10 January 2009
ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี
เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
หนึ่ง นับถือศาสนา
สอง รักษาคำให้มั่น
สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
สึ่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
ห้า ยึดมั่นกตัญญู
หก เป็นผู้รู้รักการงาน
เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่นไม่เกียจไม่คร้าน
แปด รู้จักออมประหยัด
เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะแก่กาลสมัยชาติพัฒนา
สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา
เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ
ฟังทีไรก็จั๊กกะจี้ในใจทุกที คราวนี้เลยขอเขียนบันทึกไว้สักหน่อย ว่าผมคิดยังไงกับเพลงนี้
เราลองมาพิจารณาแต่ละข้อที่เราเรียกร้องให้เห็นเขาปฏิบัติหน้าที่สิครับ ว่ามีข้อไหนบ้าง ที่ไม่ได้เป็นธุระหรือหน้าที่ของผู้ใหญ่
ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวครับ ทุกข้อไม่มีข้อไหนที่สงวนไว้ว่าเป็นหน้าที่ของเด็กเลย ผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่สิบอย่างนี้ (และอีกเยอะ) ไม่น้อยกว่าเด็กๆ
ในข้อ เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะมีหลายครั้งที่เด็กแสดงความเห็นที่ผู้ใหญ่ต้อง อึ้ง และผู้ใหญ่ไม่ควรเถียง เพราะยังไงๆก็ต้องเอาสีข้างเข้าถูให้อนาถใจ
ถ้าจะให้เด็กเชื่อเรา เราก็ต้องทำตัวให้เชื่อเรื่องเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะห้ามกินเหล้า สูบบหรี่ เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน ทุจริต ไม่มีวินัย ฯลฯ
เพราะถ้าเด็กมันเถียงว่าทำไมผู้ใหญ่ทำได้ ผมก็เห็นว่ามันน่าเถียง
จนทุกวันนี้ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงกินเหล้าได้ เด็กกินไม่ได้
ผมว่า มันก็กินไมได้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นั่นแหละครับ
ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ยิ่งกว่าหน้าที่เด็กครับ หน้าที่ที่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็ก ถ้าตัวอย่างมันไม่ดี จะไปคาดหวังให้เด็กทำได้ดีกว่าล่ะก็ แบบนี้อีกหน่อยเราผู้ใหญ่จะต้องยอมก้มลงไหว้เด็กด้วยนะครับ เพราะเขาจะดีกว่าเรา
หากเราคาดหวังว่าเด็กจะทำหน้าที่ดีๆได้โดยผู้ใหญ่ไม่ต้องใส่ใจเป็นตัวอย่างที่ดี ก็แสดงว่าเรากำลังมีความคิดเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ ผลักภาระให้เด็ก
หากเราผู้ใหญ่ทำตามหน้าที่สิบอย่างที่ว่าให้เป็นตัวอย่างแล้ว เพลงนี้ก็คงไม่จำเป็น
แต่ควรจะเปลี่ยนเป็นเพลง
ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน......
และแทนที่จะมาบอกให้เด็กเขียนหรือพูดว่าจะทำตัวดียังไง ผมว่าในวันเด็ก ผู้ใหญ่ก็จะต้องมาบอกว่า จะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กด้วย
ถ้าจะให้ดี ต้องมีบทลงโทษ ว่าจะโดนตีกี่ที
ผู้ใหญ่ ต้องโดนหนักกว่าเด็ก เพราะรับผิดชอบมากกว่า และเชื่อว่าตัวเองรู้มากกว่า
รู้มาก ก็อย่าผิด
ย้ำอีกทีครับ
ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน......
15 December 2008
ดนตรีในสวน

ก็เป็นเทศกาลที่เพื่อนๆและครอบครัวของผมจะย้ายที่นัดพบประจำสัปดาห์มาที่สวนลุมฯ นั่งฟังเพลงดีๆในบรรยากาศสบายๆ
ปีนี้ก็เช่นเดิม อากาศเย็นกว่าเดิม มาถึงสวนลุมฯสักสี่โมงเย็น พอดีเวลาลานจอดรถเปิด พากะทิมาวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่น พอได้เวลาแสดงตอนห้าโมงเย็นก็ย้ายมาที่สวนปาล์มที่อยู่ใกล้ๆกัน เพื่อนๆจองเสื่อไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เสื่อผืนหน้าสุดเช่นเดิม พร้อมของว่างอุดมสมบูรณ์ คือแล้วแต่สะดวกว่าใครจะเอาอะไรมา ใครจะทำขนมอะไรมาแจม แต่ที่แน่ๆคือชาหอมๆจากบ้านของติ้ง
ดนตรีในสวนปีนี้เริ่มวันอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านไป แต่วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาฯและ 4 มกราฯจะงด
เจอกันคราวถัดไป อาทิตย์ที่ 28 นะครับ เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่สนใจกิจกรรมนอกบ้านที่ต่างจากการเดินห้าง ฟังเพลงคุณภาพดีชนิดที่คอนเสิร์ตราคาเป็นพันของพวกค่ายเพลงบ้านเราทำอะไรไม่ได้นอกจากเสียงกรี๊ดๆ
14 December 2008
ทรราชตะวันออก ในมุมที่ต่างกัน
ก็เอามาอ่านในส่วนที่ท่านได้เขียนไว้ล่วงหน้าในเวลานั้น ว่าท่านประเมินไว้เช่นไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การประเมินมีความแม่นยำหรือคลาดเคลื่อนตรงไหนบ้าง
ก็เป็นแบบเดียวกับที่ผมไล่ๆอ่านเกี่ยวกับ Great depression ในอเมริกาเมื่อช่วงปี 1930 นั่นแหละครับ เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของวันนั้นกับวันนี้ และดูท่าที่การตอบสนองของประเทศใหญ่ๆต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในหนังสือเล่มนี้ผมก็ได้ทบทวนปัจจัยอันหนึ่ง นั่นคือ Oriental Despotism ซึ่งท่านผู้เขียนได้ใช้ภาษาไทยว่า ระบบทรราชตะวันออก
แน่นอนว่ามันต้องมีระบบทรราชตะวันตกอยู่คู่กันด้วย แต่คราวนี้ของกล่าวถึงเฉพาะส่วนของตะวันออก ซึ่งได้ยกตัวอย่างสำคัญคือการปกครองของจักรวรรดิ์จีน
กล่าวโดยสรุปก็คือ จีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบทรราชนี้มาอย่างยาวนาน จนหยั่งรากลึกมาถึงปัจจุบัน แม้ในสังคมจีนสมัยใหม่ซึ่งผ่านยุคของจักรพรรดิ์ทั้งรูปแบบและเนื้อหามาสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีลักษณะของทรราชตะวันออกอยู่เช่นเดิมและเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาค่อนข้างน้อย
มันทำให้ผมนึกถึงบ้านเราในเวลานี้ ซึ่งดูเหมือนกำลังมีความแตกต่างของความคิด แต่กลับมีหลายอย่างที่เหมือนกันจนเหมือนกับเรากำลังมองสิ่งเดียวกันจากคนละด้าน
เราต่างหลงไหลไปกับคำว่า ประชาธิปไตย จนเหมือนเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับใส่ใจกับเนื้อหาน้อยมาก ต่างฝ่ายต่างตีความไปตามมติของพวกพ้องของฝ่ายตน
แต่โดยเนื้อหาแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังเชิดชูระบบทรราชตะวันออกเหมือนกันทั้งคู่ ต่างที่เป็นทรราชคนละคน คนละแบบเท่านั้น
เรากำลังขัดแย้งกันไปทำไมก็ไม่รู้ แน่นอนว่าพัฒนาการของสังคมย่อมมีโอกาสที่จะต้องผ่านความเจ็บปวด แต่วันนี้สังคมที่อ่อนเยาว์ของเรามีโอกาสที่จะได้ศึกษาประสบการณ์ของสังคมอื่นที่ผ่านมาก่อน ทำไมถึงต้องใช้เวลาไปกับสิ่งที่เคยมีตัวอย่างมาแล้วด้วยเล่า
ตัวเรามาทีหลัง ดีกว่าไหม
แต่ถ้าเป็นภาษาไทย แทบจะทุกครั้งเราจะได้ยินในทางตรงข้าม คือ ผมและ.... / ฉันและ....
