16 October 2008

บั้งไฟพญานาค ความน่าสงสารของสังคมไทย

อยากเขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่นานแล้วครับ ได้โอกาสตอนออกพรรษานี้ล่ะ

ความเห็นของผมเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้คือ เป็นความน่าสงสารของสังคมไทย ที่ขาดความไฝ่รู้ ไม่รักการค้นหาความจริง

สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นเดียวกับฟ้าร้อง แต่แทนที่เราจะใช้โอกาสนี้ศึกษาเืพื่อให้รู้จักธรรมชาติของมัน เพื่อจะได้้รู้ว่าจะรักษามันไว้ได้อย่างไรให้เป็นเอกลักษณ์ของเราไปอีกนานเท่านาน แต่ที่เราทำก็ได้เพียงรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเป็นคราวๆ เหมือนเป็นเพียงมหรสพชนิดหนึ่งเท่านั้น
ซ้ำร้ายคนบางกลุ่มยังขัดขวางการศึกษา อ้างว่าไปก้าวล่วงความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่ตนเองไม่รู้ธรรมชาติของมันเข้าด้วย
เราสนใจปรากฏการณ์นี้ และสิ่งแปลกใหม่อื่นๆแค่เสมอกับมหรสพเท่านั้น มีสักกี่คนที่สนใจธรรมชาติความเป็นมาและความเป็นไปของสรรพสิ่งรอบตัว

ครั้งหนึ่ง ฟ้าร้องเคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจที่อธิบายไม่ได้และน่าสพรึงกลัว
ทุกวันนี้แม้เราจะรู้จักธรรมชาติของไฟฟ้าในอากาศ แต่ความรู้สึกครั่นคร้ามต่อธรรมชาติก็ยังคงเดิม ไม่มีความรู้ไดจะขัดขวางได้
บั้งไฟพญานาคก็จะไม่ต่างกัน ความศักดิ์สิทธิ์และความน่าตื่นตาตื่นใจจะยังคงเดิม แม้เราจะรู้จักมันแล้วก็ตาม เหมือนที่แสงเหนือแสงไต้ที่ยังเป็นภาพที่ตื่นใจต่อผู้ที่พบเห็น เป็นสิ่งที่หาดูที่อื่นไม่ได้

แต่หากวันหนึ่งเหตุปัจจัยของการเกิดบั้งไฟพญานาคหมดไป จะด้วยความไม่รู้ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราก็จะเสียมันไปอย่างไม่รู้เลยว่า จะเรียกมันกลับมาอีกได้อย่างไร

ถึงเวลา และได้ผ่านเวลาไปมากแล้ว ที่เราจะเริ่มต้นมองบั้งไฟพญานาคด้วยทัศนะใหม่ และเริ่มศึกษาหาความจริงในธรรมชาตินี้อย่างจริงจังครับ

11 October 2008

ข่าวที่ยังไม่ยืนยัน แต่ก็วิจารณ์กันเป็นตุเป็นตะ

หลังจากที่เขียน บันทึกไนวันที่อึดอัด ไปแล้ว ต่อมาเพียงไม่นาน เช้าวันที่ 7 ตุลาคม ก็เกิดการปะทะขึ้น โดยรัฐบาลใช้กำลังตำรวจเข้าควบคุมฝูงชนกลุ่มพันธมิตรฯ
ในวันที่มีคนสองฝ่ายหรือมากกว่า เห็นขัดแย้งกัน เผชิญหน้ากัน และไม่มีฝ่ายไหนจะยอมประนีประนอม ไม่วันไดก็วันหนึ่งจะต้องมีความรุนแรง
ผมเชื่อว่าเหตุครั้งนี้เริ่มขึ้นด้วยการตัดสินใจที่เหมาะสมแล้วของรัฐบาล ในเมื่อเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจโดยธรรม มีมวลชนสนับสนุนเลือกเข้ามา เมื่อได้อำนาจนั้นแล้วก็ควรใช้อำนาจรัฐเพื่อจัดการกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองให้เรียบร้อย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็คาดหวังว่าจะน้อยกว่าที่จะปล่อยให้เกิดการปะทะขึ้นเองโดยรัฐไม่ได้ควบคุม
ผมเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมแล้ว
แต่การนำไปปฏิบัติจะเหมาะสมหรือเปล่า นั่นยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะความสูญเสียค่อนข้างน่าสะเทือนใจเกินกว่าที่น่าจะเป็น แต่จะเป็นปัญหาของการปฏิบัติ หรือจะเป็นปัญหาเพราะนายทหารสายเหยี่ยวนอกราชการในกลุ่มพันธมิตรฯทำตัวเป็นมือที่สามหรือเปล่าก็ต้องทำใจ ว่าเราอาจไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงชัดๆพิสูจน์ได้
แต่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา คือในวันที่ 10 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ก็มีข่าวข่าวหนึ่ง เกี่ยวกับการพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯระหว่างเสด็จฯสหรัฐอเมริกา แต่ใจความของข่าวนั้นเป็นเรื่องการเมืองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 7 ที่ผ่านมา
ก็วิพากษ์วิจารณ์กันจนกว้างขวาง แต่ในวันรุ่งขึ้นก็มีเพื่อนผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง Email มาถามผมว่า ข่าวนี้น่าเชื่อถือแค่ไหน
ผมขอบคุณเพื่อนผู้ใหญ่ท่านนั้น เพราะได้สะกิดเตือนให้ผมได้ย้อนสืบไปถึงที่มาของข่าวนั้นเสียก่อนที่จะแสดงความเห็นอะไรออกไป แม้ผมจะยังไม่ได้ติดตามข่าวนั้นเลยด้วยติดภารกิจตลอดสัปดาห์ แต่ก็ทราบว่ามีการพูดถึงข่าวนี้
ก็เลยลงมือค้นสักหน่อย
ปรากฏว่าที่มาของข่าวนี้คือเว็บ Hartford Courant และเป็นสำนวนเดียวกับที่พบในเว็บอื่นๆที่เหลือทั้งหมดด้วย น่าสังเกตว่าเว็บนี้อ้างข่าวจาก Associated Press แต่เมื่อลองค้นจากเว็บของ AP ก็กลับไม่พบข่าวดังกล่าว
ลองตรวจดูกับเว็บกองงานในพระองค์สมเด็จพระเทพฯก็ไม่พบรายละเอียด มีเพียงว่าเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปสหรัฐอเมริกา
ตรวจสอบกับเว็บของโรงเรียน Choate Rosemary Hall ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข่าวอ้างว่าพระราชทานสัมภาษณ์ที่นั่น ก็ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับการเมือง
มีข่าวเกี่ยวกับการประชุม Fourth US-Thailand Educational Round Table ที่ My Record Journal ก็ไม่พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างได
โดยส่วนตัวเชื่อว่า ข่าวนี้ถูกสร้างขึ้นมา และถูกถอนออกไปจาก AP เนื่องจากหากมีข่าวนี้จริง ก็ไม่น่าปรากฏเฉพาะใน AP เพียงแห่งเดียวในประเทศเสรีแห่งนั้น
จากนั้นเว็บอื่นๆซึ่งนำเสนอออกไปก่อนที่ข่าวนั้นจะถูกถอดออก จึงมีเพียงสำนวนเดียว คือสำนวนจาก AP

เราควรจะทบทวนกันก่อนว่า ข่าวนี้ เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ดีกว่าไหมครับ

28 August 2008

บันทึกในวันที่อึดอัด

วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ขอบันทึกไว้ว่า ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกรุกเข้าไนสถานที่ราชการรวมทั้งทำเนียบรัฐบาล มีจุดหมายเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก
รัฐบาลแม้จะมีท่าทีว่าพร้อมจะดำเนินการเพื่อสลายการชุมนุม รวมทั้งดำเนินคดีกับผู้นำารชุมนุม แต่จนถึงขณะนี้ 21:15 น. ก็ยังไม่ปรากฏว่าเกิดการจับกุมแต่อย่างไร ในขณะเดียวกันทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังดึงดันที่จะชุมนุมต่อไป
อำนาจในมือของรัฐบาลถูกท้าทายแหลมคมมากขึ้นจนกำลังจะถึงจุดที่น่าสงสัยว่า แท้จริงแล้ว อำนาจนั้น อยู่ครบถ้วน หรือถูกสิ่งไดบั่นทอนลงไปแล้ว ทำไมรัฐบาลที่ชอบธรรม จึงไม่สามารถใช้อำนาจนั้นได้
แท้จริงแล้ว รัฐบาลยังมีอำนาจโดยธรรมหรือเปล่า ทำไมจึงอ่อนกำลังจนไม่สามารถสยบกลุ่มคนข้างถนนได้

