัจจะทางการเมือง ไปสู่ความจริงให้ได้ ตั้งแต่เกิดวิกฤตในบ้านเมืองผมพยายามเตือนตัวเองเสมอมาว่า อย่าไปตั้งความหวังที่ขัดแย้งกับความจริง หรือขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรให้โลกดีขึ้น เราเคลื่อนไหวได้เท่าที่ความจริงอนุญาต

ยังมิพักต้องเอ่ยถึงว่า ในความจริงโดยภววิสัย ..สิ่งทั้งปวงล้วนมีคุณลักษณ์แห่งความว่าง (สุญญตา) ปราศจากจุดเริ่มต้นและไร้ที่สิ้นสุด ไม่เป็นทั้งสิ่งผิดและสิ่งถูก ไม่เป็นทั้งสิ่งบกพร่องและสิ่งสมบูรณ์ นี่เป็นอีกคำสอนหนึ่งของพระพุทธองค์ซึ่งอยู่ในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (พจนา จันทรสันติ แปล 2548 น.92)


ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นี้ รวมทั้งผมด้วย ล้วนมีอุดมคติทางการเมืองของตนและรู้สึกดีกับมัน แต่ก็อยากเชิญชวนท่านมาพิจารณาให้เห็นว่าแม้อุดมคติในใจเราอาจมีความจริง แต่ในความจริงย่อมไม่มีอุดมคติ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะอุดมคติของแต่ละคน แต่ละฝ่าย ไม่แน่ว่าจะตรงกัน ซึ่งทำให้ไม่มีอุดมคติทางการเมืองของกลุ่มไหนได้พื้นที่ครบถ้วน และชุดความคิดที่จะทำงานได้จริงๆ คงต้องมาจากการประนีประนอม ซึ่งอาจไม่สวย ไม่ลื่น กระทั่งไม่เป็นระบบที่สมเหตุสมผล แต่ถ้าไม่ยอมรับการประนีประนอมเช่นนั้น ทางเลือกที่เหลือจะมีเพียงอย่างเดียวคือ ... ขัดแย้งแตกหัก ซึ่งอาจนำไปสู่ความบอบช้ำสูญเสียของทุกฝ่าย

ที่ผมเสนอให้นำหลักอิทัปปัจจยตา มาใช้ มิใช่แค่อยากชวนเชิญท่านมาพิจารณาปัญหาจากมุมมองขององค์รวม หากยังเป็นเพราะหลักอิทัปปัจจยตา เป็นที่มาของทางสายกลาง ซึ่งไม่ใช่การประนีประนอมอย่างไร้หลักการ (หรือเป็นแค่ชื่อกลุ่มการเมืองแต่เป็นจุดยืนอันเกิดจากการมองเห็นความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันระหว่างสรรพสิ่ง และความเลื่อนไหลแปรผันของมัน (จนตีเส้นแบ่งตายตัวไม่ได้)


อันที่จริง การมองโลกให้ทั่วด้านไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมรับทุกอย่างที่เป็นอยู่ เพียงแต่ต้องขัดแย้งกันแค่พองามไม่หลุดกรอบของการสังกัดองค์รวมเดียวกัน แบบนี้แล้วยิ่งขัดแย้งก็ยิ่งได้ของดีมาเป็นสมบัติรวม เหมือนก้อนหินในสายน้ำขัดสีกันและกันจนกลมกลึง

พูดก็พูดเถอะ กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งนั้นไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการเมือง ไม่ใช่เป็นแค่ประชาธิปไตยหรือไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ เป็นเรื่องของการเติบโต


ดังที่หลวงพ่อติช นัทฮันห์เคยสอนไว้อย่างนิ่มนวลว่า

โลกที่สร้างขึ้นจากกรอบคิดนั้น ต่างจากความเป็นจริงอันมีชีวิต โลกที่เรื่องเกิดดับ ดีเลว หรือเป็นนั่นไม่เป็นนี่ ถูกนำมาประกบเป็นข้อขัดแย้ง นับเป็นโลกของคนที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตื่นรู้ (Thich Nhat Hanh, 2005,p.81)

ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง


เชิงอรรถ

<1>หมายถึงการปรับตัวหลัง 6 ตุลาคม 2519 ด้วยการทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลขวาจัดในปี 2550 ซึ่งนำมาสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2521 และการเลือกตั้งในปีถัดมา
<2>ความเห็นเชิงวิพากษ์ของนักวิชาการที่มีต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกรวบรวมไว้มากที่สุดในหนังสือชุด รู้ทันทักษิณ 1-3 ซึ่งมีเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นบรรณาธิการ ส่วนทัศนะต่างๆ ของนักวิชาการที่มีต่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถูกรวบรวมไว้ในนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ รัฐประหาร 19 กันยา
<3>ดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 87 มาตรา 111 และมาตรา 114
<4>เช่นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดอุดรธานี เป็นต้น
<5>
http://news.sanook.com/social/social/208359.php
<6>ในเดือนตุลาคมถัดมา เอแบคโพลพบว่าประชาชนร้อยละ 64.6 พร้อมรับเงินและสิ่งของเพื่อแลกกับการออกเสียงลงคะแนน และกว่าร้อยละ 80 ยืนยันว่าจะไม่แจ้งกรรมการการเลือกตั้งหากพบเห็นการซื้อเสียง (ไทยโพสต์ 22 ต.ค.2550)
<7>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเสกสรรค์ ประเสริฐกุล 2548 น.114-133
<8>ตัวเลขปี 2549 ระบุว่าคนรวยสุด 20% แรกของประเทศไทยมีรายได้มากกว่าคนจนสุด 20% ล่างถึง 14.66 เท่า ขณะมาตรฐานสากลถือว่าไม่ควรเกิน 4 เท่า (สนง.คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
<9>ข้อความในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งเรียบเรียงมากจากงานแปลของ ล.เสถียรสุต (2533)งานแปลของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และสมเกียรติ สุขโข (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) กับฉบับที่แปลและตีความโดยประชา หุตานุวัตร (2548)

หนังสืออ้างอิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

ประชา หุตานุวัตร (แปลและตีความ) ผู้นำที่แท้ มรรควิธีของเล่าจื๊อ (สวนเงินมีมา 2548)

ล.เสถียรสุต (แปล) คัมภีร์เหลาจื๊อ (สำนักพิมพ์ ก.ไก่ 2533)

พุทธทาสภิกขุ อิทัปปัจจยตา (อรุณวิทยา 2545)

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และสมเกียรติ สุขโข (แปลและเรียบเรียง) เต๋าเต็กเก็ง (สำนักพิมพ์ ก.ไก่ ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

เดชา ตั้งสีฟ้า (แปล) วิถีแห่งผู้นำเซ็น (มูลนิธิโกมลคีมทอง 2545)

สมบัติ จันทรวงศ์ และชัยอนันต์ สมุทวณิช ความคิดทางการเมืองไทย (บรรณกิจ 2523)

เกษียร เตชะพีระ ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2550 จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 : วิกฤตประชาธิปไตยไทย (มูลนิธิ 14 ตุลา, 2550)

พจนา จันทรสันติ (แปล) กุญแจเซน (มูลนิธิโกมลคีมทอง 2548)

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย (อมรินทร์ 2548)

Thich Nhat Hahn, Zen Keys (New York : Three Leaves Press 2005)