ผมว่ามันดูน่ารักและเป็นการให้เกียรติ ลดตัวตนของเราลงนะ ที่จะให้ตัวของเรามาอยู่อันดับหลังสุดเหมือนที่ฝรั่งเขานิยมใช้กัน
เราลองมาปรับวิธีใช้ภาษาของเราอีกนิดดีมั้ยครับ จากที่ดีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นไปอีก
28 October 2008
เมื่อไหร่
เรามีคนที่มีคุณภาพมากมายที่เจ็บปวดกับระบบการศึกษาบ้านเรา จนดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นพัฒนาตัวเองขึ้นมาด้วยพื้นฐานของตัวเอง ระบบการศึกษาดูเหมือนจะเป็นเพียงบทเรียนว่าด้วยอุปสรรคของชีวิตมากกว่าจะทำหน้าที่สร้างหรือส่งเสริมศักยภาพของคนเหล่านั้นโดยตรง
เราสร้างคนเหล่านั้นขึ้นมาด้วยความบังเอิญ Make good people by mistake หรือเปล่า
เมื่อไหร่ เราถึงจะมีระบบการศึกษาที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อสร้าง เพื่อเสริม บุคคลทีมีคุณภาพเสียที
เมื่อไหร่สังคมของเราจะได้ตระหนักว่าครอบครัวมีบทบาททางการศึกษาเท่าๆกับโรงเรียน ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินให้โรงเรียนแล้วปัดความรับผิดชอบออกจากตัว
นี่คือลูกหลาน นี่คืออนาคตของเรานะ
พลังงานชีวภาพ
ผมเคยไปดูโรงไฟฟ้าคล้ายๆกันนี้อีกแห่งหนึ่งที่ภาคตะวันออกทางปราจีนบุรี โรงนั้นก็ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพคือแกลบและวัสดุที่เหลือจากการทำกระดาษซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของเขาด้วย แต่คราวนั้นไปแค่นั่งประชุม ไม่ได้ดูแลโครงการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันพอที่จะเห็นรายละเอียดครับ
ขอข้ามส่วนของคุณภาพบางจุดไป เพราะประเด็นที่ผมจะเขียนขึ้นเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากความเห็นของผมที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่าไม่ควรทำ และไม่ควรจะไปสนใจมันอีก
แต่หากเราไม่ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แล้วเราจะเอาไฟฟ้าจากไหนในช่วงเวลาที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามขนาดของเศรษฐกิจ
คำตอบหนึ่งอยู่ที่ พลังงานชีวภาพ เหมือนกับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ที่ผมกำลังดูแลโครงการอยู่ครับ
พลังงานชีวภาพคือการนำเอาผลิตผลทางการเกษตรที่เรามีความพร้อมนี่แหละมาทำพลังงาน แม้ว่าการนำเอาชานอ้อยมาเผาเพื่อนำความร้อนมาต้มน้ำและนำไอน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าจะเป็นการเผาไหม้เช่นเดียวกับการเผาน้ำมัน มี Carbon Dioxide สู่บรรยากาศ แต่สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว Carbon Dioxide จำนวนเท่าๆกัน (หรือมากกว่าหากเราปลูกและเก็บเกี่ยวพืชพลังงานมากขึ้น) จะถูกพืชพลังงานที่เราปลูกอยู่ ดูดกลับเข้าไปตามกระบวนการสังเคราะห์แสง เปลี่ยน Carbon Dioxide เป็นเนื้อเยื่อพืช และปล่อย Oxygen ที่เหลือใช้ออกมาตามที่เราเคยเรียนมาแต่เล็ก
การใช้พลังงานชีวภาพจึงไม่เพิ่มปริมาณ Carbon Dioxide ในบรรยากาศ แต่จะหมุนเวียนไปโดยมีแหล่งพลังงานคือ แสงอาทิตย์
พลังงานชีวภาพจึงเป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยทางอ้อมครับ และมนุษย์ก็มีเทคโนโลยีค่อนข้างพร้อมสำหรับการผลิตพลังงานชีวภาพทีละมากๆ พอสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
เราน่าจะพิจารณาการใช้พลังงานชีวภาพควบคุ่ไปกับนโยบายประหยัดพลังงานในภาคที่ไม่ผลิตพลังงานโดยตรงเช่นไฟฟ้าแสงสว่างและการปรับอากาศ เพื่อให้สามารถผลิตพลังงานได้อย่างพอเพียงกับความต้องการ เพิ่มสัดส่วนแหล่งพลังงานอื่น ปัจจุบันเราใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 70% ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ดี เพราะหากพลังงานแหล่งนี้ติดขัดในการจัดส่ง เราจะขาดแคลนพลังงานทันที
อีกอย่างหนึ่งการขยายจำนวนและการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานชีวภาพก็ยังทำให้เกิดการลงทุนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย ทำให้เพิ่มการผลิตพืชผลมากขึ้น เกิดการค้าขายมากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจของเราได้ด้วยทางหนึ่ง
หากมองในระยะยาว โรงไฟฟ้าเหล่านี้ก็ยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นโอกาสที่เราจะมีเทคโนโลยีพลังงานของตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสู่การขายเทคโนโลยีพลังงานสู่ภูมิภาคอื่นของโลกที่มีความต้องการและมีทรัพยากรชีวภาพเช่นกัน
เรายังมีโอกาาสอีกมากครับกับธุรกิจพลังงาน ไม่ใช่เพียงการขุดเอาฟอสซิลที่ธรรมชาติดึง Carbon ไปสะสมให้เราไว้ ออกมาอบตัวเราเอง
17 October 2008
แก่แล้วสายตายาว
สายตาเราไม่ยาวขึ้นสักกี่มากน้อยนะครับเมื่อแก่ อาจจะยาวขึ้น (หรือสั้นน้อยลงหากสายตาสั้นอยู่เดิม) บ้างก็เล็กน้อยเท่านั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคือ สูญเสียความสามารถในการโฟกัส คือตาจะโฟกัสที่ระยะไกลสุด (เท่าที่เคยทำได้) คงที่ ปรับให้มองใกล้กว่านั้นไม่ได้
คนสายตาปกติในวัยนี้จะมีอาการมองใกล้ไม่เห็น จะอ่านหนังสือต้องใส่แว่น
แว่นอ่านหนังสือของคนในวัยนี้จึงมักจะวางไว้ใกล้ปลายจมูกหน่อย จะได้เหลือบตาลงอ่านหนังสือ พอมองไกลก็แต่เหลือบตาขึ้นให้พ้นกรอบแว่น
ถ้าเดิมเป็นคนสายตาสั้น ใส่แว่นที่มีกำลังพอสำหรับมองไกลๆได้เหมือนคนสายตาปกติ ก็จะมองใกล้ไม่เห็น ต้องถอดแว่นออก หาแว่นสำหรับมองใกล้มาใส่อีกอัน ตกลงต้องมีแว่นสองอัน
เจอสองเด้ง คือไกลก็ต้องแว่นอันเดิม แต่พอมองใกล้ก็ต้องหาแว่นมาเพิ่มอีกอันหนึ่ง
บางคนพูดติดตลก ว่าต้องมีสามแว่น คืออีกอันหนึ่งเอาไว้มองหาเจ้าสองอันที่ว่า
มีบางคนที่โชคดีหน่อย คือสายตาสั้นกำลังเหมาะ มองไกลใส่แว่นอันเดิม พอมองใกล้ก็แค่ถอดแว่นแล้วมองด้วยตาเปล่า ก็รอดตัวไปเปลาะหนึ่ง
มีแว่นแบบพิเศษหน่อยคือเลนส์แว่นแตกต่างกัน ด้านบนไว้สำหรับมองไกล ด้านล่างไว้เหลือบมองใกล้ ดูเข้าท่าดี แต่ลำบากพิลึกสำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ประจำ เพราะจอคอมพิวเตอร์มักจะตั้งในระดับสายตา แต่เป็นวัตถุที่อยู่ใกล้ ใช้แว่นแบบนี้เวลามองจอคอมพิวเตอร์ต้องเงยหน้าขึ้นแล้วเหลือบตาลงมา ดูพิลึกดี ใช้เครื่องสักสิบนาทีมีหวังได้เห็นคนแก่คอเคล็ดเข้าให้อีก
หากไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายนัก ก็ไปทำ LASIK ให้สายตามองไกลได้ตามปกติ แล้วพกแว่นสำหรับมองใกล้
คือยังไงก็ต้องพกแว่น เพียงแต่ลดลงเหลืออันเดียว
จริงๆแล้วพอแก่ตัวลงสายตาไม่ยาวหรอกครับ ถึงจะยาวขึ้นเล็กน้อยก็ไม่ใช่ลักษณะสำคัญ ที่สำคัญคือมันมองใกล้กว่าระยะไกลสุด (ของสายตาเรา) ไม่ได้ เพราะเราสูญเสียความสามารถในการโฟกัสไปแล้ว
สอนกันมาผิดๆจนเข้าใจว่าแก่แล้วสายตายาวกันทั้งเมือง
16 October 2008
บั้งไฟพญานาค ความน่าสงสารของสังคมไทย
ความเห็นของผมเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้คือ เป็นความน่าสงสารของสังคมไทย ที่ขาดความไฝ่รู้ ไม่รักการค้นหาความจริง
สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นเดียวกับฟ้าร้อง แต่แทนที่เราจะใช้โอกาสนี้ศึกษาเืพื่อให้รู้จักธรรมชาติของมัน เพื่อจะได้้รู้ว่าจะรักษามันไว้ได้อย่างไรให้เป็นเอกลักษณ์ของเราไปอีกนานเท่านาน แต่ที่เราทำก็ได้เพียงรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเป็นคราวๆ เหมือนเป็นเพียงมหรสพชนิดหนึ่งเท่านั้น
ซ้ำร้ายคนบางกลุ่มยังขัดขวางการศึกษา อ้างว่าไปก้าวล่วงความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่ตนเองไม่รู้ธรรมชาติของมันเข้าด้วย
เราสนใจปรากฏการณ์นี้ และสิ่งแปลกใหม่อื่นๆแค่เสมอกับมหรสพเท่านั้น มีสักกี่คนที่สนใจธรรมชาติความเป็นมาและความเป็นไปของสรรพสิ่งรอบตัว
ครั้งหนึ่ง ฟ้าร้องเคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจที่อธิบายไม่ได้และน่าสพรึงกลัว
ทุกวันนี้แม้เราจะรู้จักธรรมชาติของไฟฟ้าในอากาศ แต่ความรู้สึกครั่นคร้ามต่อธรรมชาติก็ยังคงเดิม ไม่มีความรู้ไดจะขัดขวางได้
บั้งไฟพญานาคก็จะไม่ต่างกัน ความศักดิ์สิทธิ์และความน่าตื่นตาตื่นใจจะยังคงเดิม แม้เราจะรู้จักมันแล้วก็ตาม เหมือนที่แสงเหนือแสงไต้ที่ยังเป็นภาพที่ตื่นใจต่อผู้ที่พบเห็น เป็นสิ่งที่หาดูที่อื่นไม่ได้
แต่หากวันหนึ่งเหตุปัจจัยของการเกิดบั้งไฟพญานาคหมดไป จะด้วยความไม่รู้ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราก็จะเสียมันไปอย่างไม่รู้เลยว่า จะเรียกมันกลับมาอีกได้อย่างไร
ถึงเวลา และได้ผ่านเวลาไปมากแล้ว ที่เราจะเริ่มต้นมองบั้งไฟพญานาคด้วยทัศนะใหม่ และเริ่มศึกษาหาความจริงในธรรมชาตินี้อย่างจริงจังครับ
11 October 2008
ข่าวที่ยังไม่ยืนยัน แต่ก็วิจารณ์กันเป็นตุเป็นตะ
เราควรจะทบทวนกันก่อนว่า ข่าวนี้ เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ดีกว่าไหมครับ
27 July 2008
Blythe: Avatar ตัวใหม่ของสาวไซเบอร์
ภาพ: Blythe Thailand
ช่วงนี้หลายท่านคงได้เห็นหรือแม้แต่ได้สัมผัสกับตุ๊กตาแบบใหม่ หน้าตาแอ๊บแบ็ว หัวโตสุดๆชนิดทีนักอ่านหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน จะนึกถึงลักษณะอันน่าพรั่นพรึงของบรรดาผีๆในนิยายที่ว่า หัวโตเท่ากะพ้อม แต่ตุ๊กตาพวกนี้กลับมีลำตัวที่เล็กและบอบบางมาก
มันคือ Blythe ครับ ตุ๊กตาของสาวยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาเด็กเล่น เพราะนอกจากตัวตุ๊กตาแล้ว ยังมีบรรดาเสื้อผ้า เครื่องประดับ แม้แต่ห้องหับ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ฯลฯ รวมทั้งชื่อและบุคลิก อย่างมนุษย์มีลมหายใจคนหนึ่ง