ความขัดแย้งในสังคมไทยได้ดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว เดิมความขัดแย้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ต่อมาความขัดแย้งนี้ได้วิวัฒน์ไปเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่มองการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยแง่มุมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ดูเหมือนความขัดแย้งในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างต้องการผลแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง

แต่สิ่งที่ผ่านมาได้ชี้ชัดว่า ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะในแต่ละคราวก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งลดลงได้เลย ไม่มีฝ่ายไหนที่ชนะโดยเด็ดขาด ไม่มีใครพ่ายแพ้โดยราบคาบ และหากยังคงต่อสู้ ปะทะกันแบบนี้เรื่อยไป ก็ไม่น่าจะมีโอกาสที่ฝ่ายไดจะมีบทบาทนำในสังคมไทยโดยเบ็ดเสร็จได้

วันนี้ ในความขัดแย้งนี้ ก่อนที่ความขัดแย้งจะลุกลามไปจนเป็นความแตกแยกถึงแบ่งแยก น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าใจสถานการณ์ แล้วตั้งสติ หาทางออกทีสามารถยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะแสวงหารูปแบบการปกครองทีเหมาะกับสังคมของเรา โดยไม่ต้องตั้งธงว่าจะต้องเรียกว่ารูปแบบอะไร เพราะเมื่อรูปแบบนี้เกิดมาจากประชาชน เป็นของประชาชน เพื่อประชาชนแล้ว ก็สามารถจะเรียกว่า ประชาธิปไตย ได้ทั้งนั้น

อย่ากลัวว่ารูปแบบของเราเองที่เราจะสร้างขึ้นนี้ จะไม่เป็นที่ยอมรับจากมหาอำนาจ เพราะแท้จริงแล้วมหาอำนาจไม่ได้ใส่ใจคำว่า "ประชาธิปไตย" มากไปกว่าผลประโยชน์
มหาอำนาจอเมริกาเคยยกทัพเข้าไปช่วยคูเวตโดยไม่ต้องให้เจ้าของประเทศออกปาก
ซาอุดิอาราเบียจัดเป็นพันธมิตรสำคัญของมหาอำนาจอเมริกา
ทั้งสองประเทศ ไม่ได้ปกครองในระบอบที่มหาอำนาจอเมริกาเรียกว่า ประชาธิปไตย

ขอให้เราใช้โอกาสนี้ ตั้งโจทย์กันใหม่ ลืมคำว่า ประชาธิปไตย ไว้ก่อน เลิกเรียกร้องหรือรอคอย "คนกลาง" เราทุกคนสามารถได้รับเกียรติของการเป็น "คนกลาง" ได้เท่าๆกัน
การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่สามารถเกิดขึ้นมาจากการดลบันดาลของใครทั้งนั้น หากเกิดขึ้นมาจากมือของ ประชาชน เราๆนี่เองครับ

07 August 2008

ความสุขของกะทิ ความสุขของงามพรรณ?


ภาพ: Bloggang

คนมีลูกชื่อกะทิ แล้วก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือเนี่ย ก็จะต้องมีคนถามว่าอ่าน "ความสุขของกะทิ" หรือยัง แน่ๆ
คำตอบคือ อ่านสิครับ
แต่อ่านแล้ว ไม่ชอบแฮะ ไม่ไ่ด้หมายความว่าหนังสือเขาไม่ดีนะ แต่ผมไม่ชอบ เท่านั้นเอง
หลังจากที่รู้สึกไม่ชอบ ก็มาไคร่ครวญดูว่า เราไม่ชอบที่ตรงไหน แล้วก็ไล่ๆอ่านคำวิจารณ์จาก Internet
เออ แปลกแฮะ นอกจากแม่กับผมแล้วก็ไม่ยักกะมีใครไม่ชอบเหมือนอย่างเรา นี่ดังจนกระทั่งจะเอามาทำเป็นหนังแล้ว

ก็เลยขอเขียนบันทึกไว้ครับ ว่าผมไม่ชอบบทประพันธ์ซีไรต์ชิ้นนี้

ความสุขของกะทิ เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าเป็นตอนๆ มีความต่อเนื่องกัน มีจุดเด่นที่น่าสังเกตคือ ในแต่ละบทจะมีคำโปรยต้นบท ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในบทโดยตรง แต่ก็ช่วยเล่าเรื่องและทำให้เข้าใจสิ่งที่สื่อในบทนั้นๆได้ดี

กะทิเป็นเด็กผู้หญิง (แต่กะทิของผมเป็นเด็กผู้ชายครับ) วัยเก้าขวบ เกิดวันวาเลนไทน์ปี 2536 ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่กับตายายที่บ้านริมคลองที่อยุธยา กะทิแทบไม่ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่เลย จนกระทั่งวันหนึ่งตายายก็พากะทิมาพบกับแม่ที่บ้านตากอากาศที่หัวหิน โดยแม่ขอกะทิมีอาการของ ALS (Amyotropic Lateral Sclerosis - อาการเดียวกับที่ Stephen Hawking เป็น บอกว่า Lou Gehrig เป็นก็คงแทบไม่มีใครรู้จัก ยกเว้นคนเก่าๆหรือคนที่ชอบดู History Channel) ในระยะสุดท้ายและสิ้นใจจากไป จากนั้นกะทิก็มีคนที่เคยรอบกายแม่มาช่วยดูแล
อาการ ALS ของแม่กะทิมีมาตั้งแต่กะทิอายุสี่ขวบ แม่กะทิอายุ 33 จากนั้นกะทิก็ไม่ได้พบแม่อีกเป็นเวลาห้าปีจนมาพบแม่ในวาระสุดท้าย

แม่ชอบใช้คำใหญ่กับกะทิ
ผู้แต่ง (งามพรรณ เวชชาชีวะ) บอกในหน้าแรกของหนังสือเลยว่า แม่ชอบใช้ "คำใหญ่" กับกะทิ ฟังดูดี
แต่ในฐานะที่ชอบหนังสือ (บอกแล้วไงว่ามันเรื่องของความชอบกับไม่ชอบ) อย่าง "เจ้าชายน้อย" ซึ่งเขียนด้วยมุมมองของเด็กๆ ใช้ภาษาเด็กๆ แสดงความคิดที่ซื่อตรง กล้าหาญและงดงาม หรือใครที่ชอบหนังเรื่อง Forest Gump หรือ I am Sam จะเข้าใจดีว่ามุมมองของคนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเราของผมหมายถึงอะไร ทำให้ผมรู้สึกผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้ และมองว่านี่เป็นเพียงคำแก้ตัว
แก้ตัวที่ความจริงแล้วนี่คือ ความสุขของงามพรรณ ที่ฉายลงในสายตาของกะทิ และพูดผ่านตัวตนของกะทิต่างหาก ทำให้ใช้ "คำใหญ่" ทั้งเล่ม
อันนี้หนึ่งหละที่ทำให้ผมไม่ชอบ

สิ่งที่เป็นไปในชีวิตของกะทิ ดูเหมือนภาพเติมความฝันของหญิงสาวคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ประสบความสำเร็จแล้ววางลงทั้งหมดเพื่อหาชีวิตที่สงบในชนบท เรื่องราวทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่กะทิทั้งในด้านของการเล่าเรื่อง และเรื่องราวของคนรอบข้างที่ดูแลเอาใจใส่ เป็นบุคคลสำคัญของคนรอบข้าง เท่าๆกับที่แม่ของกะทิเป็น
และในวันที่แม่จากไป กะทิได้ครอบครองทั้งหมด ทั้งที่พักอาศัย มีผู้ปกครองซึ่งดูเหมือนบุคคลในบังคับบัญชาที่ตกทอดจากแม่สู่ลูก เหมือนเจ้าหญิงที่ต่อมาก็สวมมงกุฏเป็นราชินี
คุณตาของกะทิเคยเป็นนักกฏหมายมือหนึ่งที่หลังเษียณก็กลับมาอยู่บ้านเดิมที่อยุธยาแล้วก็กลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของชุมชน เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ทำให้กะทิเป็นศูนย์กลางความสนใจของคนรอบข้าง ยายเคยทำงานเป็นเลขาฯของผู้บริหารโรงแรมระดับห้าดาว ซึ่งติดสอยห้อยตามตามมาเป็นแม่บ้านที่มีทักษะอย่างแม่บ้านชนบทเต็มเปี่ยม ดูเหมือนจะเป็นบุคคลในอุดมคติสองคนในเรื่องนี้
บุคคลในอุดมคติที่แม่ของกะทิไม่เคยเป็น และไม่ต้องการเป็น แต่อยากเห็นคนรอบข้างเป็น เพื่อความบันเทิงของเธอเอง ส่วนตัวของเธอขอเป็นสาวทำงานผู้เก่งกาจและประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่มากกว่า
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกไม่ประทับใจอะไร หากว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบผู้ใหญ่ล่ะก็ผมนิยมเรื่องที่มีเนื้อเรื่องหนักสักหน่อยให้สมกับความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้มองว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วก็เหมือนนิยายพาฝันที่ดูประณีตขึ้นเท่านั้นเอง