หากบรรยายมาถึงแค่ตรงนี้ เราก็คงไม่เห็นว่าจะมีอะไรใหม่ ตุ๊กตาบาร์บี้มีลักษณะนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วก็เป็นสาวสวยกว่า Blythe เป็นไหนๆ
ครับ Blythe มีสิ่งที่แตกต่างจากบาร์บี้ด้วยครับ แม้ว่าจะมีสาวๆบางคนทีเล่น Blythe แบบเดียวกับที่เล่นบาร์บี แต่สิ่งที่ทำให้ Blythe แตกต่างจริงๆคือ ภาพถ่ายและเว็บบอร์ดครับ
เรามักจะเห็นภาพเจ้า Blythe นี้คู่กับเจ้าของใน Avatar ในเวบบอร์ดหลายๆแห่ง และยังมีเว็บบอร์ดทีคุยกันเรื่องเจ้า Blythe นี้โดยเฉพาะด้วย ว่าคุณเธอมีกิจกรรมอะไรบ้าง คิดอ่านยังไง ฯลฯ
และบาง Avatar มีแต่รูปของ Blythe เพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรากฏตัวเจ้าของ
เราๆที่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายโสดและนิยมเล่นเครื่องไม้เครื่องมือจุกจิกคงมองสาวๆนิยม Blythe ด้วยสายตาอธิบายยาก เพราะนึกไม่ออกว่ามันมีอะไรพิเศษหว่า ตุ๊กตาหน้าตาแอ๊บแบ็ว หน้าอกหน้าใจหรือสะโพกก็ไม่มี ไม่มีประโยชน์ใช้สอย ทำอะไรไม่ได้ซักอย่างแต่ค่าตัวแพงและใช้แต่ของแพงๆอีก
ค่าตัวของเธอเหล่านี้ หากบอกว่าสามพันจะมีคนอุทานว่าถูกแสนถูกนะครับ เพราะบางนางนั้นอยู่ในหลักหมื่น ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์
แต่สำหรับสาวๆเจ้าของคุณเธอเหล่านี้ เธอมีคำอธิบายครับ (เอาแค่คำอธิบายเถอะนะครับ อย่าเรียกร้องเหตุผลเลย พอมีคำอธิบายแล้ว สิ่งที่ตามมามันจะใช้คำอธิบายนี้เป็นเหตุผลได้เอง) คำอธิบายที่สั้น กระชับ ไดใจความที่สุดคือ ชอบ (ซึ่งจากประสบการณ์ของการทำเว็บเกี่ยวกับโทรศัพท์และอุปกรณ์ไฮเทคมาพักใหญ่ๆ ผมพบว่าคำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ซื่อตรงและกล้าหาญที่สุด)
หากจะอธิบายให้ละเอียดอีกหน่อยหนึ่งถึงที่มาของความพึงพอใจเหล่านี้ก็คือ มันเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของบรรดาเจ้าของได้อย่างน่าพึงพอใจครับ
ใครที่เคยถ่ายภาพให้ผู้หญิงจะพบกับขอกำหนดที่สำคัญอันหนึ่งว่า จะต้องถ่ายรูปตัวเธอและใบหน้าเป็นอันดับแรก การถ่ายภาพทิวทิศน์ สิ่งก่อสร้าง หรืออื่นๆที่ไม่มีตัวเธออยู่ในกรอบภาพด้วยนั้น เป็นเรื่องไร้สาระและไร้ประโยชน์โดยสินเชิง ไม่ควรจะถ่ายให้เปลืองฟิล์มหรือหนวยความจำ ทิวทัศน์หรือสิ่งก่อสร้างจะเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเพื่อจะบอกว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเธอ เช่นเพื่ออธิบายว่าเธอได้มาถึงปารีสแล้วเพราะเธอถ่ายคู่กับหอไอเฟลให้เห็นเป็นหลักฐาน
อันดับถัดมาคือคุณจะต้องถ่ายรูปเธอให้ออกมาสวย เอาเถอะน่าถ้ามันจะสวยกว่าตัวจริงของเธอนั่นก็ไม่ใช่ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเครื่องไม้เครื่องมือ แต่เป็นสิ่งทีคุณควรทำ เช่นไม่ควรจะถ่ายให้หน้าเธอออกมาดูกลมขนาดนั้นแม้เธอจะเป็นสาวหน้าแป้นแล้นแสนน่ารักของคุณก็ตาม (คุณอาจจะเคยบอกความจริงอันนีหลายครั้งแล้วว่าคุณชอบขนาดไหน) แต่คุณควรจะทำให้หน้าของเธอดูมีแก้มน้อยลงหน่อย
แม้คุณจะคิดในใจ หรือแม้แต่คิดออกมาดังๆว่า สวยก็ไม่เหมือนตัวจริงสิจ๊ะ ก็ตาม แต่ความสมจริงนั้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับเธอครับ บรรดา Wedding studio ทั้งหลายเข้าใจจุดนี้ดี ภาพถ่ายแต่งงานที่แต่ละคนแต่งหน้าซะยังกับงิ้วหลงโรงในความเห็นของเรา เป็นภาพที่ตรงตามข้อกำหนดเลยแหละ อย่าไปถ่ายให้เหมือนจริงเข้าเชียว คุณอาจจะอดค่าจ้างเอาง่ายๆ
แล้ว Blythe นี่แหละคือคำตอบของเธอ เพราะในโลกจริงๆ ในภาพถ่ายจริงๆ เธออาจจะอึดอัดกับส่วนนั้นส่วนนี้สารพัด แต่หากเป็น Blythe ตัวแทนของเธอคนนี้สวยเท่าเทียมกับเพื่อนๆ และเธอยังแสดงตัวตนของเธอออกมาในรูปของบรรดาเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวัลกับรูปร่างหน้าตาของเธอเอง เธอสามารถเข้าสู่สังคมได้อย่างมั่นใจชนิดที่ภาพถ่ายจริงๆของเธอแทบไม่สามารถทำได้มาก่อน
Blytheจึงได้รับสิทธิ์พิเศษที่ให้แทนตัวของเธอในภาพถ่ายโอกาสสำคัญๆ เป็นสิ่งเดียวนะครับที่เธอยอมให้ปรากฏในภาพถ่ายได้โดยไม่ต้องมีตัวเธอ เพราะ Blythe คือตัวตนของเธอ
หนุ่มๆรู้แบบนี้แล้วก็อย่าไปส่ายหน้ากับทัศนะของเธอ เพราะจริงๆแล้วเรื่องความไม่มั่นใจนี่ก็มีกันทุกคนแหละครับ ลองนึกถึงตอนที่เราต้องใส่ชุดว่ายน้ำลงสระ เปิดเผยเนื้อหนังตัวตนชนิดแทบไม่มีอะไรปิดบังสิครับ ถึงจะไม่โป๊ก็เถอะเราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีแหละว่า แขน ขา หรือพุงของเรามันจะอวดชาวบ้านหรือสู่หนุ่มหน้าอื่นได้หรือเปล่า
Blythe บวกกับภาพถ่ายและเว็บบอร์ด จึงมีบทบาทกับสาวไซเบอร์ยุคใหม่ยิ่งกว่ารุ่นพี่ของเธออย่างบาร์บีเคยเป็นมาครับ
07 July 2008
บันทึกการเดินทาง, นางาซากิ
ก่อนจะเขียนเรื่องราวต่อไป ก็ขอเขียนบันทึกการเดินทางให้จบก่อนครับ ค้างไว้นานแล้ว
25 พฤศจิกายน 2550
กลับมาที่โรงแรมดีกว่า เขาจัดห้องให้เรียบร้อยพร้อมทั้งยกกระเป๋ามาไว้ที่ห้องให้แล้ว เห็นขนาดห้องก็อ่อนใจเพราะเล็กเหมือนๆกับห้องพักในเมืองที่แออัดอย่างโอซาก้าเลย นึกว่ามาต่างจังหวัดจะได้เจอห้องใหญ่ๆหน่อย
จัดการอาบน้ำแต่งตัวชุดเดิมแหละครับเพราะจวนจะได้เวลานัด นั่งอ่านเอกสารของโรงแรมว่าเขามีบริการอะไรบ้างได้สักพักเขาก็โทรมาที่ห้องว่ามาถึงแล้ว
ลงมานั่งคุยกันที่ล็อบบี ซึ่งจริงๆแล้วก็คือพื้นที่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมนั่นแหละครับ มีเจ้าหน้าที่ของเอ็มเอชไอ แล้วก็คู่ค้าอีกรายหนึ่งจากมาเลเซียสองคน รายนี้ดูแลเรื่องระบบปรับอากาศ เราคุยกันเรื่องเนื้อหาและช่วงเวลาที่ใช้ในการบรรยาย แล้วก็นัดหมายว่าจะมารับเราตอนกี่โมง จากนั้นเอ็มเอชไอก็ชวนเดินไปหาอะไรทานกันโดยมื้อนี้เอ็มเอชไอเป็นคนจ่าย
เราไปที่ร้านอาหารบรรยากาศคล้ายๆกับร้านฟูจิบ้านเรา แต่ร้านใช้พื้นไม้และต้องถอดรองเท้าเดินเข้าไปตั้งแต่หน้าร้าน มีล็อกเกอร์ให้เก็บรองเท้าเรียบร้อย กุญแจล็อกเกอร์เป็นการ์ดอลูมิเนี่ยมแผ่นเบ้อเริ่มเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะหล่นหายหรือแอบเอากลับ สมัยนี้อยู่ที่ไหนก็มีอาหารญี่ปุ่นกิน ก็เลยไม่รู้สึกแปลกอะไรครับ รสชาติอาหารที่ร้านนี้ก็ต้องบอกว่ามันคือก็อาหารญี่ปุ่นดีๆนี่เอง ข้าวผัดชาฮั่งที่นี่ออกเผ็ดด้วยซ้ำไปหากเทียบกับร้านในบ้านเรา
คนญี่ปุ่นกินเบียร์และสูบบุหรี่กันเป็นเรื่องปกติเหมือนกับที่ผมเจอคุณปู่ฟาดเบียร์กลางวันแสกๆบนรถไฟนั่นแหละครับ และที่ร้านนี้ก็เช่นกันเป็นร้านที่สูบบุหรี่ได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเขา เรื่องสูบบุหรี่ต้องบอกว่าบ้านเราเจริญกว่าญี่ปุ่นที่เราห้ามสูบบุหรี่ในร้านอาหาร ซึ่งสำหรับญี่ปุ่นอาจจะต้องเรียกว่าสายเกินแก้เพราะผลประโยชน์จากการขายยาสูบนั้นมหาศาลและรวมไปถึงการมีอิทธิพลทางการเมืองของผู้ค้ายาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้บุหรี่หาง่ายมาก อย่าว่าแต่จะควบคุมการขายเลยครับ เพราะเล่นขายกันด้วย Vending Machine ไปแล้ว ลืมเรื่องการควบคุมการขายให้กับเด็กได้เลย และเราสามารถจะเห็นเด็กผู้หญิงรุ่นๆสูบบุหรี่ในเครื่องแบบนักเรียนได้ไม่ยากนักในเมืองใหญ่ๆ
อย่าหวังว่าจะไปออกฏหมายควบคุมเหมือนบ้านเรา เพราะบริษัทยาสูบเป็นเจ้าของนักการเมืองไปเรียบร้อยแล้วครับ บ้านเราขออย่าให้ถึงวันนั้นเร็วนักก็แล้วกัน ที่บอกว่าแบบนั้นเพราะผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในบ้านเราไม่วันไดก็วันหนึ่งหากเรายังตั้งใจนำพาสังคมไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กันแบบนี้ สนใจจะเอาใจตามใจกัน แล้วพัฒนาสังคมให้เป็นได้แค่เพียงสังคมที่ทันสมัยเทียมหน้าเทียมตาอวดชาวบ้านได้ แต่ไม่รู้ว่ากำลังก้าวไปสู่หายนะอย่างหน้าชื่น
ความที่สนใจความเป็นมาของนางาซากิทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกและสมัยปิดประเทศทำให้ผมชวนคุยเกี่ยวกับเมืองนี้แต่คำตอบที่ได้ก็ไม่ผิดไปจากความคาดหมายเท่าไหร่ครับ เจ้าหน้าที่ของเอ็มเอชไอวัยสามสิบต้นๆรายนี้ก็เหมือนกับคนหนุ่มสาวทั้งหลายที่ไม่ใคร่จะสนใจเรื่องประวัติศาสตร์เท่าไหร่ ออกจะเบื่อหน่ายกับเมืองชนบทและอยากไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆมากกว่า เขาดูเหมือนกระตือรือร้นจะคุยกับผมเรื่อง Smartphone มากกว่าจะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองเล็กๆแห่งนี้
รัฐบาลญี่ปุ่นก็เหมือนกับรัฐบาลของประเทศรวยๆทั้งหลาย ที่อยากให้ประชากรของตนเองทำหน้าที่ในการผลิตและการบริโภคมากกว่าจะมาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์หรือความรู้อื่นๆที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยตรง แล้วก็ให้คนต่างจังหวัดทิ้งถิ่นฐานของตนเองไปผจญภัยในเมืองใหญ่ๆ ทิ้งให้ชนบทเหลือเพียงเด็กและคนแก่ ทุกเช้าจะได้เห็นคนจำนวนมากเดินทางจากเมืองรองอย่างฟุกุโอกะ ขึ้นรถไฟเข้าไปทำงานในโอซาก้า เพราะค่าที่พักในโอซาก้าแพงมาก แต่งานดีๆก็หาไม่ได้ในฟุกุโอกะ หรือดิ้นรนไปอยู่ในเมืองใหญ่ในที่พักคับแคบจนกระทั่งคนญี่ปุ่นใช้ SMS กันมากเพราะไม่มีที่ทางเป็นส่วนตัวมากพอสำหรับการคุยโทรศัพท์ เด็กสาวขายตัวเพื่อนำเงินมาซื้อสินค้าแบรนด์เนม เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนบ้านเรานานแล้วนะครับ และเราก็กำลังเดินตามเขาโดยที่เรามองเห็นแต่ความสวยงามของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา
แบบอย่างของปัญหามีให้เห็นอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่เราไม่สนใจจะมอง และยังประณามคนที่ทักท้วงเสียอีกว่า ถ่วงความเจริญ ทั้งๆที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมญี่ปุ่นยังคงมีอยู่อย่างไม่ต่างจากบ้านเราแม้เขาจะพัฒนาไปล้ำหน้ากว่าเราหลายปี ก็ยังไม่เห็นว่าคนญี่ปุ่นจะมีความสุขกว่าเรา มีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่าเรา อย่าว่าแต่จะไม่มีคนจนเลย
ตัวเลขรายได้ต่อหัวแม้จะบอกว่ามีคนจนน้อยกว่าประเทศอื่น แต่หากเทียบกับตัวเลขจำนวนคนฆ่าตัวตาย ทำให้เราเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นได้บ้างหรือเปล่า ว่าเรากำลังละเลยอะไรไปบ้าง
แล้วเราจะก้าวตามเขาไปในแนวทางนั้นหรือ อาจจะมีคำถามว่า แล้วเราจะทำยังไง จะหยุดพัฒนากันหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ และผมไม่เคยเรียกร้องให้หยุดการพัฒนา แต่อยากให้พิจารณาแนวทางพัฒนาสังคมในแบบของเราเองในแบบที่เหมาะสมกับเรา รักษาความได้เปรียบ รักษาจุดแข็งของเราไว้ได้ เหมือนอย่างความพยายามของ Hugo Chavez แห่ง Venezuela หรือแม้แต่ท่าที่ที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาเดร์ โมฮัมหมัดแห่งมาเลเซีย
เราควรจะรู้จักตัวเอง รู้จักสังคมโลก ให้มากกว่าที่เป็นอยู่
29 June 2008
ปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา แน่นอน
นั่นคือ จากที่เคยเชื่อว่า รัฐบาลไทยยังคงถือว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย (ตามคำแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับผลการติดสิน) นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด
เพราะหากพิจารณาแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศให้ดีแล้ว เราจะพบว่ารัฐบาลยินยอมปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก จากข้อความนี้ครับ
"แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังแถลงว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำ พิพากษาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฎบัตร"
ซึ่งชัดเจนว่าเรายินดีปฏิบัติตามคำตัดสิน
แม้ว่าจะประกาศสงวนสิทธิไว้ แต่ก็เป็นเพียงการแสดงเจตนาว่าจะเข้าครอบครอง เมื่อมีข้อมูลใหม่ หลักฐานใหม่ ในอนาคต
แต่ตอนนี้ ปราสาทต้องเป็นของกัมพูชา ตามคำพิพากษา
และเป็นของกัมพูชาทั้งตัวปราสาท และพื้นดินที่ตั้งของปราสาท แม้ว่าจะถูกล้อมรอบด้วยเขตแดนไทย (ตามแผนที่ของฝ่ายไทย) ซึ่งก็จะเป็นเช่นเดียวกับเขตอธิปไตยนอกดินแดน เช่นสถานฑูต
การยอม (ไม่ขัดขวาง) ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงลำพัง (เฉพาะตัวปราสาท) จึงทำได้ และน่าจะเป็นการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ฉลาด เพราะมีโอกาสสูงมากที่จะทำไม่ได้ และในที่สุดจะต้องกลับมาใช้วิธีเสนอร่วมกับไทย เพราะโบราณสถานแห่งนี้ มีทั้งปราสาทและส่วนประกอบอื่นๆ
เพียงแต่การยินยอมครั้งนี้ จะต้องไม่มีการลากเส้นเขตแดนที่ต่างไปจากแผนที่ของไทย ไม่จำเป็นต้องให้เส้นเขตแดนวกเข้ามาจากขอบนอกมาที่ตัวปราสาท ปล่อยให้เป็นเกาะไปอย่างนั้นก็ได้ ตามที่เขียนไว้แล้วว่า ให้ถือเป็นกรณีคล้ายกับสถานฑูต
ประเด็นเรื่องปราสาทจึงชัดเจน แต่เรื่องการเมืองภายในของเรายังต้องพิจารณากันที่เอกสารของไทยที่เพิ่งไปทำกับกัมพูชาเมื่อเร็วๆนี้อีก ว่าไปเสียดินแดนให้เขาเพราะไปขีดเส้นใหม่หรือเปล่า
2475 ทุกวันเลย
ไปอ่านเจอในบล็อกของคุณ Isriya คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ท่านหนึ่งเข้า เป็นข้อมูลจากเว็บประชาไทอีกทีหนึ่ง ดูแล้วก็ชอบใจเช่นเดียวกับที่หลายๆท่านชอบใจ ข้อมูลดี น่าสนใจ แม้ว่าบุคลิกของผู้นำเสนอน่าจะเหมาะสำหรับการเขียนหนังสือมากกว่าการสื่อด้วยภาพยนต์ แต่โดยรวมต้องบอกว่า ควรดูและอ่านเพิ่มเติมครับ
บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: 2475 ทุกวันเลย
ภาพยนต์เชิงสารคดียาวร่วมชั่วโมงนี้สื่อถึงสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นจากแนวคิด, สังคมและวัฒนธรรมในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 (วันนี้ถือเป็นวันชาติ "ไทย" ซึ่งต่อมาถูกทำให้ลืมเลือนไป เช่นเดียวกับหลัก 6 ประการ เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา ที่ถูกลืมเลือนไปจนหมด และถูกแทนที่ด้วยอย่างอื่น) สัญญลักษณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดพระศรีมหาธาตุและเมรุ ซึ่งดูเหมือนเรื่องพื้นๆ แต่ความจริงเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสังคมไทย
ดูแล้วทำให้นึกถึงการแสดงออกทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกถึงว่า สมัยนั้นความขัดแย้งคงแหลมคมยิ่งกว่าวันนี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่กว้างขวางเท่า
สิ่งทื่มองย้อนกลับไปแล้วคล้ายๆกันอีกจุดหนึ่งก็คือ การแสดงออกทางการเมืองที่ดูเหมือนประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี
ประชาธิปไตยไม่ฟุ่มเฟือยหรอกครับ แต่มันไม่ง่ายจนกระทั่งเปิดกระป๋องออกมาสำเร็จรูปเหมือนกระป๋องอื่นๆ แล้วใช้งานได้เลย สิ่งที่เรากำลังเป็นก็คือ เรากำลังหาวิธีปกครองกันเอง วิธีไดวิธีหนึ่ง และเรากำลังต่อสู้กับแรงต้านที่จะรักษาอำนาจการปกครองไว้
ยังไม่ถึงขั้นว่าจะสรุปว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า
เรายังไม่ควรจะต้องยอมต่อสู้ ยอมใช้ความรุนแรงเพื่อสิ่งที่เราเห็นหรอก
21 June 2008
46 ปีของคดีปราสาทพระวิหาร ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน
โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คดีปราสาทพระวิหารระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทย ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า "ศาลโลก" นั้นได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) ได้ครบรอบเวลานานถึง 46 ปีแล้ว
คนไทยหลายคนที่เกิดไม่ทัน (รวมทั้งตัวผู้เขียน) ไม่ได้ทราบสภาพสังคมไทยขณะนั้นว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรต่อผลของคำพิพากษานี้
แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะเคยได้รับรู้เรื่องราวของคดีปราสาทพระวิหารก็ตาม แต่รายละเอียดทั้ง "ข้อเท็จจริง" และ "ข้อกฎหมาย" ของคดีนี้ดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาทางวิชาการมากนักซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการพาดพิงบุคคลหลายท่านก็เป็นได้
เรื่องปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นที่สนใจของคนไทยอีกครั้ง เมื่อประเทศกัมพูชากำลังเตรียมการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก พิจารณาว่าปราสาทพระวิหารสมควรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามอนุสัญญาเกี่ยวกับ การปกป้องวัฒนธรรมโลกและมรดกธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ปี ค.ศ.1970 หรือไม่
ข้อเขียนนี้คงมีวัตถุประสงค์เพียงแค่เตือนความทรงจำอะไรบางอย่างมิให้มีการลืมเลือนและตั้งข้อสังเกตบางประการ
1. ความเป็นมาโดยย่อ
คดีนี้เป็นคดีที่ประเทศกัมพูชาได้กล่าวหาว่าประเทศไทยละเมิดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศกัมพูชาในเขตปราสาทพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งประเทศไทยโต้แย้งว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในภายใต้อำนาจอธิปไตยของไทย
ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทของคดีนี้จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนืออาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร
แต่ศาลโลกจะวินิจฉัยประเด็นนี้จำต้องวินิจฉัยหรือให้ความกระจ่างประเด็นเกี่ยวกับการพิจารณาเขตแดนของประเทศทั้งสองเสียก่อนซึ่งนำไปสู่การพิจารณาสนธิสัญญาปักปันเขตแดนที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 และฉบับที่สองลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907
รวมถึงแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาด้วย
2. ประเด็นที่ศาลโลกเห็นหรือให้ความสำคัญ : ความแตกต่างระหว่าง "ตุลาการเสียงข้างมาก" กับ "ตุลาการเสียงข้างน้อย"
เพื่อจะให้เข้าใจภาพรวมของประเด็นข้อพิพาทได้ดีขึ้นผู้เขียนขอสรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับประเด็นที่ "ตุลาการเสียงข้างมาก" กับ "ตุลาการเสียงข้างน้อย" (ซึ่งประกอบด้วย 3 ท่านคือ ท่านมอเรโน กินตานา ชาวอาร์เจนตินา ท่านเวลลิงตัน คู ซึ่งเป็นชาวจีน และท่านเซอร์เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ ชาวออสเตรเลีย) พิจารณาข้อกฎหมายแตกต่างกันรวมทั้งการให้ความสำคัญหรือน้ำหนักแก่ข้อเท็จจริงบางอย่างอย่างไม่เท่ากันด้วย ดังนี้
1) การเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารกึ่งทางการของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ในคำพิพากษาศาลโลกตอนหนึ่งได้ให้ความสำคัญของการเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยคำพิพากษาของศาลโลกใช้คำว่า "ในเรื่องนี้เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด" (the most sighificant episode) คือการเสด็จเยือนปราสาทพระวิหาร
ซึ่งเมื่อท่านไปถึงปราสาทพระวิหาร ได้มีข้าหลวงใหญ่ต้อนรับเสด็จ โดยมีธงชาติฝรั่งเศสชักไว้ ซึ่งตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่า เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส
อีกทั้งเมื่อท่านกลับมาถึงกรุงเทพฯ ท่านยังได้ประทานรูปถ่ายที่ระลึกไปให้ข้าหลวงฝรั่งเศส โดยศาลโลกกล่าวว่า "พระองค์ทรงใช้ภาษาที่ดูเหมือนจะยอมรับว่า โดยการกระทำของข้าหลวงฝรั่งผู้นี้ ฝรั่งเศสได้กระทำตนเป็นประเทศเจ้าภาพ" (...he used language which seems to admit that France, through her Resident, had acted as the host country.)