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อปิดหนังสือเล่มนี้ลงแล้ว ผมหดหู่ใจกับผู้หญิงใจร้ายคนหนึ่งที่ใจร้ายพอที่จะทำร้ายคนรอบข้างต่อไปแม้ตนเองจะจากไปแล้ว
แม่ของกะทิเป็นหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเด็กที่ถูกตามใจในครอบครัวมีฐานะ เรียนจบที่อังกฤษแล้วก็แต่งงานกับหนุ่มเชื้อสายพม่าที่พบกันที่นั่น แล้ววันหนึ่งเธอก็ทำร้ายจิตใจของพ่อแม่ (ซึ่งก็คงรังแกเธอมาตั้งแต่แรกโดยไม่รู้ตัวด้วยการตามใจสารพัด) เมื่อกลับมาบ้านพร้อมกะทิในท้องและไม่กลับไปอีก
แม้แม่ของกะทิจะรู้ว่าตายายเสียใจเพียงไหน ผ่านทางการบรรยายว่าตากับยายไม่เคยพูดถึงแม่เลย และไม่มีรูปของแม่สักรูปเดียวในบ้าน แต่แม่ของกะทิกลับไม่แสดงความรู้สึกไดๆเลยว่าเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา
ห้องหนึ่งในคอนโดหรูกลางเมืองที่ตกทอดมาสู่กะทิ จัดไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว แม่กะทิกำหนดทุกอย่างไว้ให้ทั้งหมดโดยเว้นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของกะทิ แล้วกะทิ (หรือความจริงแล้วก็คือแม่ของกะทินั่นแหละ และจริงๆแล้วอาจจะเป็นงามพรรณเอง) ก็ตัดสินใจอย่างโหดร้ายเช่นเคย
ดูเหมือนรอบตัวของเธอจะไม่มีใครสำคัญไปกว่าตัวเธอเองเลย ตั้งแต่พ่อแม่ มาจนถึงเพื่อนรอบข้างที่ทำหน้าที่ของบ่าวผู้ซื้อสัตย์และภักดีไม่ต่างไปจากราชบริพาร ที่ตกทอดจากเธอสู่เลือดเนื้อเชื้อไข โดยไม่แยแสว่าพ่อของลูกจะเป็นใคร และรู้สึกอย่างไร อยากสั่งให้มาก็มา ไม่อยากให้มาก็เก็บตัวซ่อนไว้อย่างนั้น

ผมเห็นสาวช่างฝัน แล้วก็เห็นคนใจร้ายครับ และอึดอัดเหลือเกินกับบทประพันธ์เล่มนี้
เธอมีความสุขได้อย่างไรกับการทำร้ายคนรอบข้างแล้วกลับเสนอออกมาอย่างใสซื่อเช่นนี้
เธอไม่รู้จริงๆเหรอครับ
เธออาจจะไม่รู้ และนั่นก็อาจจะเป็นเหตุที่เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมชีวิตแสนดีของเธอจึงทุกข์นัก

ผมมานึกออกเอาบรรทัดสุดท้ายว่าบทประพันธ์นี้ทำได้ดีเพียงไหน
ดีพอที่จะทำให้ผม "อิน" จนเขียนออกมาเป็นบทความนี้นั่นเอง

27 July 2008

Blythe: Avatar ตัวใหม่ของสาวไซเบอร์



ภาพ: Blythe Thailand

ช่วงนี้หลายท่านคงได้เห็นหรือแม้แต่ได้สัมผัสกับตุ๊กตาแบบใหม่ หน้าตาแอ๊บแบ็ว หัวโตสุดๆชนิดทีนักอ่านหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน จะนึกถึงลักษณะอันน่าพรั่นพรึงของบรรดาผีๆในนิยายที่ว่า หัวโตเท่ากะพ้อม แต่ตุ๊กตาพวกนี้กลับมีลำตัวที่เล็กและบอบบางมาก

มันคือ Blythe ครับ ตุ๊กตาของสาวยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาเด็กเล่น เพราะนอกจากตัวตุ๊กตาแล้ว ยังมีบรรดาเสื้อผ้า เครื่องประดับ แม้แต่ห้องหับ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ฯลฯ รวมทั้งชื่อและบุคลิก อย่างมนุษย์มีลมหายใจคนหนึ่ง

หากบรรยายมาถึงแค่ตรงนี้ เราก็คงไม่เห็นว่าจะมีอะไรใหม่ ตุ๊กตาบาร์บี้มีลักษณะนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วก็เป็นสาวสวยกว่า Blythe เป็นไหนๆ

ครับ Blythe มีสิ่งที่แตกต่างจากบาร์บี้ด้วยครับ แม้ว่าจะมีสาวๆบางคนทีเล่น Blythe แบบเดียวกับที่เล่นบาร์บี แต่สิ่งที่ทำให้ Blythe แตกต่างจริงๆคือ ภาพถ่ายและเว็บบอร์ดครับ

เรามักจะเห็นภาพเจ้า Blythe นี้คู่กับเจ้าของใน Avatar ในเวบบอร์ดหลายๆแห่ง และยังมีเว็บบอร์ดทีคุยกันเรื่องเจ้า Blythe นี้โดยเฉพาะด้วย ว่าคุณเธอมีกิจกรรมอะไรบ้าง คิดอ่านยังไง ฯลฯ

และบาง Avatar มีแต่รูปของ Blythe เพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรากฏตัวเจ้าของ

เราๆที่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายโสดและนิยมเล่นเครื่องไม้เครื่องมือจุกจิกคงมองสาวๆนิยม Blythe ด้วยสายตาอธิบายยาก เพราะนึกไม่ออกว่ามันมีอะไรพิเศษหว่า ตุ๊กตาหน้าตาแอ๊บแบ็ว หน้าอกหน้าใจหรือสะโพกก็ไม่มี ไม่มีประโยชน์ใช้สอย ทำอะไรไม่ได้ซักอย่างแต่ค่าตัวแพงและใช้แต่ของแพงๆอีก

ค่าตัวของเธอเหล่านี้ หากบอกว่าสามพันจะมีคนอุทานว่าถูกแสนถูกนะครับ เพราะบางนางนั้นอยู่ในหลักหมื่น ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์


แต่สำหรับสาวๆเจ้าของคุณเธอเหล่านี้ เธอมีคำอธิบายครับ (เอาแค่คำอธิบายเถอะนะครับ อย่าเรียกร้องเหตุผลเลย พอมีคำอธิบายแล้ว สิ่งที่ตามมามันจะใช้คำอธิบายนี้เป็นเหตุผลได้เอง) คำอธิบายที่สั้น กระชับ ไดใจความที่สุดคือ ชอบ (ซึ่งจากประสบการณ์ของการทำเว็บเกี่ยวกับโทรศัพท์และอุปกรณ์ไฮเทคมาพักใหญ่ๆ ผมพบว่าคำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ซื่อตรงและกล้าหาญที่สุด)

หากจะอธิบายให้ละเอียดอีกหน่อยหนึ่งถึงที่มาของความพึงพอใจเหล่านี้ก็คือ มันเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของบรรดาเจ้าของได้อย่างน่าพึงพอใจครับ


ใครที่เคยถ่ายภาพให้ผู้หญิงจะพบกับขอกำหนดที่สำคัญอันหนึ่งว่า จะต้องถ่ายรูปตัวเธอและใบหน้าเป็นอันดับแรก การถ่ายภาพทิวทิศน์ สิ่งก่อสร้าง หรืออื่นๆที่ไม่มีตัวเธออยู่ในกรอบภาพด้วยนั้น เป็นเรื่องไร้สาระและไร้ประโยชน์โดยสินเชิง ไม่ควรจะถ่ายให้เปลืองฟิล์มหรือหนวยความจำ ทิวทัศน์หรือสิ่งก่อสร้างจะเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเพื่อจะบอกว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเธอ เช่นเพื่ออธิบายว่าเธอได้มาถึงปารีสแล้วเพราะเธอถ่ายคู่กับหอไอเฟลให้เห็นเป็นหลักฐาน

อันดับถัดมาคือคุณจะต้องถ่ายรูปเธอให้ออกมาสวย เอาเถอะน่าถ้ามันจะสวยกว่าตัวจริงของเธอนั่นก็ไม่ใช่ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเครื่องไม้เครื่องมือ แต่เป็นสิ่งทีคุณควรทำ เช่นไม่ควรจะถ่ายให้หน้าเธอออกมาดูกลมขนาดนั้นแม้เธอจะเป็นสาวหน้าแป้นแล้นแสนน่ารักของคุณก็ตาม (คุณอาจจะเคยบอกความจริงอันนีหลายครั้งแล้วว่าคุณชอบขนาดไหน) แต่คุณควรจะทำให้หน้าของเธอดูมีแก้มน้อยลงหน่อย

แม้คุณจะคิดในใจ หรือแม้แต่คิดออกมาดังๆว่า สวยก็ไม่เหมือนตัวจริงสิจ๊ะ ก็ตาม แต่ความสมจริงนั้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับเธอครับ บรรดา Wedding studio ทั้งหลายเข้าใจจุดนี้ดี ภาพถ่ายแต่งงานที่แต่ละคนแต่งหน้าซะยังกับงิ้วหลงโรงในความเห็นของเรา เป็นภาพที่ตรงตามข้อกำหนดเลยแหละ อย่าไปถ่ายให้เหมือนจริงเข้าเชียว คุณอาจจะอดค่าจ้างเอาง่ายๆ


แล้ว Blythe นี่แหละคือคำตอบของเธอ เพราะในโลกจริงๆ ในภาพถ่ายจริงๆ เธออาจจะอึดอัดกับส่วนนั้นส่วนนี้สารพัด แต่หากเป็น Blythe ตัวแทนของเธอคนนี้สวยเท่าเทียมกับเพื่อนๆ และเธอยังแสดงตัวตนของเธอออกมาในรูปของบรรดาเสื้อผ้าและเครื่องประดับได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวัลกับรูปร่างหน้าตาของเธอเอง เธอสามารถเข้าสู่สังคมได้อย่างมั่นใจชนิดที่ภาพถ่ายจริงๆของเธอแทบไม่สามารถทำได้มาก่อน

Blytheจึงได้รับสิทธิ์พิเศษที่ให้แทนตัวของเธอในภาพถ่ายโอกาสสำคัญๆ เป็นสิ่งเดียวนะครับที่เธอยอมให้ปรากฏในภาพถ่ายได้โดยไม่ต้องมีตัวเธอ เพราะ Blythe คือตัวตนของเธอ


หนุ่มๆรู้แบบนี้แล้วก็อย่าไปส่ายหน้ากับทัศนะของเธอ เพราะจริงๆแล้วเรื่องความไม่มั่นใจนี่ก็มีกันทุกคนแหละครับ ลองนึกถึงตอนที่เราต้องใส่ชุดว่ายน้ำลงสระ เปิดเผยเนื้อหนังตัวตนชนิดแทบไม่มีอะไรปิดบังสิครับ ถึงจะไม่โป๊ก็เถอะเราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีแหละว่า แขน ขา หรือพุงของเรามันจะอวดชาวบ้านหรือสู่หนุ่มหน้าอื่นได้หรือเปล่า


Blythe บวกกับภาพถ่ายและเว็บบอร์ด จึงมีบทบาทกับสาวไซเบอร์ยุคใหม่ยิ่งกว่ารุ่นพี่ของเธออย่างบาร์บีเคยเป็นมาครับ

10 July 2008

Museum Siam

วันก่อนได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวที่ Museum Siam กับเพื่อนๆที่พบกันประจำทุกวันอาทิตย์ ก็ต้องบอกว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ตั้งใจจะไปอีกครับ เพราะวันที่ไปนั้น ให้เวลาไว้ไม่มากพอ ไม่นึกว่าจะมีอะไรๆน่าสนใจขนาดนี้
ต้องขอเรียนไว้ก่อนว่า ผมไปเที่ยวที่ Museum Siam ก่อนจะเกิดประเด็นร้อนปราสาทพระวิหารนะครับ

เล่าโดยสรุปไว้ตอนต้นนี้แบบ Reverse Pyramid ได้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดเนื้อหาและแสดงได้น่าสนใจมาก ทำให้เห็นบทบาทและคุณค่าของพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ ว่าไม่ใช่เพียงการเสพเรื่องเก่าๆ แต่เป็นทั้งพื้นฐาน เป็นทั้งการต่อยอด และการบูรณาการของสารพัดความรู้ครับ

ที่ตั้งของ Museum Siam พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ คือกระทรวงพาณิชย์เดิม อยู่บนถนนสนามไชย หลัง สน.พระราชวัง แถวๆปากคลองตลาดครับการเดินทางแนะนำว่าไปรถเมล์หรือแท็กซี่จะสะดวกกว่าเอารถไปเอง เพราะพื้นที่แถวนั้นค่อนข้างคับแคบ หาที่จอดรถลำบาก พอดีว่าบ้านของแฟนอยู่ตรงวัดซางตาครู้สฝั่งตรงข้ามกับปากคลองตลาด ผมจอดรถที่นั่นแลวลงเรือข้ามฟากมาก็ได้ แต่วันนั้นนั่งตุ๊กๆมาครับเพราะในวันอาทิตย์โบกตุ๊กๆข้ามสะพานพุทธฯมาจะเร็วกว่ารอเรือ
เนื้อเรื่อง (Theme) ของ Museum Siam คือ "เรียงความประเทศไทย" โดยห้องแรกที่เราผ่านเข้าไปจะเป็นห้องฉายภาพยนต์ที่จะตั้งคำถามให้เรานำไปคิดต่อเป็นลำดับๆว่า ประเทศไทยหมายถึงอาณาบริเวณไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ และที่เรียกว่าคนไทยนั้น คือใคร หน้าตาอย่างไร

ไม่ใช่คำถามที่ตอบกันง่ายๆส่งเดชอย่างในโฆษณาเบียร์ที่ตะโกนถามว่า "คนไทยหรือเปล่า" หรอกครับ บอกได้เลยว่า สิ่งที่จะได้ค้นคว้าต่อไปตามลำดับใน Museum Siam นี้ จะทำให้เราได้ฉุกคิดก่อนที่จะประณามใครง่ายๆว่าไม่ใช่คนไทย หรือจะไปงอแงเรียกร้องดินแดนอะไรกับเขาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ดูภาพยนต์สั้นๆเป็นโจทย์เรียบร้อยแล้วว่าเราจะหาคำตอบอะไร ก็เดินไปห้องถัดไปเลยครับ เป็นห้องเล็กๆแสดงสารพัดสิ่งที่เราพบเห็นรอบตัว ไม่ว่าจะป้ายโฆษณา รถตุ๊กๆ ของใช้ประจำวันที่เรามองผ่านอยู่ทุกวัน ว่านี่แหละบ้านเรา

ถัดมาก็จะเป็นห้องที่เล่าเรื่องราวของพื้นที่บริเวณนี้ของโลก ว่ามีชื่อว่าสุวรรณภูมิมาตั้งแต่สมัยไหน ตำนานเล่าต่อๆกันมาเกี่ยวกับผูครอบครองดินแดนส่วนนี้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรจารึกที่คงทนมาให้เราอ่านกันได้ และก่อนที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่สื่อสารด้วยคำพูดได้ พื้นที่นี้มีตัวอะไรครอบครองดินแดนอยู่บ้าง ใครเป็นเจ้าของ ตกทอดกันมาอย่างไร

แล้วก็มีถึงห้องที่อธิบายถึงวิชาโบราณคดีว่ามีขอบเขตและมีองค์ความรู้อะไรบ้าง ตรงนี้ต้องบอกเลยว่า หากระบบการศึกษาบ้านเราไม่งี่เง่าพอที่จะจับเอาเด็กหัวดีๆมาเรียนสายวิทยาศาสตร์โดยเห็นว่าการศึกษาสายอื่นด้อยกว่าล่ะก็ ผมคงได้เรียนสายศิลปะ แล้วคงได้เป็นนักโบราณคดีครับ วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่ว่าด้วยการค้นหาความจริงอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าเป็นภาคปฏิบัติของวิชาประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ วิชาประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาทีเอาเรื่องเก่าๆมาท่องจำกัน แต่เป็นจุดรวมสารพัดวิชา ไม่ว่าจะประวัติศาสตร์ศิลป์ การเมือง การปกครอง หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ การสืบค้นความจริงทางประวัติศาสตร์ผ่านทางโบราณคดีก็เป็นการนำสารพัดความรู้และเทคโนโลยีทั้งหลายมารวมกัน ภาพถ่ายดาวเทียมบวกกับบันทึกโบราณสามารถบอกตำแหน่งแห่งหนของชุมชน บอกได้แม้กระทั่งที่มาและที่ไปของชุมชนหรืออารยธรรม ซากของฐานรากกำแพงบอกถึงความสูงของกำแพง ขนาดของชุมชน อำนาจและความมั่งคั่งของผู้นำชุมชน ไม่ใช่เพียงวิชาของคนที่สิ้นหวังไม่รู้จะไปเรียนอะไร