ส่วนหนึ่งในตุลาการเสียงข้างมากที่ให้ความสำคัญกับการเสด็จเยือนของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพคือ ท่านฟิทส์ มอริส ผู้พิพากษาชาวอังกฤษ โดยท่านเห็นว่า การเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่ากับเป็นการรับรองอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหารโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างท่านเวลลิงตัน คู ได้แสดงความเห็นในความเห็นค้านของท่านว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะเยือนปราสาทพระวิหารนั้นมิได้เสด็จเยือนใน ฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ซึ่งขณะเยือนท่านมิได้ดำรงตำแหน่งนี้แล้ว) แต่ขณะเยือนท่านดำรงตำแหน่งนายกของราชบัณฑิตยสถาน
อีกทั้งปรากฏจากคำให้การของพระธิดาองค์หนึ่งของพระองค์ท่านที่ได้เสด็จในระหว่างการเยือนครั้งนี้ก็ได้กล่าวว่า พระองค์ท่านเห็นว่า การชักธงชาติฝรั่งเศสและการมีกองกำลังทหารต้อนรับนั้น "เป็นการทะลึ่ง" (imprudent)
และท่านยังรับสั่งว่าให้ถอดชุดเครื่องแบบทหารออกเสียก่อน ส่วนการส่งรูปถ่ายนั้น ท่านคูเห็นว่า มิได้มีความหมายมากไปกว่าการแสดงความเอื้อเฟื้ออันเป็นธรรมเนียมของชาวตะวันออกเท่านั้น
2) ทางขึ้นของปราสาทพระวิหาร
หนึ่งในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทยที่หยิบยกขึ้นมาโน้มน้าวให้ศาลโลกเห็นว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของประเทศไทยคือทางขึ้นของปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งไทย เพราะฝั่งเขมรนั้นจะเป็นหน้าผาสูงชัน อย่างไรก็ดี ท่านฟิทส์ มอริส กลับเห็นว่า การที่ทางขึ้นแบบทางสะดวกอยู่ฝั่งไทยก็มิได้หมายความว่า ทางขึ้นจะมิได้อยู่ฝั่งเขมรด้วย ท่านฟิทส์ มอริส เห็นว่าทางเข้าถึงปราสาทพระวิหารก็มีทางเข้ามาจากฝั่งกัมพูชาเหมือนกันเพียง แต่ขึ้นด้วยความยากลำบากเท่านั้นเอง
3) การยอมรับแผนที่กับสนธิสัญญาที่ให้ใช้สันปันน้ำ
ฝ่ายไทยต่อสู้โดยให้ความสำคัญกับสนธิสัญญาซึ่งตามสนธิสัญญามาตรา 1 ระบุให้เส้นเขตแดนถือตามสันปันน้ำ (watershed) ซึ่งหากถือตามสันปันน้ำแล้ว ปราสาทพระวิหารจะอยู่ที่ประเทศไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ที่ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแต่เพียงฝ่ายเดียว ปราสาทพระวิหารจะตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีคดีอยู่มากมายในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่ ศาลหรืออนุญาโตตุลาการจะให้ความสำคัญแก่ตัวบทของสนธิสัญญามากกว่าแผนที่ โดยแผนที่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในหลายๆ องค์ประกอบที่ใช้พิจารณาประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดน แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยทักท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่มาตั้งแต่ต้น ทำให้ประเทศไทยถูกตัดสิทธิหรือถูกปิดปากมิให้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของแผนที่ในภายหลัง
ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างท่าน กินตานา เห็นว่า อำนาจอธิปไตยทางอาณาเขตไม่ใช่เรื่องที่จะพิจารณากันอย่างผิวเผิน แต่ต้องพิจารณาบนหลักฐานข้อเท็จจริงที่แน่ชัดเท่านั้น ท่านมิได้ให้ความสำคัญกับแผนที่ (เจ้าปัญหา)
โดยท่านได้ยกคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการในคดี Palmas และสนธิสัญญากรุงแวร์ซายส์ว่าเมื่อเกิดมีความแตกต่างกันในเรื่องการปักปันเขตแดนระหว่างตัวบทของสนธิสัญญากับแผนที่ ให้ถือตัวบท (Text) (ไม่ใช่แผนที่) เป็นสำคัญ
ส่วนท่านคูก็มีความเห็นทำนองเดียวกับท่าน กินตานา ว่า การพิจารณาประเด็นข้อพิพาททางเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องตั้งอยู่บน พื้นฐานหลักฐานที่แน่ชัดเท่านั้น ท่านคูจึงเสนอว่าศาลโลกควรตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญไปสำรวจพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารและทำความเห็นเสนอมา
สำหรับท่านแล้วข้อยุติเรื่องหลักฐานสำคัญมากตราบใดที่หลักฐานเกี่ยวกับเขตแดนยังไม่ยุติแล้ว การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายไปในทางให้คุณหรือให้โทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถกระทำได้
4) การใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบๆ
ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนนั้น นอกจากแผนที่แล้ว สิ่งที่ศาลหรืออนุญาโตตุลาการให้ความสำคัญมากก็คือ "การอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนพิพาท" ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยที่เข้มข้นและสม่ำเสมอกว่ากัน การแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของรัฐสามารถแสดงออกได้หลายวิธี เช่น การเก็บภาษี การออกใบอนุญาตต่างๆ การชักธงชาติ การก่อสร้างอาคารต่างๆ เป็นต้น
ในความเห็นแย้งของท่านเวลลิงตัน คู เห็นว่า การใช้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาทของประเทศไทยมีลักษณะที่เข้มข้นมากกว่าฝ่ายกัมพูชา โดยรัฐบาลไทยได้มีการก่อสร้างถนนไปยังเชิงเขาพระวิหาร การเก็บภาษีนาข้าว การออกใบอนุญาตให้ตัดไม้ รวมถึงการทำบัญชีรายการอนุสาวรีย์โบราณของทางราชการในปี ค.ศ.1931 ซึ่งรวมปราสาทพระวิหารอยู่ด้วย โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงฯได้มีพระอักษรถึงเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมาสองฉบับลง วันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ.1930 และวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1931 เพื่อขอบัญชีรายการอนุสาวรีย์โบราณในมณฑลนั้น ซึ่งทางเทศาภิบาลได้ส่งคำตอบว่า ปราสาทพระวิหารนั้นเป็นอนุสาวรีย์โบราณอันหนึ่งในจำนวนสี่อันในจังหวัดขุขันธ์ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของไทยในเวลานั้น
สิ่งที่สร้างความวิตกในปัจจุบันนี้ก็คือ ทางการของไทยมองข้ามความสำคัญของการใช้อำนาจอธิปไตยบริเวณพื้นที่รอบๆปราสาท ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงมากอย่าง ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ได้แสดงความวิตกกังวลในประเด็นนี้ในบทความของท่านชื่อว่า "ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร" ข้อสังเกตของท่านควรที่เจ้าหน้าที่ของไทยพึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
5) การให้ความสำคัญกับบริบททางการเมืองในขณะนั้น
เหตุผลหนึ่งที่ตุลาการเสียงข้างมากให้ความสำคัญคือการไม่ยอมทักท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่ของฝ่ายไทย
อย่างไรก็ดี ตุลาการเสียงข้างน้อยอย่างท่านเวลลิงตัน คู และท่านเซอร์สเปนเดอร์ ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจฝ่ายไทยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถคัดค้านประท้วง ฝรั่งเศสได้อย่างเต็มปากเต็มคำ โดยทั้งสองท่านได้พิจารณาประเด็นเรื่องการล่าอาณานิคม (Colonization) หรืออิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสที่กำลังแผ่ขยายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน ขณะนั้นด้วย
โดยท่านสเปนเดอร์กล่าวในความเห็นแย้งของท่านว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่เป็นการยุติธรรมที่จะวัดความประพฤติปฏิบัติของประเทศ สยามในเวลานั้นด้วยมาตรฐานทั่วไป ซึ่งอาจจะนำไปใช้ได้โดยชอบในปัจจุบันหรือแม้แต่ในขณะนั้นกับรัฐยุโรปซึ่งมีความเจริญอย่างสูงแล้ว"