ห้องนี้มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าสนใจทีเดียวครับ จะได้เห็นเลยว่า วิชาโบราณคดีนั้น มีชีวิตชีวาน่าสนใจขนาดไหน ของเก่าๆเหล่านี้คือแหล่งข้อมูลใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
การจะรับรู้เรื่องราวครั้งก่อนนั้นไม่ต้องเกิดทันช่วงเวลานั้นหรอกครับ เพียงแต่เรามีสติปัญญา คิดให้เป็น ก็สามารถสืบสาวราวเรื่องได้ แต่คนที่เกิดทันเหตุการณ์แต่ถูกปิดหูปิดตานั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายเสียโอกาสดีๆไป
คำพุดของตาแก่ที่แค่ย้อนถามเด็กๆว่าเกิดทันหรือเปล่า แล้วตนเองก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวความเป็นจริงให้คนรุ่นหลังฟัง ก็เพียงแค่คำพูดของคนกะล่อนที่อธิบายสิ่งที่ตนเองเชื่อไม่ได้ แล้วก็แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆเท่านั้นเอง คนปากกับใจตรงกัน แต่ในสมองมีแต่ความบิดเบือน พูดเท็จไปแม้โดยสุจริต ก็ไม่ต่างจากคนโกหกนั่นแหละครับ จะมีโทษกว่าคนโกหกโต้งๆก็ตรงที่สามารถทำให้คนเชื่อผิดๆตามกันไปได้ จะให้ผมยกย่องคนแบบนั้นคงต้องให้ใครไปเกิดใหม่เสียก่อนฝ่ายหนึ่ง จะได้เปลี่ยนทัศนะกันได้

ห้องถัดมาก็กระโดดมาที่สมัยอยุธยาเลยครับ เพราะเป็นสมัยที่มีการบันทึกเรื่องราวต่างๆเป็นหลักฐานชัดเจน ขณะที่สมัยสุโขทัยจะยังอยู่ในห้องก่อนหน้านี้ ที่เป็นเรื่องเล่าและตำนานเป็นส่วนใหญ่
ห้องนี้จะแสดงถึงสภาพทั่วไปของอยุธยา ว่ามีที่ตั้งโดดเด่น อยุธยาเป็นจุดถ่ายสินค้าทางเรือสำคัญบนเส้นทางค้าขายจากยุโรปและตะวันออกกลางมาจีนนะครับ เรียกว่าเป็นประตูสู่เมืองจีนซึ่งเป็นอาณาจักรสำคัญมานาน เส้นทางทางบกจะเป็นเส้นทางสายไหม ขณะที่เส้นทางเดินเรือจะมาหยุดที่ฝั่งอันดามันแล้วขึ้นบกผ่านอยุธยาไป มีบางส่วนที่อ้อมช่องแคบมะละกา มาที่อ่าวไทยแล้วขึ้นไปเมืองจีนทางทะเล หรือเลยไปจนถึงญี่ปุ่น ก็ยังมีอยุธยาเป็นจุดหยุดพัก
ชัยภูมิแบบนี้ทำให้ดินแดนสุวรรณภุมิในสมัยอยุธยาเป็นแหล่งรวมของคนหลากหลายเชื้อชาติ วิถีชีวิตที่หลากหลายสะท้อนมาในรูปของสิ่งของเครื่องใช้และสถาปัตยกรรม

มีข้อมูลอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือสมัยนั้นมีกฏหมายแปลกๆ (สำหรับสมัยนี้) อยู่ข้อหนึ่งคือการสงวนพันธุ์ปลาบางชนิดไว้สำหรับกษัตริย์เท่านั้น คนทั่วไปจับมากินไม่ได้ เพราะเดี๋ยวกษัตริย์จะถูกแย่งกินหมดเสียก่อน เมื่อประกอบกับที่ผมได้อ่านหนังสือมาบางเล่มทำให้เห็นภาพอยู่ภาพหนึ่งคือ คนไทยเดิมๆไม่นิยมกินเนื้อสัตว์บกเช่นวัว หมู หรือไก่ เพราะการเชือดหมูเชือดไก่นั้นดูทารุณ (กว่าการทุบหัวปลา) เนื้อหมูเนื้อไก่ก็เลยหายากและมีราคาแพง แต่คนไทยไม่เดือดร้อนเพราะกินปลา
ที่มีผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งเคยออกมาพูดทำนองว่าบริษัทของเขามีคุณูปการเหลือเกินที่การทำฟาร์มสมัยใหม่ของเขาทำให้คนไทยมีโอกาสได้กินหมูเห็ดเป็ดไก่ในราคาถูก ก็จริงของเขาส่วนหนึ่ง คือมาบอกเราว่าน่าสงสารเหลือเกินที่ต้องกินหมูกินไก่แพงๆ แล้วก็บอกว่ามากินหมูกินไก่ของเขาสิไม่แพง
แล้วเราก็เชื่อเขา ต้องไปกินหมูกินไกแทนกินปลาซะฉิบ

การค้าขายไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจหรอกครับ แต่สังคมของเราควรจะมีความเท่าทันว่าเรากำลังฟังข้อเท็จจริงส่วนไหนอยู่ ความจริงส่วนที่เหลือคืออะไร ความจริงทั้งหมดเป็นอย่างไร เพราะทุกวันนี้เรากำลังเชื่อว่าเราจะต้องมีรถยนต์ใช้ มีทีวีดู มี ฯลฯ ขาดไม่ได้ ทำให้ชีวิตที่เคยสมบูรณ์ของเรากลายเป็นชีวิตที่ขาดแคลน คนที่เคยมีความเป็นอยู่สุขสบายในน้ำมีปลาในนามีข้าวกลับกลายเป็นคนจนเพราะไม่มีเงินใช้

ห้องถัดไปก็น่าสนใจอีกแล้วครับ เรื่องของการปกครอง อำนาจ และความขัดแย้ง สามอย่างที่แยกกันไม่ออกเลยเพราะชุมชนต่างๆในสุวรรณภุมิรวมทั้งอยุธยาต่างก็ปกครองด้วยลักษณะใกล้เคียงกันคือกษัตริย์เป็นสมมุติเทพ ขอบเขตของอำนาจอยู่ที่การยอมรับของชุมชนอื่นๆรอบด้าน ใครเข้มแข็งก็เป็ศูนย์กลางของอำนาจ ระยะห่างออกไปอำนาจก็เบาบางลงจนเปลี่ยนไปอยู่ไต้อำนาจของศูนย์กลางอื่นๆ สมัยนั้นศูนย์อำนาจหลักก็คืออยุธยาและหงสาวดี ซึ่งต่อมาก็ย้ายมาเป็นอังวะ ความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคลคือระหว่างศุนย์กลางอำนาจ เช่นในเนื้อเพลง ผู้ชนะสิบทิศ ตอนหนึ่งที่บอกว่า "เจ็บใจคนรักโดนรังแกข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย" นั่นคือความขัดแย้งส่วนตัวของคนที่มีอำนาจพาคนไปรบแทนตนเองได้นั่นเอง แม้จะเป็นนิยายแต่ก็เขียนขึ้นมาด้วยความรู้ความเข้าใจและความคุ้นเคยกับวิธีการปกครองในรูปแบบนั้น
ขนาดของเขตแดนไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะผืนดินสุวรรณภูมิกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ผู้ชนะจึงอาศัยการกวาดต้อนผู้คนมาไว้ใกล้ตัวเพื่อใช้เป็นแรงงานและกำลังรบ
การกวาดต้อนผู้คนก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายชนชาติในสุวรรณภูมิ

ห้องถัดมาเป็นห้องที่ดูเรียบๆครับ แต่ต้องบอกเลยว่าผมสนใจห้องนี้มากที่สุด แล้วในเวลาต่อมาก็เป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจในบางเรื่องมากที่สุดด้วย
เป็นเรื่องของแผนที่และเขตแดนครับ เนื้อหานั้นต่อเนื่องมาจากเรื่องของการปกตรองและความขัดแย้งที่ผ่านมา โดยตามความเข้าใจของคนพื้นถิ่นสุวรรณภูมินั้น เส้นเขตแดนไม่มีความสำคัญอะไร ชุมชนชายขอบของอำนาจมีการเคลื่อนย้ายและเลือกสวามิภักดิ์กับอำนาจตามความเหมาะสมในเวลานั้นๆ
จนกระทั่งในยุคอาณานิคม ฝรั่งนักล่ามาพร้อมกับการสำรวจและคติของการกำหนดเส้นเขตแดน จึงเข้ามากำหนดเส้นเขตแดนตามความเข้าใจของตนเอง โดยในชั้นแรกก็สอบถามจาส่วนกลางว่าอาณาจักรสยามมีขอบเขตขนาดไหน คำตอบก็คือ อยากรู้ก็ไปถามเอาที่ชายขอบ (ไม่รู้จะมาถามทำไม)
จนกระทั่งมีการลากเส้นเขตแดนกันขึ้นจริงๆและสยามรู้เห็นจึงได้แย้งว่าไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นและเกิดการตกลงเรื่องเส้นเขตแดนในเวลาต่อมา
แน่นอนว่าคนที่ขีดเส้นก่อนย่อมขีดให้ฝ่ายตนมีพื้นที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความรู้สึก "สูญเสียดินแดน" ของเราจึงเริ่มเกิดขึ้นในเวลานั้น เพราะเพิ่งจะมีเขตแดนให้รู้่สึกว่าสูญเสีย