และท่านยังกล่าวย้ำอีกด้วยว่า "ความหวาดกลัวของประเทศสยามต่อท่าทีของประเทศฝรั่งเศสที่มีต่อสยามเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ไม่อาจละเลยเสียได้ในการพิจารณาคุณค่าของการประพฤติ ปฏิบัติของประเทศสยาม การนิ่งเฉย การที่มิได้ทักท้วงถ้าหากคาดว่าควรมีการประท้วง"
3. ประเด็นที่ศาลโลกวินิจฉัย : 3 ประเด็น
มีอยู่สามประเด็นที่ศาลโลกวินิจฉัยซึ่งศาลโลกวินิจฉัยเป็นคุณแก่กัมพูชาทั้งสามประเด็นคือ
ประเด็นแรก ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ประเด็นที่สอง ประเทศไทยมีพันธะที่ต้องถอนกำลังทหาร
และ ประเด็นที่สาม ประเทศไทยต้องคืนบรรดาวัตถุที่ได้ระบุไว้แก่กัมพูชา
มีข้อสังเกตว่ากัมพูชาเสนอให้ศาลโลกวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณพิพาทด้วย
แต่ศาลโลกไม่เห็นด้วย
4. สถานะทางกฎหมายของคำพิพากษาของศาลโลก : เป็นที่สุดและไม่มีการอุทธรณ์
ใน ธรรมนูญก่อตั้งศาลโลกมาตรา 59 ว่า คำพิพากษาของศาลโลกผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี และมาตรา 60 บัญญัติว่า คำพิพากษาของศาลนั้นเป็นที่สุดและอุทธรณ์ไม่ได้ (The judgment is final and without appeal)
นอกจากนี้แล้วในกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 94 ได้บัญญัติว่า รัฐคู่พิพาทสามารถเสนอให้คณะมนตรีความมั่นคงพิจารณาออกคำแนะนำ (Recommendation) หรือมาตรการ (Measure) ได้
หากว่ารัฐคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา
5. การไม่ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
ตุลาการเสียงข้างมากแทบไม่ได้ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปราสาทพระวิหารเลยว่า ใครเป็นผู้สร้าง
เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางกฎหมายด้านอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอัน เป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร "ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์" มิได้เป็นปัจจัยชี้ขาดว่าใครสมควรมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาท
แต่การวินิจฉัยของศาลต้องอาศัย "ข้อมูลทางภูมิศาสตร์" และ "ข้อกฎหมาย" เป็นสำคัญ
ผู้พิพากษากินตานาเห็นว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารไม่มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยของศาลในคดีนี้
6. คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร : เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรอ่าน
เช่นเดียวกับคดีประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่คนไทยมักไม่ค่อยทราบทำให้มีการเข้าใจไปต่างๆ นานา และในที่สุดก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงในคดีนั้นเป็นอย่างไร
แม้คนไทยจำนวนมากจะได้รับรู้ว่าประเทศไทยแพ้คดีนี้จำต้องยกปราสาทพระวิหารให้แก่เขมร
แต่น้อยคนที่จะรู้ถึงรายละเอียดของคดีนี้ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะแปลคำพิพากษาออกมาเป็นภาษาไทยแล้วก็ตาม (แต่ควรอ่านภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย)
ซึ่งคนไทยควรจะอ่านคำพิพากษาคดี ปราสาทพระวิหารและควรอ่านความเห็นเอกเทศของผู้พิพากษาแต่ละท่าน รวมถึงความเห็นแย้งของผู้พิพากษาสองท่านที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทยด้วย
ก็จะทำให้เข้าใจคดีประวัติศาสตร์ของคดีนี้มากขึ้น
บทส่งท้าย
ปราสาทพระวิหารแม้จะเป็นซากปรักหักพังที่ยังสร้างไม่เสร็จก็ตาม แต่ปราสาทพระวิหารก็ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์รวมถึงความรู้สึกทางชาตินิยมอย่างเต็มเปี่ยม
กาลเวลาที่ผ่านเนิ่นนานไปถึง 46 ปี มิได้มีผลลบความทรงจำของคนไทยที่มีต่อปราสาทพระวิหารนี้แต่อย่างใด ไม่มีสิ่งใดสะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ดีไปกว่าประโยคสุดท้ายของผู้พิพากษาท่านเซอร์เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ ในความเห็นแย้งของท่าน (ซึ่งเป็นผู้พิพากษาท่านหนึ่งในสองท่านที่ตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทย)
ท่านกล่าวว่า
"ดินแดนซึ่งอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นเป็นของประเทศไทยทั้งโดยสนธิสัญญาและโดยองค์กรซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ขึ้นตามสนธิสัญญาเพื่อพิจารณากำหนดเส้นเขตแดนนั้น ในบัดนี้ ได้กลับกลายไปเป็นของกัมพูชา"
อังกุศ: บทความนี้มีใจความเสริมขึ้นมาจากบทความเมื่อวันก่อน โดยมีประเด็นหนึ่งที่ต่างกันเล็กน้อยคือ แม้บทความก่อนหน้านี้จะระบุว่า คำพิพากษาไม่มีผลในการบังคับคดี แต่ในบทความนี้ได้กล่าวถึงกลไกบางอย่างที่ใช้บังคับคดีโดยอ้อม
แต่ทั้งสองบทความสอดคล้องกันในเรื่องของความสำคัญของแผนที่ และการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ขัดแย้ง โดยที่ให้ความสำคัญกับการใ้ช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนมากกว่าแผนที่ (ซึ่งไทยเห็นว่าควรใช้แนวสันปันน้ำตามสนธิสัญญาฯ)
การถกเถียงกันในเรื่องของแผนที่จึงเปล่าประโยชน์ (เพราะเราไม่ยอมรับแผนที่ของเขา - ประเด็นที่จะค้นคว้าต่อไป) และการไปทำความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับแผนที่ จึงเท่ากับเป็นการรับรองเขตแดนซึ่งเราสงวนสิทธิ์นี้ไว้มาตลอด
การขีดแผนที่ลงในพื้นที่ที่เรายังสงวนไว้ จึงไม่ต่างจากการเสียดินแดน
เราควรพิจารณาถึงจุดอ่อนที่เราเคยพลาดมา คือเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนมากกว่าจะเจรจาเรื่องเขตแดน
ประเด็นที่จะค้นคว้าต่อไปคือ ฝ่ายไทยทักท้วงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา และยังถือสิทธิ์ที่จะเข้าครอบครองดินแดนในอนาคต
หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าเรายังถือว่ามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร (โดยฝ่ายเดียว) และยังสงวนสิทธิ์นี้ไว้เช่นเดียวกับเขตแดน
หากเป็นเช่นนั้น การยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็จะเท่ากับการรับรองอธิปไตยเหนือตัวปราสาท
เท่ากับเป็นการเสียดินแดนอย่างเป็นทางการเช่นกัน
ประเด็นนี้สามารถนำไปสู่ข้อยุติ (ของฝ่ายไทย) ได้ทันที
ขอร่วมไว้อาลัยแด่เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวานด้วยครับ
ผู้หมวดโพสต์ไดอารีนี้ไว้ในวันเกิดของเขา จากค่ายที่เขื่อนบางลาง ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือเป็น Modem ครับ
http://polize.diaryis.com/?20080620
ผม ไม่มีคำไหนจะอธิบายอีก หากแต่เชื่อว่า ผู้หมวดได้ทำสิ่งที่ผู้หมวดภาคภุมิใจแล้ว ผู้หมวดได้ทำสิ่งที่ผู้หมวดเชื่อมั่นแล้ว ขอให้กุศลและความปิตินี้ได้นำให้ผู้หมวดได้ล่วงไปสู่ภูมิอันเป็นสุขครับ
ด้วยจิตคารวะ
03 June 2008
Season Change แล้วก็ รักแห่งสยาม
เนื้อเรื่องเดินและคลี่คลายไปเรื่อยๆ ดูสบายๆแต่ก็ไม่มีอะไรขัดตา ผมเองโดยส่วนตัวจะรำคาญ Acting แบบหนังไทยเดิมๆที่ทำซ้ำๆ พระเอกต้องแบบนี้ ตลกต้องแบบนี้ เหมือนแขวนป้ายไว้กับหน้าอกตัวแสดง (ไม่ใช่เฉพาะหนังไทยหรอกครับ เกมโชว์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลีก็มี Acting ซ้ำๆน่ารำคาญไปตามสไตล์ของตัวเองเช่นกัน)
ดูแล้วเพลิน สบายๆแล้วก็น่ารักตามประสาวัยรุ่นใสๆ แทรกเกร็ดเกี่ยวกับดนตรี ทำให้หนังเรื่องนี้พอมีสาระแนบไปด้วย นอกไปจากสาระแบบเด็กๆวัยรุ่นที่ก็ต้องบอกว่าใช้ได้ ไม่หนักแบบผู้ใหญ่ แต่ก็บอกได้เลยว่าไม่ใช่เหลวไหลเลื่อนเปื้อนไป อย่างที่ผู้ผลิตบางกลุ่มมักจะทำให้มองวัยรุ่นไปในทำนองว่าหาสาระไม่ได้
หนังจบไปแล้วพอจะลงมือเขียนบล็อกนี้ก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้คือ รักแห่งสยาม ซึ่งผมก็ดู DVD ที่บ้านอีกตามเคย หนังเรื่องนี้ตอนลงโรงฉายก็ได้อ่านคำวิจารณ์พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเกย์ และฉากหนึ่งคือตอนที่นก สินจัย กินไข่พะโล้
แต่พอดูเองกลับรู้สึกประทับใจ และเห็นประเด็นพวกนี้ต่างออกไปจากที่อ่านคนอื่นวิจารณ์ แล้วก็ไม่เห็นใครค่อยเขียนถึงแง่มุมที่ผมเห็น
เริ่มเรื่องเลยก็มีแง่มุมที่ประทับใจผมเข้าให้แล้ว ด้วยคำถามที่ว่าทำไมถึงสนใจดนตรี คำถามง่ายๆและใครๆก็ตอบได้ง่ายๆแต่ตัวเอกของเรื่องตอบว่า เขาใช้ดนตรีเพื่อเล่าเรื่องราวสำคัญให้กับคนที่สำคัญของเขา
โดนมั้ยล่ะครับนั่น โดนไปเต็มๆครับสำหรับคนที่เคยใช้เวลาทั้งซัมเมอร์นอนกอดกีตาร์ เพื่อจะเล่นให้เป็นให้ได้ เพื่อเอาชนะใจเด็กสาวน่ารักคนหนึ่ง เพราะไอ้หนุ่มคู่แข่งมันเล่นกีตาร์เป็น นั่นคือเรื่องของผมเองเมื่อสามสิบปีก่อน
ดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แรงบันดาลใจพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่ อย่างเช่นเด็กวัยรุ่น และหากเขาผ่านมันมาได้ด้วยความมุ่งมั่น สิ่งนี้จะหล่อหลอมให้เขารู้จักศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในความอุตสาหะโดยสุจริต เป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างมากนะครับที่เด็กวัยรุ่นควรมีโอกาสได้ผ่าน ไม่เช่นนั้นแล้วก็ยากที่เขาจะรู้ว่าเขามีจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิต และจะทำอย่างไรกับจุดมุ่งหมายนั้น
แล้วตัวเอกของเรื่องก็ได้ใช้ดนตรีเืพื่อสื่อความรู้สึกของเขาต่อคนสำคัญได้อย่างที่ตั้่งใจ บทประพันธ์สื่อถึงเรื่องราวของความรักความผูกพันของคนต่างบทบาทเช่นเดียวกับ Season Change แต่เป็นบทบาทและแง่มุมที่ต่างออกไป เรื่องของเกย์นั้นเรียกว่าเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของทั้งหมด เป็นเพียงการนำเสนอความรักความผูกพันในอีกรูปแบบเท่านั้น แม้่ว่าจะไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่หากเทียบกับหนังในแนวพระเอกกับผู้ร้าย นางเอกกับนางอิจฉาที่เราทำซ้ำๆกันมานับสิบปี ก็มีความไม่ถูกต้องไม่ใช่เหรอครับ ในขณะเดียวกันประเด็นของเกย์นี้ในเนื้อเรื่องก็แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดใจ ทั้งของผู้ใหญ่และตัวเด็กเอง และในที่สุดพวกเขาก็ผ่านจุดนี้ไปได้ ผ่านไปอย่างคนที่มีพื้นฐานจิตใจที่ดี ไม่ได้แก้ปัญหาชีวิตด้วยการซ้ำเติมให้หนักเข้าไปอีก
ฉากนก สินจัย กินไข่พะโล้ไม่โดนใจผมอย่างที่ได้อ่านจากใครๆวิจารณ์ถึง แม้ว่าจะสื่อถึงความเสียสละ อดทนของคนที่เป็นแม่ ก็โอเคครับแต่ฉากที่โดนใจผมกลับเป็นฉากที่แทบไม่มีใครพูดถึงเลย คือเรื่องราวของภาพถ่ายซึ่งไม่มีภาพของลูกสาวคนที่หายไปอยู่ในภาพนั้น คนที่เป็นพ่อมองภาพนั้นแล้วคร่ำครวญถึงสิ่งที่หายไป ทั้งจากในภาพและจากชีวิตของเขา (ซึ่งคร่ำครวญนานไปหน่อยจนผมชักรำคาญ) แต่แล้วก็ได้ตระหนักในทีุ่สุดว่า ที่ภาพนั้นไม่มีภาพของลูกสาวที่หายไปก็เพราะภาพนั้นเป็นภาพที่เธอเป็นคนถ่าย เธอไม่ได้หายไปไหนแต่กำลังมองภาพนี้ด้วยสายตาเดียวกันกับคนที่มองภาพนี้อยู่ หนังมาถึงฉากนี้พร้อมกับกระทบใจผมอย่างแรงเมื่อได้นึกถึงว่า ทุกครั้งที่มองภาพนั้น ก็เหมือนกับว่าคนที่หายไปนั้น แท้จริงก็อยู่ที่เดียวกับที่เรากำลังมองอยู่ เธออยู่ในตัวเรา ในใจเราตลอดเวลาแต่เราไม่เคยรู้
หนังเดินเรื่องและคลี่คลายไปด้วยดีเช่นเดียวกับ Season Change แต่มีเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องมีจุดที่กระทบจิตใจได้มากกว่า แต่ทั้งสองเรื่องก็ทำให้ผมหันไปบอกกับแฟนว่า ซื้อแผ่นไว้เถอะ ผมอยากเสียเงินให้กับคนที่ทำหนังสองเรื่องนี้ เขาควรจะได้รับมันถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ซื้่อตั๋วเข้าไปดูในโรง ก็ขอให้เขาขายแผ่นได้ก็แล้วกัน
28 April 2008
ตัวร้อยขา
เรื่องตัวร้อยขาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บวกกับความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นปัจจัยแรกๆที่ฉุดรั้งสังคมของเรามานานแสนนาน
ปกติท่อประปาจะเป็นระบบท่อที่มีน้ำอยู่เต็มท่อและไหลอยู่ตลอดเวลา ความดันในท่อจะสูงกว่าความดันนอกท่อเสมอ สังเกตได้จากหากท่อรั่วหรือแตก ก็จะมีน้ำพุ่งออกมาจากรอยรั่ว ความดันนี้ทำให้ไม่มีอะไรเข้าในท่อได้โดยง่ายแม้ท่อจะแตกหรือรั่ว
น้ำที่ไหลตลอดเวลาทำให้การสะสมของตะกอนมีน้อย โดยรวมคือ ปกติน้ำประปาจะเป็นน้ำที่สะอาด หากกระบวนการผลิตได้น้ำที่สะอาดตั้งแต่แรกแล้ว น้ำที่ออกมาจากก๊อกก็จะสะอาดด้วย
ที่ว่าน้ำประปาตามปกติสะอาดดื่มได้นั้น จริงนะครับ ในพื้นที่ที่สามารถผลิตน้ำสะอาดระดับนั้นได้ และผู้ใช้น้ำไม่เห็นแก่ตัว
ประปาบางพื้นที่ อาจจะไม่เพียงพอ ทำให้น้ำไหลบ้างไม่ไหลบ้าง ปั๊มน้ำจึงมักจะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับผู้ใช้น้ำ แต่น่าเสียดายที่เราติดตั้งปั๊มน้ำกันอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเห็นแก่ตัว
การติดตั้งปั๊มน้ำเพื่อชดเชยความไม่พร้อมของระบบส่งน้ำ เราจะต้องมีถังพักน้ำครับ เอาน้ำประปาใส่ถังนี้แล้วใช้ปั๊มสูบออกมาจากถังจ่ายเข้าบ้าน วิธีนี้เราจะมีน้ำที่แรงและมีีใช้ตลอดแม้น้ำประปาจะไม่ไหลเลย ขอให้มีน้ำในถัง และหากเรามีท่อ Bypass พร้อมวาล์วกันไหลย้อนกลับ ก็จะทำให้เราหยุดใช้ปั๊มได้ โดยอาศัยแรงดันของน้ำประปาจากท่อตามปกติ ในเวลาที่น้ำไหลดี
แต่ปรากฏว่าวิธีการติดตั้งปั๊มของเราที่พบเห็นส่วนใหญ่ กลับกลายเป็นการติดตั้งโดยไม่มีถังพักน้ำ หรือมีแต่ก็ไม่ได้ให้ปั๊มสูบจากถังพัก กลับไปดูดจากท่อน้ำประปาแทน
มีข้อเท็จจริงที่เรียกว่าเป็นสัจจธรรมเลยก็ว่าได้คือ ปั๊มน้ำสร้างแรงดันให้น้ำ แต่ผลิตน้ำไม่ได้นะครับ ถ้าไม่มีน้ำให้ปั๊มซะอย่าง ให้ปั๊มใหญ่ยักษ์แค่ไหนก็ไม่มีน้ำให้ การติดตั้งแบบนี้จึงให้ได้แค่น้ำที่แรงขึ้น
ในเวลาที่มีน้ำไหล แต่ถ้าน้ำไม่ไหลก็ไม่มีน้ำ
การติดตั้งแบบนี้คนที่อยู่ต้นน้ำจะแย่งน้ำจากคนที่อยู่ถัดไป จนในที่
่สุดคนหลังๆจะไม่มีน้ำใช้ ถึงแม้ว่าทุกบ้านจะมีปั๊มเหมือนๆกันหมดเพื่อหวังแย่งชิงน้ำกับเพื่อนบ้านก็ตาม
นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ผมได้พบว่า ปั๊มน้ำที่ขายในบ้านเรามีสเปคระดับเทพ เทพยังไงเหรอครับ ปั๊มน้ำโดยทั่วไปจะพังจากการเดินโดยไม่มีน้ำ แต่ปั๊มน้ำที่ขายในบ้านเราสามารถจะ Run dry ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่พัง เพราะต้องทนกับการติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง พยายามดูดน้ำจากท่อเปล่าๆได้
พอมองเห็นปัญหาทางวิศวกรรมแบบบ้านเรามั้ยครับ ว่าเราเล่นของสเปคสูงๆกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าจะได้ประโยชน์อะไรจริงจัง
ผลเสียที่ตามมานอกจากระบบที่ไม่คุ้มค่า (เพราะแทบไม่เกิดประโยชน์จากการใช้ปั๊ม หรือได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควร) ก็คือ ท่อน้ำประปาที่ควรจะมีความดันน้ำอยู่ตลอดเวลา (แม้จะน้อยเพราะไหลเอื่อยๆ) กลายเป็นท่อเปล่าที่มีความดันเป็นสุญญากาศเพราะปั๊มของแต่ละบ้านช่วยกันดูดท่อเปล่าๆ
สุญญากาศนี้จะดูดเอาสิ่งแปลกปลอมภายนอกท่อเข้าไปตามรอยแตกรอยรั่วด้วย แน่นอนครับไม่สะอาดแน่ รวมทั้งตัวอ่อนของเจ้าตัวร้อยขาที่จะเข้าไปเจริญเติบโตในท่อ (และที่แย่กว่าตัวร้อยขาคือเชื้อโรคที่มองไม่เห็น)
เรื่องของตัวร้อยขาจึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของการประปาเสียทีเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้น้ำด้วยครับ
เรากำลังสร้างสังคมที่แต่ละคนอยากทันสมัย มีวัตถุทัดหน้าเทียมตาคนอื่น แต่เรากลับละเลยการขวนขวายทำความเข้าใจ ต่างทำไปตามๆกันโดยไม่รู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น สนใจเพียงสิทธิของตนที่จะครอบครองได้ทัดเทียมผู้อื่น หรือแม้แต่ครอบครองได้มากกว่าคนอื่นแต่ละเลยหน้าที่จะต้องทำความเข้าและเท่าทันวัตถุด้วย