ห้องถัดมาเป็นสมัยของกรุงเทพฯแล้วครับ โดยเริ่มให้เราเห็นว่า กรุงเทพฯนั้นถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกับการชลอเอากรุงศรีอยุธยามานั่นเองหลังจากที่เมืองหลวงเก่าถูกทำลายอย่างย่อยยับจนเกินกว่าจะบูรณะให้เหมือนเดิมได้
คือจะซ่อมบ้านเมืองก็ไม่มีทุนไม่มีกำลังคนพอครับ จะสร้างเมืองไว้ที่เดิมทั้งๆที่ซ่อมไม่ไหวก็จะออกแรงมากไปหน่อย สร้างใหม่ดีกว่า และในสมัยนี้เองที่เกิดคำพูดที่ว่า "เมื่อครั้งบ้านเมืองยังดีอยู่" นั่นคือพูดถึงกรุงศรีอยุธยา
คำคำนี้ต่อมามีนักเขียนในสมัยหลังนำมาใช้กล่าวถึงสังคมไทยในสมัยที่ตนเองคุ้นเคยว่าเ็นสังคมที่ดี ทั้งๆที่หากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบทั้งส่วนดีและส่วนด้อยคละเคล้ากันไปด้วยสัดส่วนที่ไม่ต่างจากสังคมในช่วงเวลาอื่นๆ ต่างกันที่สังคมในช่วงก่อนนั้นผู้คนไม่มีอำนาจในการสื่อสารเท่า และไม่มีโอกาสบันทึกไว้ให้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าเขาเองก็เห็นว่าสังคมในสมัยเขาก็ดีกว่าสมัยต่อมาเช่นกัน
ใครคุ้นเคยกับแบบไหน ก็บอกว่าดีทั้งนั้น ของใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็น่าห่วงทั้งนั้นครับ จริงๆแล้วสังคมมนุษย์ก็มีทุกข์มีสุขเท่าเดิมนั่นแหละ แต่รูปแบบมันเปลี่ยนไป

ตรงการชลอเอากรุงศรีอยุธยานี่จะชี้ให้เห็นคติสำคัญๆเกี่ยวกับการสร้างเมืองและการปกครองนะครับ สิ่งสำคัญที่จะมีคู่กับเมืองก็คือ วัดประจำอาณาจักร ซึ่งใช้เป็นสัญญลักษณ์ของอำนาจ สำหรับกรุงศรีอยุธยาก็คือวัดพระศรีสรรเพชร ซึ่งกรุงเทพฯก็จะมีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ตรงนีหากย้อนกลับไปดูบทความเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่ยกมาเมื่อวันก่อนเราจะพบร่องรอยของการแสดงออกทางการเมืองและความขัดแย้งที่แหลมคมในสมัยเปลี่ยนแลงการปกครองครับ เพราะการสร้างวัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุในปัจจุบัน) สถาปัตยกรรมของวัดที่มีรูปแบบของวัดที่เป็นสัญญลักษณ์ของอำนาจ รวมทั้งการสร้่างเจดีย์ (ซึ่งตามคติเดิมเจดีย์จะสงวนไว้สำหรับเจ้านายและพระสงฆ์เท่านั้น) และการเผาศพบนเมรุชั่วคราวกลางสนามหลวงด้วย เห็นสิ่งเหล่านี้จะนึกถึงความไม่พอใจของคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ทันที เพียงแต่ความขัดแย้งนั้นไม่กว้างขวางเท่าปัจจุบัน แต่เรื่องความรุนแรงล่ะก็ แรงกว่ากันเยอะครับ เรื่องความขัดแย้งทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้เรียกว่าเด็กๆไปเลย

นอกจากนั้นแล้วในห้องนี้ยังแสดงถึงที่มาของ "คนกรุงเทพฯ" ด้วย ว่าใครบ้างทีมาร่วมกันสร้างเมืองหลวงใหม่ของเรา ซึ่งก็มีพื้นฐานไม่ต่่างจากคนกรุงเก่า คือมีหลากหลายเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันมาจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ต่างก็เห็นร่วมกันว่าเป็น "คนไทย" เหมือนๆกัน
ผมนึกถึงตัวอย่างที่ดีมากอันหนึ่งใกล้ๆตัวผมคือบ้านเดิมของแฟนผมและของผมด้วยบริเวณใกล้เชิงสะพานพุทธฯซึ่งเป็นชุมชนที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ไล่มาตั้งแต่วัดประยุรวงศาวาส ต่อเนื่องมาชุมชนชาวโปรตุเกสย่านวัดซางตาครู้ส มาศาลเจ้าแม่กวนอิม มาวัดกัลยาณมิตร มาถึงมัสยิดต้นสน ชุมชนอายุกว่าสองร้อยปีแห่งนี้อยู่ด้วยกันในฐานะคนไทยมาเนิ่นนาน
บางทีก็ดุน่าตลกที่ความคุ้นเคยแบบนี้ทำให้เรามองว่าคนจีนแต้จิ๋วที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่เป็นคนต่างเชื้อชาติทั้งๆที่จริงๆแล้วเราเองหลายๆคนก็เป็นคนจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาอยู่ก่อนเท่านั้นเอง พระเจ้าตากสินก็เป็นลูกจีน สามก๊กสำนวนไทยออกเสียงตัวละครเป็นภาษาฮกเกี้ยนก็เพราะชาวฮกเกี้ยนอยู่กันมากในสมัยนั้น
ก็มาจากที่เดียวกันทั้งนั้นแหละครับ มาก่อนหรือมาหลังเท่านั้นเอง

มาจนถึงห้องนี้ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงโจทย์ที่เราตั้งไว้ตอนแรกตามภาพยนต์ ว่าคนไทยคือใคร ก็ต้องบอกว่า ไม่รู้ แล้วก็คงไม่มีประโยชน์อะไรจะไปสนใจด้วย

ห้องถัดมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัสดุสำคัญสำหรับการสร้างบ้านเรือน เครื่องไม้เครื่องมื อาหาร มีของเล่นที่ประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ในพื้นที่ บวกกับความคิดสร้างสรร น่าสนใจทีเดียวครับ ตรงนี้ผมตั้งใจว่าจะกลับไปดูเพิ่มเติม ของเล่นพวกนี้มีจุดเด่นที่สร้างง่าย เป็นงานฝีมือซึ่งผู้ใหญ่สามารถสร้างให้เด็กเล่นได้ ตัวเด็กได้เห็นความเป็นมาของของเล่นตั้งแต่แรก ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะในการใช้เครื่องมือต่างๆได้ดีกว่าของเล่นสำเร็จรุปอย่างมาก

ไม่ใช่เพียงน่าสงวนไว้ แต่ของเล่นพวกนี้ยังมีคุณค่าและความสนุกไม่ลดน้อยลงไปกว่าสมัยของมันเลยครับ ถือว่าเป็นของคลาสสิกขนานแท้อีกกลุ่มหนึ่ง

ห้องถัดมาเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีตัวอย่างของข่าวในหนังสือพิมพ์ แสดงถึงการแสดงความเห็นทางการเมืองและสังคม ซึ่งจุดที่เด่นก็คงจะเป็นการใช้สื่อของรัฐเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งในด้านของความคิดชาตินิยมไปจนถึงการแต่งกาย
ลัทธิชาตินิยมและการแต่งกาย กำลังเป็นกระแสโลกในยุโรปและญี่ปุ่นช่วงนั้นด้วย

สยามเปลี่ยนเป็นประเทศไทยในช่วงนี้ คำว่าประเทศไทย คนไทย เกิดขึนในชวงนี้
ลองพิจารณาเปรียบเทียบกับแนวคิดในสังคมในช่วงก่อนหน้านี้นะครับ ที่ขอบเขตของประเทศ และเรื่องของเชื้อชาติมีบทบาทที่ต่างกันออกไป
น่าสังเกตว่าไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 และไม่ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงย่อยๆโดยรัฐประหารและผลหลังจากการรัฐประหารแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งทำให้บทบาทของคณะราษฎรถูกลืมเลือนไปจากสังคมไทยอย่างมาก แม้แต่วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเคยถือกันว่าเป็นวันชาติ ก็ถูกลืมเลือนไป