คำว่า ไม่รู้ ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ได้ยินเป็นอันดับแรกหลังจากเกิดผลเสีย ไม่ได้ช่วยให้ผู้พูดได้รอดพ้้นไปจากผลกระทบนั้นๆได้เลย
หากเรายังเดินหน้าไปพร้้อมกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บวกกับความเห็นแก่ตัวแบบนี้ต่อไปในสังคมที่ซับซ้อนขึ้นทุกทีโดยเราไม่พัฒนานิสัยไฝ่รู้ขึ้นมา ก็เท่ากับเรากำลังเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวเราและสังคมมากขึ้นเรื่อยๆโดยเราเข้าใจไปว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตนั้นจะปัดเป่าความทุกข์และสร้างสุขให้เรา
เป็นวังวนที่ยากจะหลุดออกมาได้ มีแต่จะจมลึกลงสู่ห้วงทุกข์มากขึ้น
เราต้องปรับทัศนคติของเรา และไม่สามารถรีรอได้อีกแล้ว
21 April 2008
Freeze Bangkok
เมื่อวาน (วันอาทิตย์ 20 เม.ย.) พาครอบครัวไปพบปะเพื่อนฝูงตามปกติ คราวนี้สวนลุมฯเช่นเคย ตามประสาคนไม่ค่อยชอบเดินห้าง วันนี้มีวงดนตรีเยาวชน Youth Orchestra ซึ่งยังเล่นดนตรีได้น่าฟังและน่ารักเช่นเดิม แต่ผิดหวังพอสมควร (ถึงมาก) กับเพลงร้องที่เอาผู้ใหญ่มาร้อง และต้องบอกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ยังร้องเพลงไม่เป็น (เมื่อเทียบกับความสามารถในการเล่นดนตรีของเด็กๆแล้วต้องบอกว่าน่าอายมาก อย่ามาแสดงดีกว่า) บางท่านที่ร้องเพลงเป็นก็มาร้องเพลงในแนวที่ตนเองไม่เป็น เพราะถนัดร้องเพลงไทยแต่มาร้องเพลงฝรั่ง เทคนิคการร้องมันต่้างกันนะครับ ร้องเพลงไทยไม่ผิดหรอก เพลงไทยของเราก็มีเทคนิคที่ฝรั่งก็ยากที่จะทำได้ แต่เราก็อย่าไปร้องเพลงที่เราไม่ถนัดก็แล้วกัน จะร้องก็ร้องฟังเองคนเดียว นอกจากเทคนิคที่ต่างกันแล้ว การออกเสียงก็ต่างกันด้วย ผู้ร้องออกเสียงตัว R ด้วยเสียงตัว ร.เรือ คนละเรื่องเลยนะครับ
และที่รู้สึกแย่มากๆจนต้องลุกออกมาก่อน ก็ตอนที่ร้องเพลง Memory เพลงนี้สำหรับผมเป็นหนึ่งในเพลงศักดิ์สิทธิ์นะ ใครจะร้องก็ต้องถึงๆหน่อย
ก็ไม่ผิดหรอกนะครับว่าใครจะถนัดเพลงไทยหรือเพลงฝรั่ง ทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด น่าชื่นชมกว่าครับ
ช่วงเวลาเดียวกัน ในสถานที่ไม่ห่างกันนัก ก็มีเพื่อนๆในอีกแนวหนึ่ง กำลังทำกิจกรรม Freeze ที่แถวๆทางเดินเหนือสี่แยกหน้ามาบุญครอง กับ Siam Discovery แล้วก็มาที่ Siam Paragon ด้วย กิจกรรมนี้รูปแบบก็คือ พอได้เวลาที่กำหนด อาสาสมัครของกิจกรรมนี้ก็จะหยุดอยู่ที่ท่าที่ตนเองกำลังทำอยู่ในขณะนั้น หยุดนิ่งๆอยู่ประมาณ 5 นาทีจนมีสัญญาณหมดเวลา (สัญญาณอาจจะเป็นได้หลากหลายแล้วแต่ตกลงกัน)
การประสานงานกิจกรรมพวกนี้น่าสนใจนะครับ ทุกคนมาจากต่างที่กัน ติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ต แล้วมาพบกันในช่วงเวลาที่นัดไว้ แล้วนัดแนะว่าพื้นที่กิจกรรมจะอยู่บริเวณไดบ้าง ใช้อาณัตสัญญาณแบบไหน ดูๆแล้วเป็นเหมือนการวางแผนรบหรือวางแผนการทำงานที่ต้องประสานกัน เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจตรงจุดนี้แหละครับ บ้านเราควรฝึกฝนการทำงานเป็นกลุ่มให้มากกว่านี้
แต่คนอายุมากๆบางคนอาจจะมองว่าเป็นการซึมซับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมาใช้กันง่ายๆ ไม่สนใจวัฒนธรรมของตนเอง แล้วตั้งข้อรังเกียจวิพากษ์วิจารณ์ ก็คงเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ครับ ถ้าเกิดเขารู้สึกขัดหูขัดตา หรือแม้กระทั่งไปเกะกะเขา
แต่หากจะไปต่อว่าเขาในทำนองนั้น ก็อยากขอให้ผู้อาวุโสสะกิดใจสักนิดครับ ว่าเราเป็นแบบนี้กันมานานแล้ว (ครับ รวมทั้งสมัยของผู้อาวุโสด้วย) ที่ไปเอาวัฒนธรรมชาวบ้านเขามาใช้ง่ายๆ อย่างที่จะเทียบกับ Freeze ก็คือการยืนตรงเคารพธงชาติ (ที่อาจจะไม่มีในบริเวณใกล้ๆกันนั้น) นี่แหละ ที่เราเอามาใช้กันช่วงรัฐบาลเผด็จการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน ก็เอามาจากญี่ปุ่น และเดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเขาก็เลิกทำไปแล้ว ไม่ใช่วัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดมาเนิ่นนานอะไร แต่เดี๋ยวนี้หากใครไม่ทำตาม หรือไปวิพากษ์วิจารณ์เข้าก็จะเกิดอาการ "จะเป็นจะตาย" กัน ลองตรองดูนะครับ ว่าเราเข้าใจคำว่าวัฒนธรรมกันมากน้อยแค่ไหน จริงๆแล้วอะไรควรอะไรไม่ควร อะไรคือรูปแบบอะไรคือสาระ
เริ่มจากฟังเพลง แล้วก็จบที่ฟังเพลง แต่คนละแง่
12 March 2008
กิจกรรมใหม่ๆ
เว็บส่วนของ Smartphone ปีนี้น่าจะซบไปเพราะเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลง สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดีนัก พอดีว่ามีเพื่อนท่านหนึ่งใน Yahoo! มาชวนไปตอบคำถามใน Yahoo! รู้รอบ เลยลองไปแจมสักหน่อย น่าสนใจดีครับ
นอกจากนี้แล้วยังมีบริการใหม่ๆบนเว็บน่าสนใจเยอะเลย ทำให้ต้องมาเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ทดแทนเรื่องของ Smartphone เลยกลายเป็นงานล้นมือเหมือนเดิมครับ แต่ก็สนุกเหมือนเดิมนั่นแหละ
ลูกชายกำลังซนและค้นคว้าอะไรใหม่ๆได้เร็วและกว้างขวางมากขึ้นครับ เลยออกจะดื้อตามมาด้วย แต่ก็ไม่มากมายอะไร ตอนนี้เขาใช้มือได้ดี การเดินการเคลื่อนไหวก็คล่องแคล่วจนเกือบเท่าเด็กโตแล้วครับ การพูดยังไม่เก่ง แต่ก็ดีครับ ให้เขาพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวและการค้นหาคำตอบด้วยตนเองไปก่อน
25 January 2008
หนักไปมั้ยเนี่ย
เรื่องของเรื่องก็คือผมอยากเก็บเอาไว้อ่าน แล้วก็เผื่อเพื่อนๆที่สนใจด้วยครับ เป็นความเห็นทางวิชาการที่ชัดเจนน่าอ่านในสถานการณ์การเมืองของบ้านเราตอนนี้ แต่ไม่ได้มีเจตนาจะให้บล็อกดูเอาจริงเอาจังครับ วันต่อมาผมก็เลยหารูปมาประกอบบันทึกการเดินทางและในส่วนของบล็อกเสียหน่อยจะได้ดูเบาลง จนแล้วจนรอดบันทึกการเดินทางก็ยังเขียนไม่จบ แต่ก็จะเขียนเรื่อยๆจนจบครับ เพราะบันทึกอะไรไว้เยอะทีเดียวระหว่างช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ไป
ปีนี้มีเรื่องจะเขียนเยอะเลย ทั้งเรื่องเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย พ็อกเก็ตบุคที่จะต้องเขียนต้นฉบับให้เสร็จช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ แล้วก็เกิดคิดพล็อตนิยายได้หนึ่งเรื่อง เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์
งานทำเว็บก็สนุกขึ้นถึงแม้ว่าปีนี้จะเป็นขาลงของ Smartphone แต่ก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ Mobile Internet ให้เสนออีกเยอะครับ แล้วก็มีงานฝึกอบรมการใช้งานเข้ามาอีกเรื่อยๆ ถ้าปีนี้ Mobile Content ได้แจ้งเกิด Smartphone ก็ยังเอาตัวรอดได้ครับ แต่ปีนี้ก็อาจจะเป็นปีสุดท้ายของ Smartphone ครับถ้าผู้ใช้ยังคงใช้โทรศัพท์เพื่อการสนทนาเป็นหลัก ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความสามารถอื่นมากนัก จากนั้นปีหน้าโทรศัพท์ 3G จะทำหน้าที่โทรศัพท์สำหรับการสนทนาและทำหน้าที่แสดงฐานะทางสังคมเช่นเดียวกับรถยนต์ บวกกับใช้เป็น High Speed Wireless Modem ให้กับอุปกรณ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Solid-state Notebook ซึ่งก็จะทำให้ตลาดด้านนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วยครับ
งานด้านวิศวกรรมระบบป้องกันอัคคีภัยก็ท่าทางจะหนักอยู่เพราะมีโครงการเข้ามามากกว่าที่คาดไว้ ปีนี้คงจะเป็นปีที่มีงานเต็มมืออีกปีหนึ่ง ทั้งงานออกแบบ อบรมที่คุ้นเคย กับงานใหม่ๆเกี่ยวกับการร่างมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยของไทย ก็สนุกดีครับ
สรุปก็คือปีนี้เป็นปีที่งานสนุกเช่นเดิม แต่มีความเปลี่ยนแปลงรออยู่ข้างหน้าด้วย ทั้งแนวการเขียนหนังสือ ทิศทางของเว็บ และลักษณะงานวิศวกรรม ก็ต้องปรับตัวกันบ้างครับเป็นธรรมดาของความเจริญอย่างหนึ่ง