จากนั้นก็เป็นช่วงของประเทศไทยสมัยใหม่คือนับจากช่วงสงครามเย็น สงครามเวียตนามมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง
ช่วงตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมมีเวลาค่อนข้างน้อยครับ ได้เพียงมองผ่านๆ ก็ตั้งใจว่าจะกลับไปอีกครั้งหนึ่ง
แล้วก็จบลงด้วยห้องที่ฉายภาพขึนเต็มผนังห้อง มีจอ Touch screen และ Stylus ให้เขียนข้อความ ซึ่งข้อความจะไปขึ้นบนผนัง

ออกจากห้องนิทรรศการพวกเราก็ไปนั่งพักกันที่ร้าน Black Canyon ในบริเวณเดียวกัน มี Wireless LAN ให้ใช้ฟรีด้วยนะครับ
Museum Siam เป็นพิพิธภัณฑ์แนวใหม่อีกแห่งหนึ่งที่น่าศึกษาครับ จริงๆแล้วการเที่ยวพิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นกิจกรรมตามปกติกิจกรรมหนึ่งของครอบครัวชนิดที่ไม่ต้องแนะนำว่าน่าเทียวแค่ไหนกันอีก บ้านเรามีสถานที่น่าเที่ยวกว่าการเดินห้างเยอะแยะชนิดที่หากสนใจจะเที่ยวในแบบนี้แล้ว เดือนหนึ่งๆเราก็แทบจะไม่มีเวลาไปเดินห้างหรอกครับ

ออกจาก Museum Siam เราจะฉุกคิดได้ก่อนจะเรียกใครว่า แป๊ะ หรือ บัง ด้วยความคิดว่าเขาเป็นคนอื่น แต่ความจริงเขาเหล่านั้นก็เหมือนกับเครือญาติของเราที่เรียกเขาว่า ลุง (แป๊ะ) หรือ พี่ (บัง) นั่นแหละครับ

07 July 2008

บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลาง


บทวิเคราะห์ทางวิชานิติศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปกครองกลางกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ฯ ในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา


โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า




ความนำ

เมื่อ วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้ออกคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนพิพากษาในคดีที่คุณสุริยะใส กตะศิลา และคณะเป็นผู้ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบและลงนามร่วม ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร พร้อมทั้งขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้แถลงการณ์ร่วมสิ้นผลชั่วคราว รวมทั้งให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวสิ้นผลชั่วคราว และให้ผู้ถูกฟ้องแจ้งการยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมต่อองค์การยูเนสโก ไว้ชั่วคราว

ศาลได้นัดไต่สวนคู่กรณีแล้ววินิจฉัยว่า

"จึงมีคำ สั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (มติคณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาและการดำเนินการตามมติดัง กล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น"

1.ปฏิกิริยาและผลของคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เมื่อ ข่าวคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเผยแพร่ออกไป ฝ่ายผู้ฟ้องคดีย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา เหมือนๆ กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ร่วม ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงเดือดเนื้อร้อนใจตามควร

แต่สำหรับผู้เขียนแล้วมีความรู้สึกระคนกันระหว่างความแปลกใจและความไม่แน่ใจ !

ที่ ว่า "แปลกใจ" ก็เพราะเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและคำขอ คุ้มครองชั่วคราวในคดีที่มูลนิธิข้าวขวัญและคณะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยศาลปกครองกลางอ้างว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีวัตถุประสงค์ให้ศาลเพิกถอนกระบวนการเข้าทำความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยในทางกิจการระหว่างประเทศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะรัฐมนตรี) ในฐานะฝ่ายบริหาร อันมิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำ สั่งของศาลปกครองตาม มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 .....ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา.....

ต่อมามีการอุทธรณ์ คำสั่งไม่รับฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดซึ่งมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง โดยศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง "การใช้อำนาจทางปกครอง" ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด อันอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลปกครอง ว่าแตกต่างจาก "การใช้อำนาจบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญ" กระทำการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในความสัมพันธ์กับรัฐสภา หรือการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำในฐานะที่เป็น "องค์กรตามรัฐธรรมนูญ" อันมิได้อยู่ในอำนาจศาลปกครองแล้วศาลปกครองสูงสุดก็สรุปว่า "ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีดำริไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย" (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550)

ที่ ว่า "ไม่แน่ใจ" ก็เพราะผู้เขียนเรียนกฎหมายมหาชนมาและสอนกฎหมายมหาชนอยู่จนทุกวันนี้ ก็สอนอย่างที่ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางตัดสินไว้เมื่อปี 2550 นั่นเองว่า "การกระทำของรัฐบาล" (act of government) ในความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภาก็ดี ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัฐอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศก็ดี ศาลไม่อาจควบคุมได้

เมื่อศาลปกครองกลางกลับแนวคำพิพากษาของท่านเอง และของศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินเมื่อปีที่แล้ว โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีแถลงการณ์ร่วมนี้ จึงทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าศาลปกครองไทยจะมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างไร แน่ ซึ่งท้ายที่สุดคงต้องรอคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่าจะยึดบรรทัดฐานเดิมหรือจะ เปลี่ยนบรรทัดฐาน ซึ่งศาลกระทำได้เพราะในระบบกฎหมายไทยไม่ได้ยึด doctrine of precedent อย่างศาลอังกฤษหรือศาลอเมริกา

แต่ผลของคำสั่งศาลปกครองดังกล่าวก่อให้เกิดผลดังนี้

1. กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกการสัมมนาที่จะจัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ รวมทั้งยกเลิกสมุดปกขาวที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด อธิบดีกรมสนธิสัญญาที่รับว่าจะไปอภิปรายเรื่อง "การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร : ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้น ยกเลิกการมาร่วมอภิปราย

2.ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ หรืออุทธรณ์ แต่ศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำสั่ง หรือยืนตามศาลชั้นต้น คงจะไม่มีผู้แทนรัฐบาลไทยไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควิเบกระหว่างวัน ที่ 2-10 กรกฎาคมนี้ กัมพูชาก็คงจะนำเสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปแต่ผู้เดียว

3.ไม่แน่ใจ ว่า ระหว่างรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจาต่อรองกับรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ก็ดี หรือจะดำเนินการก็ดี จะเหลือเพียงใด? เพราะมีความ "ไม่แน่นอน" ในสถานะของข้อตกลงที่กำลังทำ หรือจะทำ ว่าจะถูกเพิกถอนหรือไม่

เมื่อพิเคราะห์เหตุและผลด้วยความ ระมัดระวังและด้วยความกังวลแล้ว ผู้เขียนตัดสินใจเขียนบทความวิชาการนี้ขึ้นเพื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครอง ดังกล่าว ทั้งนี้แม้ว่าจะเคารพต่อคำสั่งและความเห็นของศาลก็ตาม

2.หลักกฎหมายมหาชนเรื่อง "การกระทำของรัฐบาล" (act of government)

ในกฎหมายมหาชนถือว่า คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีมี 2 ฐานะ หรือพูดภาษาชาวบ้านคือมีหมวก 2 ใบ

ใน ฐานะแรก คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น "ฝ่ายบริหาร" ซึ่งใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ อยู่ได้ด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน และมีอำนาจยุบสภาโดยถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ได้ การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะนี้จึงเป็น "การควบคุมทางการเมือง" (political accountability) ตามหลักประชาธิปไตย และอยู่ในบังคับกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายปกครอง

ในฐานะที่สอง คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า "ฝ่ายปกครอง" ซึ่งมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เหมือนๆ กับที่ปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการทั้งหลายต้องดำเนินการ จะต่างกันก็ตรงที่ข้าราชการประจำเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" (หรือลูกน้อง) คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เป็น "ผู้บังคับบัญชา" (หรือหัวหน้าของฝ่ายปกครอง อันเป็นเรื่องกฎหมายปกครอง การควบคุมตรวจสอบการกระทำในฐานะหัวหน้าของฝ่ายปกครองนี้จึงเป็น "การควบคุมโดยกฎหมาย" (control of legality) ตามหลักนิติธรรม

ดัง นั้น ตามหลักกฎหมายมหาชนถือว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับสภา เช่น เสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย เปิดหรือปิดสมัยประชุม ลงมติไม่ไว้วางใจ ยุบสภา ฯลฯ ก็ดี หรือใช้อำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่นสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศสงคราม ลงนามในสนธิสัญญา ให้สัตยาบันสนธิสัญญา ดำเนินการเจรจากับต่างประเทศ ศาลไม่ว่าศาลใดก็จะไม่เข้าไปควบคุม เพราะมีการควบคุมทางการเมืองตามหลักการประชาธิปไตย และความรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชนอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลปกครองจะไปใช้กฎหมายปกครองมาควบคุม

ศาลปกครอง สูงสุดฝรั่งเศสถือหลักไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลมากว่า 100 ปี มีคำพิพากษากว่า 100 คำพิพากษา เช่น ในคดี Tallagrand (CE 29 Nov. 1968) ศาลตัดสินว่าการเสนอหรือไม่เสนอกฎหมาย หรือการถอนร่างกฎหมาย เป็นการกระทำของรัฐบาลมาฟ้องศาลไม่ได้ ในคดี Desreumrux (CE 3 Nov. 1933) ศาลตัดสินว่า การประกาศกฎหมายมาฟ้องศาลไม่ได้ ในอีกคดีศาลตัดสินว่าการขอหรือไม่ขอประชามติ ฟ้องศาลไม่ได้ (CE 29 April 1970 Comit? des Ch?muns de la Marne)

ในความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่าคดีที่เกิดจากการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นการกระทำของรัฐบาลฟ้องศาลไม่ได้ (CE 13 July 1979 Coparex) ฟ้องศาลไม่ให้รัฐบาลให้สัตยาบันสนธิสัญญาไม่ได้ (CE 5 Feb. 1926 Dame Caracs) การที่รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งให้ส่งสัญญาณกวนสถานีวิทยุอันดอร์รารัฐเล็กๆ ในพรมแดนฝรั่งเศส สเปน เป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลไม่รับฟ้อง (TC 2 Feb. 1950 Soc. Radio de Bollardi?re)

แต่ถ้าจะยกคำพิพากษาศาลปกครองต้นแบบของโลก ก็คงจะยกได้อีกหลายหน้า แต่เหลียวไปดูในอังกฤษ หรืออเมริกาก็ถือหลักนี้

คดี แรกในอังกฤษคือคดีดุ๊กออฟยอร์คฟ้องศาลเพราะเป็นปัญหาการเมือง (political question) (คดี The Duke of Yorke"s Claim to the Crown, 5 Rotuli Par 375 (ปี 1460) ต่อมาทฤษฎีนี้พัฒนามาเป็น "การกระทำของรัฐ" (act of state) เช่นในคดีที่กองทัพเรืออังกฤษทำลายอาคารชาวสเปนซึ่งเป็นผู้ค้าทาส ศาลไม่รับฟ้องเพราะเป็นการกระทำของรัฐ (act of state) (คดี Buron V. Denman (1848) 2 Ex. (67) ศาลอังกฤษไม่รับฟ้องคดีที่อ้างว่า ผู้ฟ้องควรมีสิทธิในเอกสิทธิ์ทางการทูต (immunity) เพราะเป็น "การกระทำของรัฐ" (Agbor V. Metropolitan Police Commissioner (1969)) W.L.R. 703 ฯลฯ

ศาลอเมริกันก็ไม่รับดังปรากฏในคดี Colenaan V. Miller (307 U.S. 433 (1934) ประธานศาล Itughes วินิจฉัยว่า "ในการวินิจฉัยว่าปัญหาใดเป็นปัญหาการเมือง (political question) นั้น...ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจโดยองค์กรทางการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญได้ กำหนดให้มีผลผูกพันศาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน" โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดี Octjen V. Central Leather Co. 246 U.S. 297 ว่า "การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลนั้น รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรทางการ เมืองและอะไรก็ตามที่กระทำในการใช้อำนาจการเมืองนี้ ย่อมไม่ถูกควบคุมโดยศาล"

ความจริง หลักที่ว่าศาลจะไม่ควบคุมการกระทำของรัฐบาลนี้ปรากฏในตำรากฎหมายปกครองทุก เล่ม แม้แต่ในหนังสือที่สำนักงานศาลปกครองนิพนธ์เรื่อง "ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีเปรียบเทียบ" ในการประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดระหว่างประเทศ ครั้งที่ 9 พ.ศ.2550 ที่กรุงเทพฯเองก็ระบุไว้ชัดในหน้า 219 ว่า

"โดยทั่วไป แนวคิดเรื่อง "การกระทำของรัฐบาล" ซึ่งมีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ถูกตรวจสอบความชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับ แม้ว่าขอบเขตจะถูกจำกัดก็ตาม

ในทางปฏิบัติ มี 2 กรณีที่ใช้แนวความคิดดังกล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในเรื่องเหล่านี้ศาลปกครองสูงสุดแต่ละประเทศจะมีแนวทางในการ (ไม่รับพิจารณา) ของตนเอง"

ศาลไทยเองก็ถือหลักนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ดังกล่าวแล้ว หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยชัดเจนว่า การยุบสภาเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งศาลไม่ควบคุม

3.หลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับการแยกหน้าที่ศาล (ผู้ควบคุม) ออกจากหน้าที่ดำเนินการบริหารของฝ่ายปกครอง

หลัก กฎหมายมหาชนสำคัญอีกหลักหนึ่งก็คือ ฝ่ายปกครองมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ศาลปกครองไม่มีหน้าที่บริหาร มีเพียงหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย

หลักนี้ สำคัญมาก เพราะถ้าศาลปกครองสามารถ "สั่ง" ฝ่ายปกครองได้ทุกเรื่อง ก็เท่ากับศาลลงมาบริหารราชการแผ่นดินเสียเอง ซึ่งจะกลายเป็น "ศาลเป็นรัฐบาล" (government of judge) และฝ่ายปกครองจะเป็นเพียงลูกน้อง

อนึ่ง ศาลเองก็ไม่มีความรู้ทางเทคนิคทุกด้านด้วยพอที่จะลงไปควบคุมสั่งการทุกเรื่อง

ด้วย เหตุนี้ จึงมีหลักกฎหมายสำคัญว่าศาลจะไม่ควบคุมการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะดุลพินิจเทคนิค (technical discretion) เช่น จะตัดถนนไปทางไหนดี สิ่งเหล่านี้เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุหรือไม่ งานวิชาการชิ้นนี้ได้มาตรฐานงานวิชาการที่ดีหรือไม่

ยิ่งเป็นเรื่อง การต่างประเทศด้วยแล้ว ศาลในระบบคอมมอนลอว์ก็ดี ศาลในระบบประมวลกฎหมาย (civil law) ก็ดี จะไม่ยอมตีความสนธิสัญญาเอง โดยไม่ขอความเห็นกระทรวงการต่างประเทศเป็นอันขาด เพราะศาลประเทศเหล่านั้นทราบดีว่า ท่านเองไม่ได้รู้บริบทของการเจรจา ไม่รู้เจตนารมณ์ของคู่กรณีในสนธิสัญญา ดังนั้น หากต้องตีความสนธิสัญญา ศาลประเทศเหล่านี้จะส่งเรื่องไปขอความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลของประเทศเหล่านี้จะไม่คุมการกระทำของรัฐบาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอันขาด!

4.จะทำอย่างไรต่อไป?

เมื่อ วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้ แม้ผู้เขียนจะเคารพศาลปกครองกลางเพียงใด ผู้เขียนก็ไม่อาจเห็นพ้องกับความตอนท้ายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ว่า "หากศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิจารณาแล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ และยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่ยังคงสงวนสิทธิโต้แย้งคำพิพากษาของศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหารไว้เช่นเดิม จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้"

ผู้เขียนไม่แน่ใจในข้อความที่ว่าศาลมีคำ สั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้วไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานภาครัฐ เพราะข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้วเกิดผลตรงกันข้าม คือการดำเนินการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ของกระทรวงการต่างประเทศก็ยุติลง ทั้งไม่ได้หมายความว่า กัมพูชาจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวได้ อย่างที่เราอาจเข้าใจเช่นนั้น แต่คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งมีกรรมการจาก 21 ประเทศอาจไม่เห็นเช่นเดียวกับเราก็ได้

ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอว่า

1.กระทรวงการต่างประเทศควรอุทธรณ์คำสั่งนี้โดยด่วน เพื่อฟังคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด แล้วจึงค่อยดำเนินการตามนั้น

2. ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งพิจารณาคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาและฝ่ายค้านว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 190 คือเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่? หากต้องดำเนินการ คณะรัฐมนตรีก็ต้องเสนอแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้รัฐสภาพิจารณาโดยด่วนที่สุด และแจ้งให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบว่า ประเทศไทยยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอน ภายในของเรา จึงยังไม่อาจใช้แถลงการณ์ร่วมประกอบการพิจารณาทางคณะกรรมการมรดกโลกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐต่างประเทศเข้าใจและยอมรับกันเสมอมา

ผู้เขียน ได้แต่ภาวนาว่า เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการเจรจากับรัฐ ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศในอนาคต ศาลปกครองสูงสุดน่าจะยืนตามบรรทัดฐานเดิม อันจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยในสายตาสังคมโลกยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ทุกประการ